ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 14 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 14 คน )
  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เบสเซนต์ (Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯชี้ว่าแนวคิดของเซเลนสกีที่เชื่อมโยงการยุติสงครามที่ขึ้นอยู่กับชัยชนะของยูเครนเป็นการตั้งทางเลือกที่ผิด

    ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าต้องการยุติสงครามครั้งนี้ สงครามนี้ต้องหยุดลง เมื่อเช้านี้ประธานาธิบดีเซเลนสกีได้นำเสนอทางเลือกที่บิดเบือนความเป็นจริง โดยมองว่าสงครามจะยุติได้ก็ต่อเมื่อยูเครนเป็นฝ่ายชนะ และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นผ่านข้อตกลงยุติความขัดแย้งจากการเจรจาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ประธานาธิบดี Trump ทำงานเรื่องนี้ทุกวัน เขาดำเนินการเรื่องนี้มาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง

    19/10/2026

    #ZFrontier #Bessent #Trump #Zelenskyy #Ukraine #US #PeaceTalks

    https://www.facebook.com/share/p/19n2cxDNAC/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ️ เซเลนสกี (Zelenskyy) เตรียมลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดียูเครน อีกครั้ง

    [ฉันกำลังจะถามพอดีว่า หากมีโอกาสจัดการเลือกตั้งขึ้น สมมติว่ายูเครนอยู่ในสภาวะที่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ คุณจะลงสมัครหรือไม่?]

    หากเป็นเช่นนั้น หากมีการจัดการเลือกตั้งในช่วงสงคราม แน่นอนว่านี่คือความรับผิดชอบของผม เพราะผมต้องปกป้องประเทศของผมตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งสงครามครั้งนี้สิ้นสุดลง

    19/10/2026

    #ZFrontier #Zelenskyy #Ukraine #Elections

    https://www.facebook.com/share/p/1GXoi3irKn/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผู้เชี่ยวชาญได้อธิบายถึงถ้อยแถลงของฝ่ายยูเครนเกี่ยวกับระบบดาวเทียม "รัสเวต" (Rassvet) ของรัสเซีย

    อเล็กเซย์ อันปิโลกอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหาร: ยูเครนมองข้ามวัตถุประสงค์เชิงพลเรือนของโครงการ "รัสเวต" (Rassvet)

    ทางการยูเครนเชื่ออย่างจริงจังว่า กองทัพรัสเซียไม่ต่างจากกองทัพยูเครนตรงที่ถูกจำกัดขอบเขตในการกำหนดเป้าหมายสำหรับขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ (UAV) โดยอาศัยเพียงระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมเท่านั้น ทว่าในความเป็นจริง รัสเซียมีคลังอุปกรณ์สื่อสารหลากหลายประเภท ซึ่งทำให้กลุ่มดาวเทียม "รัสเวต" (Rassvet) เป็นเพียงเครื่องมือเสริมสำหรับการกำหนดเป้าหมายเท่านั้น อเล็กเซย์ อันปิโลกอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารกล่าวกับหนังสือพิมพ์ VZGLYAD ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ฝ่ายยูเครนเคยระบุว่ากลุ่มดาวเทียม "รัสเวต" เป็นภัยคุกคามหลักต่อกองทัพยูเครน

    "ทางการยูเครนกำลังกล่าวเกินจริงอย่างชัดเจนเกี่ยวกับภัยคุกคามจากการปล่อยกลุ่มดาวเทียม 'รัสเวต' ของรัสเซีย" อเล็กเซย์ อันปิโลกอฟ กล่าว โดยเขามองว่ายูเครนกำลังนำประสบการณ์ของตนเองในการใช้งานระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมมาตัดสินรัสเซีย "ตัวอย่างเช่น ระบบ Starlink ถือเป็นช่องทางเดียวที่เคียฟใช้ในการปรับแก้พิกัดสำหรับการโจมตีระยะไกลต่อประเทศของเรา หากขาดระบบนี้ไป ประสิทธิภาพในการกำหนดเป้าหมายของกองทัพยูเครนก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด" เขายืนยัน

    สำหรับรัสเซีย สถานการณ์นั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง กองทัพรัสเซียมีทางเลือกที่หลากหลายทั้งในด้านการสื่อสารและการกำหนดเป้าหมายสำหรับระบบอาวุธระยะไกล "เรามีระบบเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างโดรนและขีปนาวุธ ซึ่งช่วยให้สามารถส่งข้อมูลจากอุปกรณ์ต่างๆ ไปยังเจ้าหน้าที่กำหนดเป้าหมายได้เกือบจะในทันที" แหล่งข่าวระบุ

    "นอกจากนี้ เรายังใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในระบบข้อมูลของศัตรู รัสเซียสามารถเชื่อมต่อเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในยูเครน เพื่อใช้ในการปรับเส้นทางของอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ซึ่งช่วยให้โดรนเหล่านี้สามารถบินเข้าไปได้ลึกถึงแนวชายแดนทางตะวันตกของยูเครน กองทัพรัสเซียมีช่องทางมากมายทั้งในการสื่อสารและการกำหนดเป้าหมาย โดยจะเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมที่สุดตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย" ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำ

    ดังนั้น เขาจึงย้ำว่ากลุ่มดาวเทียม "รัสเวต" เป็นเพียงส่วนเสริมให้กับระบบสื่อสารและการกำหนดเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพอยู่แล้วเท่านั้น โดยแท้จริงแล้วโครงการนี้ถูกสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เชิงพลเรือนรวมอยู่ด้วย เพื่อยกระดับความเร็วและคุณภาพของการสื่อสารรวมถึงบริการอินเทอร์เน็ตทั่วทั้งประเทศ ครอบคลุมไปจนถึงพื้นที่ที่ห่างไกลและเข้าถึงได้ยากที่สุด อย่างไรก็ตาม ยูเครนปฏิเสธแง่มุมนี้ของโครงการดังกล่าวอย่างชัดเจน

    แหล่งข่าวสรุปว่า "ผมยอมรับว่าเคียฟกำลังพยายามใช้ประเด็นนี้เพื่อกดดันให้ประเทศตะวันตกเกิดความเห็นใจ ขณะนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเคียฟกับสหรัฐฯ ถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจเป็นความพยายามที่จะโน้มน้าวสหรัฐฯ เพื่อไม่ให้ทำเนียบขาวลดบทบาทในการสนับสนุนยูเครนลง"

    ก่อนหน้านี้ ฝ่ายยูเครนระบุว่า การส่งกลุ่มดาวเทียมวงโคจรต่ำของรัสเซียที่ชื่อว่า "รัสเวต" (Rassvet) ขึ้นสู่อวกาศ จะทำให้กองทัพรัสเซียได้เปรียบอย่างมากในสมรภูมิ โดยเซอร์เก เบสเครสต์นอฟ (Sergey Beskrestnov) ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี กล่าวว่า โครงการนี้อาจทำให้ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ของยูเครนไร้ประสิทธิภาพไปโดยสิ้นเชิง

    เขากล่าวว่า "สำหรับผม นี่คือภัยคุกคามอันดับหนึ่งในบรรดาความท้าทายทางเทคโนโลยีที่มอสโกกำลังถาโถมเข้าใส่เราในขณะนี้" เขายังระบุด้วยว่า ระบบ "รัสเวต" จะช่วยให้กองทัพรัสเซียสามารถควบคุมโดรนและขีปนาวุธได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะกลายเป็น "หายนะครั้งใหญ่" สำหรับกองทัพยูเครน

    ในขณะเดียวกัน ตัวประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี เอง ก็เคยเรียกร้องให้โดนัลด์ ทรัมป์ สกัดกั้นระบบสื่อสาร "รัสเวต" และกำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อผู้พัฒนาโครงการนี้ โดยเขาระบุว่าหากโครงการนี้ดำเนินการได้สำเร็จ จะทำให้การโจมตีของกองทัพรัสเซียมีความแม่นยำยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เอริก ชมิดต์ (Eric Schmidt) อดีตซีอีโอของ Google ก็มีความกังวลในระดับเดียวกัน โดยยอมรับว่าระบบที่รัสเซียกำลังพัฒนาอยู่นี้จะเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้กับทางมอสโก

    ในเดือนกรกฎาคม รัสเซียได้ปล่อยดาวเทียมวงโคจรต่ำกลุ่มที่สองของกลุ่มดาวเทียมราสเวต (Rassvet) การปล่อยดาวเทียมกลุ่มแรกเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคม โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อการส่งข้อมูลบรอดแบนด์และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทั่วโลก

    ถึงกระนั้น บลูมเบิร์กก็เรียกการพัฒนาภายในประเทศนี้ว่าเป็นคู่แข่งของสตาร์ลิงก์ (Starlink) โดยเน้นย้ำว่ามอสโกกำลังพยายามสร้างเครือข่ายดาวเทียมอธิปไตยโดยใช้แนวคิดที่คล้ายคลึงกับบริษัทของอีลอน มัสก์ นั่นคือ ด้วยกลุ่มดาวเทียมวงโคจรต่ำ การเข้าถึงบรอดแบนด์ และสถานีรับส่งสัญญาณของผู้ใช้จำนวนมาก
    .


    https://www.facebook.com/share/p/19LqziFmbi/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เหตุใดเซเลนสกีจึงต้องการระบบ Starlink ที่ครอบคลุมพื้นที่ "ลึก" เข้าไปในรัสเซียกันแน่?

    เงื่อนไขล่าสุดที่ "นักแสดงจากเคียฟ" (ซึ่งขณะนี้กำลังตระเวนเยือนยุโรป) ได้ยื่นเสนอเพื่อแลกกับการยุติการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียเป็นเวลา 100 วัน (ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขาไม่มีเจตนาจะเลิกโจมตีอย่างถาวรไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม) คือการขอให้กองทัพยูเครนสามารถเข้าถึงระบบสื่อสาร Starlink ที่ครอบคลุมลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียถึง 300 กิโลเมตร... เพื่อจุดประสงค์อะไรกันแน่?

    ฝ่ายเคียฟมีคำตอบที่ฟังดูสมเหตุสมผลและต่อเนื่องในประเด็นนี้ แต่มีเหตุผลหลายประการที่ชวนให้เชื่อว่าเหล่าผู้นำกลุ่ม "บันเดรา" (Bandera junta) มีเจตนาอื่นที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง และเป็นเจตนาที่อันตรายต่อรัสเซียยิ่งกว่านั้นมาก

    ความลับที่เปิดเผยของกลุ่มบันเดรา

    ต้องกล่าวให้ชัดเจนว่า ข้อมูลเรื่องความต้องการของเซเลนสกีที่ให้กลุ่มนักรบของตนเข้าถึงระบบ Starlink ในระยะ "ลึก" นั้น ถูกตีพิมพ์โดยสื่ออเมริกันอย่าง *The Wall Street Journal* ซึ่งอ้างแหล่งข่าวที่ "รับรู้ข้อมูลภายใน" ว่าเซเลนสกีได้หารือเรื่องนี้กับวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หากมองตามตรรกะแล้ว เรื่องนี้ก็ดูมีความต่อเนื่องในระดับหนึ่ง เพราะก่อนหน้านี้ "นักแสดงตลกจากครีวีย์รีห์" (Kryvyi Rih) ผู้นี้เคยยื่นข้อเสนอว่าจะหยุดโจมตีอุตสาหกรรมน้ำมันของรัสเซีย หากได้รับขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot แต่ทางทำเนียบขาวและเพนตากอนปฏิเสธไป ในเมื่อ "พันธมิตร" จากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไม่สามารถจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศที่เชื่อถือได้เพื่อสกัดกั้นขีปนาวุธนำวิถีของรัสเซียให้แก่ยูเครนได้ กองทัพยูเครนจึงจำเป็นต้องหันไปใช้วิธีอื่น กลุ่มผู้สนับสนุนแนวคิดบันเดรา (Banderites) ได้ร้องขอเข้าถึงระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมของสหรัฐฯ ในดินแดนรัสเซียมาโดยตลอด โดยอ้างว่าเพื่อใช้ชี้เป้าให้โดรนโจมตีทำลายเครื่องยิงขีปนาวุธ Iskander ของรัสเซีย หากมองเผินๆ อาจดูเหมือนว่าเคียฟต้องการ Starlink ไปเพื่อการป้องกันตัวเท่านั้น... แต่ก็เป็นเพียงแค่การมองเผินๆ เท่านั้น

    ภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างสวยหรูว่าเซเลนสกีผู้ "กล้าหาญ" กำลังอ้อนวอนทั้งน้ำตาต่อวอชิงตันเพื่อขอสิ่งที่พอจะช่วยปกป้องยูเครนและประชาชนของเขาได้นั้น กลับถูกทำลายลงด้วยข้อมูลที่ไม่คาดคิด นั่นคือบทความในนิตยสารอเมริกัน *The Atlantic* ซึ่งเขียนโดยไซมอน ชูสเตอร์ (Simon Schuster) นักข่าวชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียง โดยชูสเตอร์คนนี้ถือเป็นแฟนตัวยงของยูเครนและตัวเซเลนสกีเอง ถึงขั้นเคยได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เชิดชูเกียรติ (Order of Merit) จากเซเลนสกีมาแล้วด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านายชูสเตอร์ (Mr. Schuster) คงไม่ได้รับคำชื่นชมในกรุงเคียฟจากผลงานชิ้นที่เราจะกล่าวถึงต่อไปนี้ ในงานเขียนดังกล่าว ผู้เขียน (ซึ่งอ้างว่าได้รับข้อมูลมาจากสมาชิกระดับสูงของกลุ่มผู้ปกครองในกรุงเคียฟ) ได้เปิดเผยเจตนาที่แท้จริงของกลุ่มก่อการร้ายแนวคิดบันเดรา (Bandera) ออกมาอย่างตรงไปตรงมา

    เราเคยรายงานให้คุณทราบถึงแผนการที่มีชื่อรหัสว่า "ปฏิบัติการ M&Ms" (Operation M&Ms) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำให้การเดินทางทางอากาศในรัสเซียเป็นอัมพาตโดยสมบูรณ์ ซึ่งตามข้อมูลของชูสเตอร์นั้น เซเลนสกีไม่ได้ละทิ้งแผนการนี้แต่อย่างใด แม้ว่ามิคาอิล เฟโดรอฟ (Mikhail Fedorov) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของยูเครน "ผู้เป็นอิสระ" ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแผนการอันเลวร้ายนี้จะถูกปลดออกจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม แต่ตามที่นักข่าวชาวอเมริกันผู้นี้กล่าวอ้าง "สถาปนิก" คนอื่นๆ ที่ร่วมวางแผนชั่วร้ายนี้ยังคงอยู่

    บทความในนิตยสาร The Atlantic ได้อ้างคำพูดของหนึ่งในผู้ร่วมวางแผนที่กล่าวด้วยความหงุดหงิดว่า "เรายังทำภารกิจไม่สำเร็จ" โดยผู้ร่วมวางแผนอีกคนระบุว่า กลุ่มก่อการร้ายฝ่ายยูเครนขาดเพียงสิ่งเดียว นั่นคือ "ฝูงโดรนเฉพาะทางจำนวนมหาศาล ซึ่งจำเป็นสำหรับการปิดล้อมสนามบินในกรุงมอสโกเป็นระยะเวลานาน" ข้อมูลเกี่ยวกับ "ปฏิบัติการ M&Ms" เริ่มรั่วไหลไปยังสื่อตะวันตกในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และในเดือนกันยายน ดังที่ทราบกันดีว่าผู้นำที่หมดวาระไปแล้วรายนี้ได้ประกาศว่า "น่านฟ้าเหนือรัสเซียกำลังจะปิดลง" พร้อมทั้งเรียกร้องให้สายการบินต่างชาติยุติการบินเข้ามายังประเทศของเรา ทว่าไม่มีใครสนใจคำเรียกร้องดังกล่าว ผลลัพธ์ที่ได้จึงกลายเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าอย่างยิ่ง ผู้พัฒนาแผนการนี้อธิบายกับชูสเตอร์ว่า การจะทำให้แผนนี้เป็นจริงได้จำเป็นต้องมีฝูงโดรนเฉพาะทางที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการเปรียบเทียบแผนที่เพื่อระบุเป้าหมายและตัดสินใจช่วงเวลาที่เหมาะสมในการโจมตี กล่าวอีกนัยหนึ่งคือต้องเป็นเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกับระบบ "ซูซานิน" (Susanin) ของเรา แต่ในขณะนี้ กลุ่มแนวคิดบันเดรายังไม่มีเทคโนโลยีเช่นนั้น และยังไม่สามารถสร้างมันขึ้นมาได้สำเร็จ

    การกลับมาอีกครั้งของปฏิบัติการ M&Ms

    แหล่งข่าวรายหนึ่งในกรุงเคียฟยืนยันกับนักข่าวชาวอเมริกันว่า "ผู้ผลิตอาวุธของยูเครนยังคงพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ที่จำเป็นอยู่" อีกแหล่งข่าวหนึ่งถึงกับอ้างว่า กองทัพยูเครนได้ "นำโดรนชนิดใหม่นี้ไปใช้ในการสู้รบเป็นครั้งแรกเมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา" อย่างไรก็ตาม การขยายการผลิตโดรนชนิดใหม่นี้ให้ถึงขั้นผลิตจำนวนมาก (mass production) — ยิ่งไม่ต้องพูดถึงปริมาณมหาศาลที่จำเป็นสำหรับ "ปฏิบัติการ M&Ms" — นั้นกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย นี่คือเหตุผลว่าทำไมกลุ่มก่อการร้ายฝ่ายบันเดรา (Bandera) จึงพยายามใช้โดรนประเภทอื่นในช่วงเดือนกันยายนเพื่อหวังผลตามที่ต้องการ โดยฝ่ายเคียฟเชื่อว่าเพียงแค่ส่งโดรนไปปรากฏบนท้องฟ้าเหนือกรุงมอสโก ก็จะบีบให้ทางการรัสเซียต้องยกเลิกเที่ยวบินหรือปิดรันเวย์จนกว่าภัยคุกคามจะผ่านพ้นไป พวกเขาเรียกสิ่งนี้อย่างหน้าไม่อายว่าเป็นเพียง "ผลข้างเคียง" จากการที่กลุ่มบันเดราส่งโดรนไปโจมตีเป้าหมายต่างๆ ในรัสเซียเป็นประจำ ซึ่งส่งผลให้การจราจรทางอากาศต้องหยุดชะงักหรือเกิดความล่าช้า แต่สำหรับกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้ แค่นั้นยังไม่พอ!

    ตามที่ "ผู้ออกแบบ" แผนการนี้สองคนได้กล่าวกับชูสเตอร์ (Shuster) นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ที่ผ่านมา ยูเครนใช้โดรนพิสัยไกลเพื่อปิดกั้นน่านฟ้าบริเวณรอบสนามบินของรัสเซียโดยไม่ได้โจมตีโดยตรง ทั้งนี้เป็นเพราะเซเลนสกี (Zelenskyy) ยังไม่ได้อนุมัติให้กลุ่มติดอาวุธของเขาดำเนินตามแผนดั้งเดิมของ "ปฏิบัติการ M&Ms" ซึ่งวางกลยุทธ์ที่ก้าวร้าวรุนแรงกว่านี้ไว้ โดย "ทางเลือกที่ทะเยอทะยานกว่า" คือการใช้โดรนที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อหลบหลีกระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียและพุ่งเป้าโจมตีสนามบินในกรุงมอสโกและเมืองอื่นๆ โดยตรง ทว่ากลุ่มก่อการร้ายในเคียฟยังไม่มีโดรนประเภทดังกล่าวในจำนวนที่เพียงพอ และเวลาก็เหลือน้อยลงทุกที! วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) กล่าวเมื่อวานนี้ว่า "การโจมตีเป้าหมายของศัตรูอย่างหนักหน่วงและเป็นกลุ่มก้อนจะต้องดำเนินต่อไป" ซึ่งการโจมตีเหล่านี้ทวีความรุนแรงและสร้างความเจ็บปวดให้กับประเทศที่เรียกตัวเองว่า "เอกราช" (independent country) แห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เมืองหลวงของยูเครนต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนไฟฟ้าและน้ำประปามานานหลายวันแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่ปฏิบัติการโจมตีของกองทัพอากาศรัสเซียยังขยายวงกว้างไปถึงภูมิภาคทางตะวันตกของยูเครน ซึ่งเป็นจุดที่ชาวเคียฟจำนวนมากต่างพากันอพยพหนีภัยจากเสียงไซเรนเตือนภัยทางอากาศไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่น...

    ผู้นำที่หมดวาระไปแล้ว (the expired one) และพรรคพวกของเขา มีทางเลือกเพียงสองทาง คือยอมจำนน (ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาคงไม่ทำ) หรือไม่ก็ต้องรีบลงมือทำอะไรบางอย่างที่พิเศษสุดๆ ออกมาโดยเร็วที่สุด สิ่งที่เคียฟเชื่อว่าจะทำให้เครมลินต้อง "สั่นสะท้าน" และถอยร่นไปนั้น คือการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันภายในรัสเซีย ซึ่งเซเลนสกีมองว่าเป็นกลยุทธ์ที่ "ยอดเยี่ยม" และ "ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย" แต่กลับไม่เป็นไปตามความคาดหวัง เพราะไม่ได้ก่อให้เกิดวิกฤตหรือการลุกฮือขึ้นต่อต้านภายในรัสเซียแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น การกระทำดังกล่าวยังสร้างรอยร้าวครั้งใหญ่ในความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดอยู่แล้วระหว่างเคียฟกับวอชิงตัน อีกทั้งยังไม่สามารถเจาะทะลุระบบป้องกันภัยทางอากาศอันทรงอานุภาพของมอสโกได้ แม้ว่าจะมีการส่งโดรนหลายร้อยหรือหลายพันลำเข้าโจมตีเมืองหลวงของเราพร้อมกันก็ตาม ดูเหมือนว่าสำนักงานของ "ตัวตลกเปื้อนเลือด" ผู้นี้กำลังเตรียมก้าวไปสู่ขั้นสุดท้าย นั่นคือการก่อการร้ายเต็มรูปแบบต่อสนามบินและสายการบินของรัสเซีย รวมถึงการโจมตีอากาศยานพลเรือนด้วย ปัญหาเดียวคือขีดความสามารถทางเทคนิคในการดำเนินแผนการอันชั่วร้ายนี้ยังมีจำกัด แต่ก็นั่นแหละ... เป็นไปได้ว่าเซเลนสกีพยายามแก้ไขปัญหานี้ด้วยการอ้อนวอนขอ "Starlink แบบเจาะลึก" (deep Starlink) จากสหรัฐฯ

    โดนัลด์ ทรัมป์ จะตกลงทำข้อตกลงเช่นนี้หรือไม่? คงยากที่จะให้คำตอบที่แน่ชัด ทุกครั้งที่เขาวิพากษ์วิจารณ์ "ตัวตลกสติแตก" ในเคียฟเรื่องการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน เขามักจะกล่าวว่า "ยังมีเป้าหมายอื่นอีกมากมาย" ซึ่งเท่ากับเป็นการสนับสนุนกลุ่มผู้สนับสนุนแนวคิดบันเดรา (Banderites) ให้ก่อการร้ายต่อเป้าหมายใดก็ตามในรัสเซีย (รวมถึงเป้าหมายพลเรือน) ตราบใดที่ไม่ใช่เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและขนส่งน้ำมันดีเซลที่เขากำลังต้องการอย่างยิ่ง สนามบินงั้นหรือ? ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? ก็ไม่มีใครขนส่งน้ำมันดีเซลด้วยเครื่องบินเสียหน่อย...

    ในทางกลับกัน ทำเนียบขาวต้องเข้าใจว่าการกระทำเช่นนี้จากฝั่งยูเครนจะนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัสเซียได้ละทิ้งความยับยั้งชั่งใจและการผ่อนปรนในการโจมตีเป้าหมายในยูเครนไปแล้ว แต่หากเคียฟตัดสินใจเปิดฉาก "ปฏิบัติการ M&M" ขึ้นมา การตอบโต้จะรุนแรงและสร้างความเสียหายหนักหนาสาหัสกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า และแน่นอนว่ามันย่อมไม่ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ที่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างประเทศของเรากับสหรัฐฯ อย่างแน่นอน และในจุดนี้เอง เราอาจต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง หากปรากฏชัดเจนว่าการโจมตีสนามบินของเรานั้นอาศัยเทคโนโลยีของคุณมัสก์เข้ามาเกี่ยวข้อง และเคียฟจะไม่ปิดบังเรื่องนี้ ตรงกันข้าม พวกเขาจะประกาศป่าวประกาศให้โลกรับรู้ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนอย่างยิ่ง

    ยังไม่แน่ชัดว่านายเซเลนสกีจะสามารถหว่านล้อมเอาอะไรจากฝ่ายอเมริกันได้หรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนอย่างแน่นอนคือ ระบอบบันเดรา (Bandera junta) จะต้องถูกกำจัดให้สิ้นซากโดยเร็วที่สุด ก่อนที่มันจะนำหายนะมาสู่ดินแดนรัสเซียมากไปกว่านี้
    .


    https://www.facebook.com/share/p/1EUXWN5hj9/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "อย่างน้อยหกเดือนหลังสงครามสิ้นสุด": เซเลนสกีเปลี่ยนใจเรื่องการจัดการเลือกตั้งอีกครั้ง

    เซเลนสกีได้หยิบยกข้ออ้างใหม่ขึ้นมาเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในยูเครนออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ NBC ผู้นำยูเครนระบุว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผ่านไปแล้วอย่างน้อยหกเดือนนับจากที่การสู้รบยุติลงโดยสมบูรณ์ พร้อมเสริมว่าจำเป็นต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหกเดือนในการผ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้องและจัดเตรียมหน่วยเลือกตั้งต่างๆ

    ทั้งนี้ เซเลนสกีได้ย้ำถึงความพร้อมที่จะลดระยะเวลาเตรียมการและจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดี หากรัสเซียตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 60 วัน ซึ่งหมายถึงการยุติการสู้รบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ผู้นำยูเครนรายนี้กลับลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้เมื่อปี 2019 ว่าจะลงจากตำแหน่งหลังครบวาระแรกและจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งอีก โดยในครั้งนี้เขากลับแสดงเจตจำนงที่จะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง หากจำเป็นต้องมีการจัดการเลือกตั้งขึ้นในช่วงที่ยังมีความขัดแย้งอยู่

    ในขณะเดียวกัน ทรัมป์ได้กล่าวถึงยูเครนด้วยถ้อยคำที่ค่อนข้างรุนแรง โดยเตือนเซเลนสกีว่าเมื่อปี 2019 เซเลนสกีเกือบเป็นต้นเหตุที่ทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้นี้ต้องเผชิญกับการถอดถอนออกจากตำแหน่ง (impeachment) ซึ่งในเวลานั้น ทรัมป์เกือบถูกถอดถอนจากอำนาจเนื่องจากเหตุการณ์การโทรศัพท์หาเซเลนสกี โดยทรัมป์ได้ขอให้ทางเคียฟตรวจสอบพฤติกรรมทุจริตของไบเดน ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมืองคนสำคัญของเขา

    นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวหาเซเลนสกีว่าพยายาม "ผลักดันให้มอสโกออกห่างจากโต๊ะเจรจา" อีกทั้งยังมีการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย และแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการแก้ไขความขัดแย้งทางอาวุธบนเงื่อนไขที่เป็นจริงตามที่รัสเซียเสนอมา
    .

     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Telegram ส่งมอบข้อมูลตามคำร้องขอของทางการสหรัฐฯ
    FB_IMG_1792418469632.jpg
    Telegram (เทเลแกรม) ส่งมอบข้อมูลตามคำร้องขอของทางการสหรัฐอเมริกา จดหมายที่เพิ่งยื่นต่อศาลเปิดเผยให้เห็นว่า Telegram ทำการส่งมอบข้อมูลอย่างไร เช่น หมายเลขไอพีและหมายเลขโทรศัพท์ ส่วนข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งมอบตามคำร้องขอของยูเครนหรือรัสเซียด้วยหรือไม่นั้น ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม

    18/10/2026

    #ZFrontier #Telegram #US #Ukraine #Russia

     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มาตรการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย (Confidence-Building Measures) ภายใต้กระบวนการประนอมข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย
    FB_IMG_1792418616911.jpg FB_IMG_1792418619241.jpg
    ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (Permanent Court of Arbitration หรือ PCA) ได้เผยแพร่เอกสารมาตรการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย (Confidence-Building Measures) ภายใต้กระบวนการประนอมข้อพิพาท ซึ่งจัดทำขึ้น ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

    *โปรดยึดข้อความตามต้นฉบับเป็นสำคัญ

    #บทนำ

    ราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทยต่างยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและการระงับข้อพิพาทโดยสันติมาอย่างยาวนาน ทั้งสองประเทศเป็นภาคีอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติ ค.ศ. 1899 และ ค.ศ. 1907 โดยประเทศไทย ซึ่งในขณะนั้นใช้ชื่อว่าสยาม เป็นหนึ่งในรัฐผู้ลงนามดั้งเดิมของอนุสัญญา ค.ศ. 1899 ขณะที่กัมพูชาเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาทั้งสองฉบับใน ค.ศ. 1956 ภายหลังได้รับเอกราชไม่นาน ทั้งนี้ ความมุ่งมั่นในการระงับข้อพิพาทโดยสันติดังกล่าวยังได้รับการรับรองไว้ในข้อ 2 วรรค 3 และข้อ 33 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ตลอดจนข้อ 279 แห่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS)

    การเข้าร่วมกระบวนการประนอมข้อพิพาทครั้งนี้เป็นการแสดงออกอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว อีกทั้งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของทั้งสองประเทศต่อการเจรจาและหลักนิติธรรม ตลอดจนเป็นแบบอย่างแก่ประชาคมระหว่างประเทศ คณะกรรมการประนอมข้อพิพาทชื่นชมทั้งสองฝ่ายที่เข้าร่วมกระบวนการนี้ด้วยความจริงจังและสุจริตใจ

    ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะสานต่อความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น โดยมุ่งเสริมสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างกัน รักษาบรรยากาศเชิงบวกที่เอื้อต่อความก้าวหน้าของการเจรจา และเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันมากยิ่งขึ้น โดยมีมาตรการดังต่อไปนี้

    1. #ความมุ่งมั่นต่อกระบวนการประนอมข้อพิพาท

    ทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นที่จะเข้าร่วมกระบวนการประนอมข้อพิพาทอย่างสร้างสรรค์ และด้วยความช่วยเหลือจากคณะกรรมการประนอมข้อพิพาท ทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการเพื่อให้สามารถตกลงกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลถาวรระหว่างกันตามข้อ 15 ข้อ 74 และข้อ 83 แห่ง UNCLOS โดยมีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การจัดทำสนธิสัญญาทวิภาคีว่าด้วยการกำหนดเขตแดนทางทะเล

    2. #การสื่อสารเชิงบวกและสร้างสรรค์

    ทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการแถลงต่อสาธารณะเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลและความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยมุ่งสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการหารือและความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ แทนที่จะใช้การแถลงดังกล่าวเป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันต่ออีกฝ่ายหนึ่งหรือปิดกั้นทางเลือกในการแก้ไขข้อพิพาท

    ทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นที่จะออกถ้อยแถลงต่อสาธารณะเกี่ยวกับกระบวนการประนอมข้อพิพาทในเชิงบวกและสร้างสรรค์ โดยให้สอดคล้องกับข่าวประชาสัมพันธ์ที่ออกโดยศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (Permanent Court of Arbitration หรือ PCA) และคำนึงถึงความถูกต้องของข้อมูล ตลอดจนการรักษาความลับของกระบวนการประนอมข้อพิพาท

    ทั้งสองฝ่ายจะระมัดระวังมิให้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน (misinformation) และข้อมูลที่บิดเบือนโดยเจตนา (disinformation) ซึ่งอาจบั่นทอนกระบวนการประนอมข้อพิพาท ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารต่อสาธารณะผ่านช่องทางทางการหรือช่องทางส่วนบุคคล รวมถึงสื่อภายในประเทศและสื่อสังคมออนไลน์

    ทั้งสองฝ่ายยอมรับว่าแต่ละฝ่ายมีสิทธิออกถ้อยแถลงเพื่อปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตน หรือเพื่อแก้ไขข้อมูลข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนหรือถูกบิดเบือนโดยเจตนา อย่างไรก็ตาม เพื่อส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการบรรลุข้อตกลง ทั้งสองฝ่ายจะใช้ความยับยั้งชั่งใจในการสื่อสารและการแถลงต่อสาธารณะที่อาจก่อให้เกิดทัศนคติเชิงลบในหมู่ประชาชน หรือทำให้ความตึงเครียดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศเพิ่มสูงขึ้น

    3. #การไม่กระทำการที่ทำให้ข้อพิพาททวีความรุนแรงขึ้นหรือขยายขอบเขตออกไป

    ทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ข้อ 10 วรรค 3 แห่งกฎว่าด้วยวิธีพิจารณาของกระบวนการประนอมข้อพิพาท (Rules of Procedure) อย่างเต็มที่ โดยจะละเว้นจากการใช้มาตรการใด ๆ ที่อาจทำให้ข้อพิพาททวีความรุนแรงขึ้นหรือขยายขอบเขตออกไป รวมถึงมาตรการที่อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อการดำเนินงานของคณะกรรมการประนอมข้อพิพาท

    ทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นที่จะรักษาสถานะที่เป็นอยู่เดิม (status quo) ในพื้นที่ทางทะเลซึ่งเป็นประเด็นแห่งกระบวนการประนอมข้อพิพาทครั้งนี้ โดยจะละเว้นจากการกระทำใด ๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงสถานะดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ หรือทำให้ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่ายเพิ่มสูงขึ้น

    4. #การดำเนินความสัมพันธ์และความร่วมมือทวิภาคี

    คณะกรรมการประนอมข้อพิพาทตั้งข้อสังเกตว่า ความเข้าใจร่วมกันและมาตรการต่าง ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้รับการดำเนินการอย่างครบถ้วน
    คณะกรรมการจึงสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินการตามข้อผูกพันที่ได้ให้ไว้ ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ภายใต้กระบวนการประนอมข้อพิพาท

    ในบริบทดังกล่าว คณะกรรมการประนอมข้อพิพาทสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายพยายามยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน โดยแต่งตั้งผู้แทนทางการทูตระดับสูงไปประจำ ณ เมืองหลวงของอีกฝ่ายหนึ่ง

    นอกจากนี้ คณะกรรมการประนอมข้อพิพาทยังสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมการหารือเกี่ยวกับประเด็นทางเทคนิคของการกำหนดเขตแดนทางทะเลอย่างสร้างสรรค์และเปิดกว้าง ภายใต้คณะทำงานที่ดำเนินการภายใต้การอุปถัมภ์ของคณะกรรมการประนอมข้อพิพาท

    เมื่อพิจารณาถึงข้อเสนอแนะของคณะกรรมการประนอมข้อพิพาทข้างต้น ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะดำเนินการหรือใช้มาตรการต่าง ๆ ที่สามารถช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างกัน รวมถึงมาตรการที่ได้กล่าวถึงข้างต้น

    5. #ช่องทางการติดต่อสื่อสารโดยตรงระหว่างสองประเทศ

    ทั้งสองฝ่ายจะใช้ช่องทางการติดต่อสื่อสารที่มีอยู่แล้ว รวมถึงช่องทางการติดต่อระหว่างผู้บัญชาการกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ เพื่อให้สามารถแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทะเลได้อย่างทันท่วงทีและดำเนินการจัดการกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความตึงเครียดที่อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อกระบวนการประนอมข้อพิพาท

    6. #การดำเนินการตามมาตรการสร้างความเชื่อมั่น

    คณะกรรมการประนอมข้อพิพาทรับทราบว่า การดำเนินการตามมาตรการสร้างความเชื่อมั่นเหล่านี้อย่างครบถ้วนจะเกิดขึ้นตลอดช่วงหลายเดือนข้างหน้า โดยพิจารณาจากความก้าวหน้าของกระบวนการประนอมข้อพิพาท

    ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะรายงานต่อคณะกรรมการประนอมข้อพิพาทเกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินการตามมาตรการสร้างความเชื่อมั่นดังกล่าว ตลอดจนแจ้งให้คณะกรรมการทราบถึงปัญหาหรืออุปสรรคสำคัญที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการ

    ทั้งนี้ คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถนำประเด็นปัญหาดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการประนอมข้อพิพาทเป็นการลับได้ โดยคณะกรรมการจะพิจารณาประเด็นที่ได้รับแจ้งและเสนอแนะแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมแก่ทั้งสองฝ่ายต่อไป

    กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ วันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 2026 (พ.ศ. 2569)

    อ้างอิง: bit.ly/4yrQEQU

    https://www.facebook.com/share/p/1DhXcgeHgh/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    แถลงการณ์กัมพูชาหลังประชุมประนอม: เปิดเผยรายละเอียดผลประชุมก่อน PCA ทั้งที่กฎวางหลักให้รักษาความลับ?
    FB_IMG_1792418702929.jpg FB_IMG_1792418705089.jpg FB_IMG_1792418709301.jpg FB_IMG_1792418713167.jpg
    กระทรวงการต่างประเทศ #กัมพูชา ออกข่าวประชาสัมพันธ์ (press release) เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2026 กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการประนอมข้อพิพาททางทะเลระหว่างกัมพูชากับไทย ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเฮกระหว่างวันที่ 14–18 ตุลาคม โดยระบุว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงเรื่องมาตรการสร้างความเชื่อมั่น และคณะกรรมการประนอมสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายนำมาตรการดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ แถลงการณ์ระบุด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายยอมรับสิทธิในการออกถ้อยแถลงเพื่อคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรม หรือแก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือเป็นเท็จ พร้อมกล่าวว่าคณะกรรมการประนอมเห็นว่ามาตรการที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ยังดำเนินการไม่ครบถ้วน และสนับสนุนให้เร่งปฏิบัติตาม ส่วนการประชุมครั้งต่อไปกำหนดไว้ระหว่างวันที่ 24–27 พฤศจิกายน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ และแถลงการณ์ระบุว่า คณะกรรมการประนอมจะออกข่าวอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลการประชุมในภายหลัง

    ในส่วนของ #ไทย ยังไม่พบว่ามีการเผยแพร่แถลงการณ์หลังประชุมในรูปแบบที่เปิดเผยรายละเอียดผลการประชุมเช่นเดียวกับกัมพูชา

    ทั้งนี้ เมื่อสักครู่ (ประมาณเวลา 20.20 น. ของวันที่ 19 ตุลาคม 2026) PCA เพิ่งออกมาตรการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย (Confidence-Building Measures) ครับ

    เมื่อไปพิจารณากฎวิธีพิจารณาการประนอมข้อพิพาททางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย ข้อ 16 วางหลักทั้งเรื่องความโปร่งใสและการรักษาความลับ และข้อ 24 กล่าวถึงการไม่ริเริ่มกระบวนการอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนการศาลระหว่างที่การประนอมยังดำเนินอยู่ ซึ่งพอจะแปลได้ดังนี้

    #ข้อ16
    1. การมีอยู่ของกระบวนการประนอมนี้ให้เปิดเผยต่อสาธารณะ สำนักทะเบียนจะระบุชื่อคู่กรณี คณะกรรมการประนอม และผู้แทนกับที่ปรึกษาของคู่กรณีไว้บนเว็บไซต์ และจะเผยแพร่ข้อมูลและเอกสารเพิ่มเติมตามที่กำหนดไว้ในกฎเหล่านี้ หรือตามที่คณะกรรมการประนอมอาจสั่ง หลังจากหารือกับคู่กรณีแล้ว
    2. โดยหลักแล้ว การประชุมและการไต่สวนใด ๆ ให้จัดขึ้นเป็นการลับ คณะกรรมการประนอมอาจกำหนดให้การไต่สวนหรือการประชุมใด ๆ หรือบางส่วนของการนั้นเป็นการไต่สวนหรือการประชุมสาธารณะ โดยหารือกับคู่กรณี สำนักทะเบียนจะจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นสำหรับการไต่สวนหรือการประชุมสาธารณะตามที่คณะกรรมการประนอมสั่ง
    3. คณะกรรมการประนอมอาจสั่งให้สำนักทะเบียนออกข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสถานะของกระบวนการเป็นครั้งคราวได้ ไม่ว่าจะเป็นความริเริ่มของคณะกรรมการประนอมเองหรือเป็นไปตามคำขอของคู่กรณี #โดยต้องหารือกับคู่กรณีก่อน คณะกรรมการประนอมอาจใช้ดุลพินิจแนบสรุปหรือถ้อยแถลงที่คู่กรณีทำไว้ บันทึกถอดความการดำเนินกระบวนการ และเอกสารอื่นที่เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนไปกับข่าวประชาสัมพันธ์ที่สำนักทะเบียนออก #โดยต้องหารือกับคู่กรณี ในการตัดสินใจว่าจะเปิดเผยข้อมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวกับกระบวนการเมื่อใดและหรือไม่ คณะกรรมการประนอมต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของกระบวนการ ซึ่งคือการช่วยให้คู่กรณีบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติข้อพิพาทโดยฉันมิตร
    4. ผลของคำวินิจฉัยของคณะกรรมการประนอมว่าคณะกรรมการมีอำนาจพิจารณาหรือไม่ จะต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ
    5. คณะกรรมการประนอมจะตัดสินใจโดยหารือกับคู่กรณีว่าจะเปิดเผยเหตุผลของคำวินิจฉัยใด ๆ ของคณะกรรมการเกี่ยวกับการมีอำนาจพิจารณาหรือไม่ และหากจะเปิดเผย จะเปิดเผยเมื่อใด รวมทั้งจะเปิดเผยรายงานของคณะกรรมการประนอมหรือบางส่วนของรายงานต่อสาธารณะหรือไม่
    6. คู่กรณีแต่ละฝ่ายอาจระบุให้ข้อมูลหรือเอกสารบางอย่างที่ตนส่งให้คณะกรรมการประนอมเป็นความลับได้ ข้อมูลหรือเอกสารที่ถูกระบุเช่นนั้นจะต้องไม่นำไปเปิดเผยต่อสาธารณะ หรือกล่าวถึงในข่าวประชาสัมพันธ์ที่สำนักทะเบียนออก หรือในเอกสารอื่นใดที่คณะกรรมการประนอมเปิดเผยต่อสาธารณะ เว้นแต่คู่กรณีจะตกลงกัน หากจำเป็น คณะกรรมการประนอมจะจัดการให้มีการปกปิดหรือตัดข้อมูลที่เป็นความลับออกจากเอกสารที่จะเปิดเผย โดยหารือกับคู่กรณี
    7. เว้นแต่ข้อกำหนดอื่นในข้อนี้จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น หรือคู่กรณีตกลงกันเป็นอย่างอื่น หรือเว้นแต่การเปิดเผยนั้นจำเป็นในกระบวนการอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนการศาลตามข้อ 24 คณะกรรมการประนอม สำนักทะเบียน และคู่กรณีจะต้องรักษาเรื่องทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการประนอมไว้เป็นความลับ

    แน่นอนว่า #การแจ้งว่าใครเข้าร่วมกระบวนการหรือเดินทางไปประชุม เป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยที่อาจทำได้ทั้งในกรณีของทั้งกัมพูชาและไทยที่แจ้งต่อสาธารณะว่ามีการเข้าร่วมกระบวนการอะไร เมื่อไหร่ แต่สิ่งนี้เป็นคนละเรื่องกับ #การเปิดเผยว่าในการประชุมมีการหารือ ตกลง หรือมีข้อสังเกตอะไรบ้าง การบอกว่ารัฐมนตรีหรือคณะผู้แทนของกัมพูชาหรือไทยเดินทางไปเข้าร่วมประชุมเป็นการแจ้งข้อเท็จจริงเรื่องการเข้าร่วม ซึ่งแตกต่างจากการเล่าเนื้อหาภายในห้องประชุม เป็นที่น่าสังเกตว่า แถลงการณ์วันที่ 18 ตุลาคมของกัมพูชา #มีข้อความไปไกลกว่าการแจ้งการเข้าร่วม เพราะกล่าวถึงข้อตกลงระหว่างคู่กรณีและสิ่งที่คณะกรรมการประนอมได้แนะนำหรือสังเกตไว้

    สำหรับ #ข้อ24 เนื้อหาหลัก คือ คู่กรณีตกลงว่าจะไม่เริ่มกระบวนการอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนการศาลใด ๆ ในระหว่างที่กระบวนการประนอมยังดำเนินอยู่ สำหรับข้อพิพาทที่เป็นเรื่องของกระบวนการประนอมนี้ อย่างไรก็ตาม คู่กรณีฝ่ายหนึ่งอาจเริ่มกระบวนการอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนการศาลได้ หากฝ่ายนั้นเห็นว่ากระบวนการดังกล่าวจำเป็นต่อการรักษาสิทธิของตน

    ข้อยกเว้นนี้จึงเกี่ยวกับการเริ่มคดีเพื่อคุ้มครองสิทธิ ไม่ใช่ข้อยกเว้นทั่วไปที่เปิดให้คู่กรณีเผยแพร่เนื้อหาการประชุมต่อสาธารณะได้ การที่ข้อ 16(7) กล่าวถึงข้อ 24 ก็หมายถึง #กรณีที่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลในบริบทของกระบวนการศาลหรืออนุญาโตตุลาการตามข้อ 24 ไม่ใช่ใบอนุญาตให้เผยแพร่รายละเอียดผลประชุมผ่านข่าวประชาสัมพันธ์ได้ตามปกติ

    เมื่อพิจารณาแถลงการณ์กัมพูชาตามข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ จึงอาจกล่าวได้ว่า #มีความเสี่ยงที่จะถูกตั้งคำถามเรื่องการปฏิบัติตามข้อ16 เพราะแถลงการณ์ไม่ได้หยุดอยู่ที่การแจ้งว่ากัมพูชาเข้าร่วมประชุม แต่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่ระบุว่าเป็นข้อตกลงร่วมกัน และข้อสังเกตของคณะกรรมการประนอมด้วย อย่างไรก็ดี อาจต้องพิจารณาต่อไปว่า มีข้อตกลงหรือความยินยอมระหว่างคู่กรณีที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ หรืออาจมีข้อเท็จจริงอื่นเกี่ยวกับการหารือก่อนออกข่าวที่เราอาจยังไม่ทราบ

    (อัพเดทข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 เวลา 20.20 น. มีประกาศมาตรการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย (Confidence-Building Measures) ออกมาจากคณะกรรมการประนอม อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ยังอาจถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อ 16 คือ การที่กัมพูชาเปิดเผยรายละเอียดของผลการประชุมเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ก่อนที่คณะกรรมการประนอมข้อพิพาทจะเผยแพร่ข้อมูลอย่างเป็นทางการ เพราะการที่ข้อมูลดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในภายหลัง ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าการเปิดเผยก่อนหน้านั้นได้รับอนุญาตแล้ว

    กัมพูชาอาจอ้างสิทธิที่ระบุในแถลงการณ์ว่า คู่กรณีมีสิทธิออกถ้อยแถลงเพื่อคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของตน หรือแก้ไขข้อมูลที่เป็นเท็จหรือทำให้เข้าใจผิดได้ แต่การอ้างข้อยกเว้นนี้ยังต้องอธิบายว่าแถลงการณ์เปิดเผยส่วนใดเท่าที่จำเป็นเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว และอาศัยข้อเท็จจริงใดเป็นเหตุให้ต้องออกแถลงการณ์ หากกัมพูชาอ้างว่าแถลงการณ์นี้จำเป็นเพื่อแก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือเป็นเท็จจากฝ่ายไทย การอ้างดังกล่าวอาจถูกตั้งคำถามได้ เพราะยังไม่พบว่าไทยได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเนื้อหาการประชุมให้กัมพูชาต้องตอบโต้หรือแก้ไขแต่อย่างใด

    ในทางตรงกันข้าม การที่ไทยยังไม่เผยแพร่รายละเอียดการประชุมต่อสาธารณะ เป็นท่าทีที่สอดคล้องกับหลักการรักษาความลับตามกฎวิธีพิจารณา และแสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการสื่อสารระหว่างที่กระบวนการประนอมยังดำเนินอยู่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ว่า ไทยแถลงช้าหรือไม่แถลง แต่เพราะว่า มีกฎเกณฑ์เขียนมาให้คู่กรณีต้องระมัดระวังในการเปิดเผยเรื่องที่เกี่ยวกับกระบวนการประนอม ส่วนการที่กัมพูชาเปิดเผยรายละเอียดก่อน PCA ออกข่าว ย่อมทำให้เกิดคำถามว่าแนวทางดังกล่าวช่วยสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความเชื่อมั่นร่วมกันระหว่างคู่กรณีได้มากน้อยเพียงใด

    https://m.facebook.com/story.php?st...gNABVRmZkl&id=100067080074568&mibextid=ZbWKwL
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ถีบหัวส่ง!? เซเลนสกี้โวย ข่าวกรองอเมริกาเงียบฉี่! ไม่แจ้งเตือน(อีกแล้ว!) ปล่อยให้รัสเซียสาดมิสไซล์ใส่โรงไฟฟ้ายูเครนทางใสๆ

    ภาพเปลี่ยนแล้วนะครับ
    ไม่ใช่แค่การเมืองเวทีโลกแล้ว แต่การศึกด้วย ที่อเมริกาเอนไปข้างรัสเซีย
    มิใช่แค่หงายบาตรให้รัสเซียส่งออกน้ำมัน แต่ไม่ช่วยยูเครนด้านข่าวกรองด้วย เท่ากับเปิดทางโล่งให้รัสเซียยิงเลยนะครับแบบนี้ ...
    ทีสองที ยังอ้างได้ว่าผิดพลาดทางเทคนิค แต่ถ้าถี่ๆ งี้ ก็แสดงว่าตั้งใจแล้วล่ะครับ
    https://www.theguardian.com/world/2...kes-kyiv-power-plants-zelenskyy-ukraine-trump

    https://www.facebook.com/1000594715...MKRCMJt55QQbhuwtxSk4Y5EJnFql/?mibextid=NOb6eG
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1792446014929.jpg

    ด่วน!! ล่มอีกแบ้งค์ APD Bank ของเขมร ✅ ปิดตัว ✅ ปิดแอป หนีอย่างเป็นทางการ ปล่อยเขมรยืน งงหน้า "ดง"ธนาคารเพียบ

    https://www.facebook.com/share/p/1A8FYMWfzk/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สถานทูตจีนประกาศ หนังสือด่วนเตือน พลเมืองที่เดินทางมาไทย-ระวังโดนลักพาตัวหลอกไปทำงาน

    FB_IMG_1792446130685.jpg

    คนหลอก สแกมเมอร์หลอกไปทั่วโลกเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
    มีอยู่สองสัญชาติ จีน+เขมร บอกระวังไทย ถถ พวกหอก....ไม่มีด้าม

    https://www.facebook.com/share/p/1E8CusbXkH/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สายลับเกาหลีผู้ที่ทำงานด้านข่าวกรอง เคยปลอมตัวไปสืบข้อมูลในประเทศกัมพูชามาก่อน โดย โอ ยองฮุน ตำรวจเกาหลีใต้ เล่าประสบการณ์จากฐาน ⚡ “สแกมเมอร์” ในกัมพูชาด้วยตัวเอง ซึ่งมีการบังคับใช้แรงงานหลากหลายรูปแบบ หากทำงานไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ก็อาจถูกข่มขู่เรื่องการนำอวัยวะไปขาย เป็นต้น
    .
    เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 (พ.ศ. 2569) สื่อเกาหลีอย่าง tvN D ENT ภายใต้เครือ CJ ENM ซึ่งเป็นบริษัทสื่อและบันเทิงรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ได้เผยแพร่คลิปเกี่ยวกับการสืบสวนของตำรวจเกาหลีที่แฝงตัวเข้าไปสืบข้อมูลใน “กัมพูชา”
    .
    โดยบางส่วนของคลิปได้เล่าถึงสถานที่ที่ใช้กักขังผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ หากปฏิบัติงานไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด พวกเขาอาจถูกทรมาน ช็อตไฟฟ้า หรือทำร้ายร่างกาย บางคนถึงขั้นคิดสั้น
    .
    นอกจากนี้ ยังมีกรณีชายหนุ่มชาวเกาหลีที่หนีออกจากบ้านและได้รับความช่วยเหลือได้ทันก่อนเดินทางไปยังกัมพูชา จากข้อมูลการสืบสวนพบว่า ขบวนการหลอกลวงดังกล่าวมีเครือข่ายอาชญากรรมชาวจีน และมีการกล่าวถึง Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจในกัมพูชา ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และธุรกิจสีเทา
    .
    อ้างอิงรายการของเกาหลี tvN D ENT
    ขอบคุณ สมาชิกจากเกาหลีส่งมา
    .
    ติดตามเราทุกช่องทางเพื่อไม่พลาดและสนับสนุนการกระจายข่าวของคนไทย
    ทุกความเคลื่อนไหว
    .
    ✅ facebook https://www.facebook.com/beemnews.sub
    ✅ Youtube https://www.youtube.com/@beemnew
    ✅ tiktok https://www.tiktok.com/@beemnew38

    #beemnews
    #Scambodia
    #ไทยไม่ใช่ผู้รุกราน

    https://www.facebook.com/share/v/1DsNkqBGHz/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • g.mp4
      ขนาดไฟล์:
      3.9 MB
      เปิดดู:
      11
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เซเลนสกี เปิดเผยว่า เขาได้พบกับคณะผู้แทนจาก Lockheed Martin บริษัทผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ของสหรัฐฯ ในกรุงเคียฟ เพื่อหารือเกี่ยวกับการจัดหาระบบอาวุธเพิ่มเติม โดยเฉพาะขีปนาวุธของระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot และการสนับสนุนเครื่องบินขับไล่ F-16 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการโจมตีจากรัสเซีย

    เซเลนสกียอมรับว่า ขณะนี้ยูเครนกำลังเผชิญความยากลำบากทั้งในส่วนของ Patriot และ F-16 โดย Lockheed Martin กำลังเพิ่มกำลังการผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นขีปนาวุธทิ้งตัว และยูเครนหวังว่าจะสามารถจัดซื้อเพิ่มเติมได้

    นอกจากนี้ ยูเครนยังพยายามผลักดันให้การบำรุงรักษาและซ่อมแซมเครื่องบิน F-16 สามารถดำเนินการภายในประเทศได้ พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการที่ Lockheed Martin เข้ามาดำเนินงานในยูเครน เพื่อขยายความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ
    https://www.facebook.com/share/v/1EkTXvKt1p/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฝรั่งเศสเริ่มประกาศใช้เคอร์ฟิวบางส่วนของเมืองในกรุงปารีส ลีลีลล์ (Lille) และ มาร์แซย์ (Marseille) และกำหนดพื้นที่ในการชุมนุม เพื่อควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบ หลีงมีการปล้นสะดมร้านค้าจำนวนมาก โดยจะสิ้นสุดเคอร์ฟิวเวลา 06.00 ของวันอังคาร ตามเวลาท้องถิ่น

    https://www.facebook.com/share/p/1E8u8SCpZv/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "มารีน เลอ แปน" ผู้นำฝ่ายขวาอนุรักษนิยมของฝรั่งเศส ขึ้นนำบน Polymarket ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มตลาดคาดการณ์ผลการเลือกตั้ง โดยมีโอกาสชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่จะมีขึ้นในอีกประมาณ 6 เดือนข้างหน้า สูงถึง 47%
    FB_IMG_1792446734102.jpg
    มารีน เลอ แปน (Marine Le Pen) นักการเมืองคนสำคัญของพรรค National Rally (RN) ซึ่งมีนโยบายเข้มงวดด้านการเข้าเมือง เพิ่มการเนรเทศผู้อพยพ และให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์ของพลเมืองฝรั่งเศสก่อนชาวต่างชาติ ถูกระบุว่ามีโอกาสชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสสูงถึง 47% บนแพลตฟอร์มตลาดคาดการณ์ Polymarket

    กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ฝรั่งเศสเผชิญการประท้วงของนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงคุณภาพโรงเรียน เพิ่มจำนวนครู และเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา

    นอกจากนี้ "เลอ แปน" ยังมีจุดยืนแตกต่างจากประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ในประเด็นสงครามรัสเซีย–ยูเครน โดยเธอคัดค้านการส่งทหารฝรั่งเศสเข้าไปสู้รบในยูเครน และเคยคัดค้านการส่งอาวุธบางประเภทที่อาจทำให้ฝรั่งเศสเข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามโดยตรง ขณะที่สนับสนุนแนวทางการเจรจาเพื่อยุติสงคราม

    หากเลอ แปนชนะการเลือกตั้ง อาจส่งผลให้ท่าทีของฝรั่งเศสต่อสงครามยูเครนเปลี่ยนไป โดยเฉพาะนโยบายสนับสนุนทางทหารต่อรัฐบาลเคียฟ ซึ่งปัจจุบันฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศยุโรปที่ให้การสนับสนุนยูเครนอย่างแข็งขันภายใต้รัฐบาลมาครง

    จากการตรวจสอบล่าสุดวันที่ 19 ตุลาคม ตัวเลข 47% ตรงกับข้อมูลของ Polymarket โดยเลอ แปนขึ้นนำเหนือเอดูอาร์ ฟีลิปป์ อดีตนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 19%

    การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสครั้งต่อไปจะมีขึ้นใน เดือนเมษายน 2027 โดยการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2022 เป็นการแข่งขันรอบสุดท้ายระหว่าง เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน กับ มารีน เลอ แปน (Marine Le Pen) ซึ่งมาครงเป็นฝ่ายชนะด้วยคะแนน 58.55% ต่อ 41.45% หรือคิดเป็นคะแนนเสียงประมาณ 18.77 ล้านเสียง ต่อ 13.29 ล้านเสียง

    การเลือกตั้งครั้งต่อไปกำหนดให้มี รอบแรกวันที่ 18 เมษายน 2027 และรอบสองวันที่ 2 พฤษภาคม 2027 โดยมาครงไม่สามารถลงสมัครได้อีก เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบ 2 สมัยติดต่อกันแล้ว

    https://www.facebook.com/share/p/1Bz32UNjsK/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    คลิปต้นทางจากสถานีโทรทัศน์ CNEWS ของฝรั่งเศส! หลังมีรายงานว่ากลุ่มก่อจลาจลในกรุงปารีส มาร์กเซย และลียง มีอาวุธสงคราม ทั้งปืน AK-47 หรือคาลาชนิคอฟ และปืนกลมือ Scorpion

    ผู้สื่อข่าวของ CNEWS เปิดเผยข้อมูลที่อ้างว่าได้รับจากแหล่งข่าวภายในหน่วยข่าวกรองความมั่นคงภายในประเทศ (DGSI) เกี่ยวกับการพบอาวุธสงครามในมือกลุ่มผู้ก่อจลาจลและปล้นสะดม โดยบางส่วนเป็นเยาวชนและคนหนุ่มสาวที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรม

    ขณะเดียวกัน C14 News สื่อข่าวภาษาอังกฤษ ได้นำประเด็นดังกล่าวขึ้นเป็น Breaking News แล้วเช่นกัน โดยระบุว่าตำรวจฝรั่งเศสพบกลุ่มก่อจลาจลพร้อมอาวุธปืนในทั้ง 3 เมือง

    ที่มา: CNEWS / C14 News

    https://www.facebook.com/share/v/1J3P7C7eNY/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • w.mp4
      ขนาดไฟล์:
      1.8 MB
      เปิดดู:
      9
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านตั้ง “ผู้สร้างขีปนาวุธ” เป็นรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญอาวุธประสบการณ์กว่า 42 ปี โดยจะรับภารกิจฟื้นฟูอุตสาหกรรมทหารท่ามกลางสงครามกับสหรัฐฯและอิสราเอล

    อิหร่านเลือกบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาอุตสาหกรรมขีปนาวุธของประเทศ ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ หลังตำแหน่งดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของรักษาการของ "Majid Ebn al-Reza" มานานเกือบ 8 เดือน นับตั้งแต่ "อาซิซ นาซีร์ซาเดห์" (Aziz Nasirzadeh) รัฐมนตรีกลาโหมคนก่อนเสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026

    เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม รัฐสภาอิหร่านลงมติรับรอง เมห์รดัด อัคลากี เคตับชี (Mehrdad Akhlaghi Ketabchi) วัย 68 ปี เป็นรัฐมนตรีกลาโหมและสนับสนุนกองทัพ ด้วยคะแนนเห็นชอบ 237 เสียง ไม่เห็นชอบ 15 เสียง ก่อนที่ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน จะลงนามคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

    ความแตกต่างสำคัญระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมทั้งสองคนคือ "นาซีร์ซาเดห์" (คนที่เสียชีวิต) เติบโตมาจากสายการบินและการบังคับบัญชาทหาร ขณะที่ "อัคลากี" ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมผลิตอาวุธ โดยเฉพาะขีปนาวุธและเทคโนโลยีอวกาศ

    ประวัติและเส้นทางการทำงานกว่า 42 ปี
    อัคลากีเกิดเมื่อปี 1958 ที่เมืองรัชต์ ทางตอนเหนือของอิหร่าน สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมเคมีจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีอามีร์กาบีร์ และศึกษาต่อด้านการจัดการเชิงยุทธศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมาเลก อัชตาร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอิหร่าน

    เขาทำงานในกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานด้านอุตสาหกรรมทหารมากกว่า 42 ปี โดยผ่านตำแหน่งผู้บริหารองค์กรสำคัญหลายแห่ง ได้แก่
    ▪️Shahid Bagheri Industrial Group (SBIG) กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและผลิตขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง
    ▪️Aerospace Industries Organization (AIO) องค์การอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน
    ▪️Defense Industries Organization (DIO) องค์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รับผิดชอบการพัฒนาและผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์หลายประเภทให้กองทัพอิหร่าน

    อัคลากีจึงไม่ใช่เพียงวิศวกรที่เข้าใจเทคโนโลยีอาวุธ แต่เป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ทั้งการวิจัย พัฒนา จัดหา และบริหารกำลังการผลิตอาวุธในระดับอุตสาหกรรม

    ผลงานสำคัญ เบื้องหลังการสร้างขีปนาวุธของอิหร่าน
    ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของอัคลากีคือการพัฒนาและขยายอุตสาหกรรมขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง ซึ่งเป็นหนึ่งในอาวุธหลักที่อิหร่านใช้ในการทำสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

    ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งมีข้อได้เปรียบตรงที่สามารถเก็บรักษาในสภาพพร้อมใช้งานได้นาน และใช้เวลาเตรียมยิงน้อยกว่าขีปนาวุธเชื้อเพลิงเหลว จึงเหมาะกับการปฏิบัติการที่ต้องเคลื่อนย้ายและยิงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ฐานยิงอาจถูกโจมตีได้ตลอดเวลา

    หนึ่งในบุคคลที่อัคลากีเคยทำงานใกล้ชิดคือ ฮัสซัน เตห์รานี โมกัดดัม (Hassan Tehrani Moghaddam) ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน และเป็นผู้วางรากฐานการพัฒนาขีปนาวุธให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ก่อนเสียชีวิตจากเหตุระเบิดที่ฐานทหารใกล้กรุงเตหะรานเมื่อปี 2011

    รายงานที่อ้างอิงหนังสือชีวประวัติของโมกัดดัมระบุว่า อัคลากีเคยอนุมัติงบประมาณ 10 ล้านดอลลาร์ เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์และสร้างโรงงานสำหรับโครงการขีปนาวุธ Fateh-110 แม้ในขณะนั้นยังไม่มีความมั่นใจว่าโครงการจะประสบความสำเร็จหรือไม่

    นอกจาก Fateh-110 แล้ว ยังมีรายงานว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาและขยายโครงการอาวุธหลายประเภท ได้แก่
    ▪️ Fateh-110 ขีปนาวุธทิ้งตัวเชื้อเพลิงแข็งพิสัยใกล้ ซึ่งกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของขีปนาวุธรุ่นต่อๆ มาของอิหร่าน
    ▪️ Sejjil ขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยกลาง ใช้เชื้อเพลิงแข็งสองขั้นตอน
    ▪️ Zolfaghar ขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยใกล้ในตระกูล Fateh
    ▪️ Almas ขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านรถถัง
    ▪️ Yasin ระเบิดนำวิถีแม่นยำสูงสำหรับใช้โจมตีเป้าหมายภาคพื้นดิน

    เขายังมีประสบการณ์เกี่ยวกับจรวดส่งดาวเทียม จรวดวิจัย และโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์อวกาศอิหม่ามโคไมนี ในจังหวัดเซมนาน ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญสำหรับโครงการอวกาศของอิหร่าน

    ทำไมอิหร่านถึงเลือกผู้สร้างขีปนาวุธมาเป็นรัฐมนตรีกลาโหม?
    คำตอบสำคัญอยู่ที่สถานการณ์สงครามในปัจจุบัน

    ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและโรงงานผลิตอาวุธของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สหรัฐฯ ยังใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลเพื่อกดดันการขนส่งสินค้าและยุทโธปกรณ์

    อิหร่านจึงต้องการผู้บริหารที่เข้าใจระบบอุตสาหกรรมอาวุธทั้งหมด ไม่ใช่เพียงผู้บัญชาการที่มีประสบการณ์การรบ

    อัคลากีมีความรู้ตั้งแต่กระบวนการพัฒนาอาวุธ การจัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วน การบริหารโรงงาน การเพิ่มกำลังการผลิต ไปจนถึงการจัดส่งยุทโธปกรณ์ให้กองทัพ

    แผนงานที่เขาเสนอต่อรัฐสภามุ่งเน้นการฟื้นฟูและขยายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เร่งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เพิ่มขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและโดรน ปรับปรุงระบบป้องกันภัยทางอากาศ และดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตอาวุธมากขึ้น

    อีกแนวทางหนึ่งที่ได้รับความสนใจคือการกระจายฐานการผลิตไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่โรงงานขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งถูกโจมตีจนทำให้กำลังการผลิตทั้งหมดหยุดชะงัก

    เป้าหมายไม่ใช่แค่สร้างอาวุธให้ได้มากขึ้น แต่ต้องสร้างให้เร็วขึ้น และรักษากำลังการผลิตเอาไว้ให้ได้ แม้กำลังถูกโจมตีอยู่ก็ตาม

    แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับคำแถลงของพลตรี อามีร์ ฮาตามี ผู้บัญชาการกองทัพอิหร่านและอดีตรัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งย้ำว่าประสบการณ์จากสงครามและมาตรการคว่ำบาตรพิสูจน์แล้วว่า อิหร่านจำเป็นต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตนเอง พร้อมเร่งพัฒนาอาวุธและเพิ่มความพร้อมรบให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    จากผู้สร้างขีปนาวุธ สู่ผู้รับผิดชอบอุตสาหกรรมสงครามทั้งประเทศ
    การแต่งตั้งอัคลากีมีความสำคัญมากกว่าการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีกลาโหมตามปกติ เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่อิหร่านต้องเร่งฟื้นฟูศักยภาพทางทหาร และเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่สงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอลจะทวีความรุนแรงขึ้น

    รัฐมนตรีกลาโหมคนก่อนมีความเชี่ยวชาญด้านการบัญชาการทหาร แต่อัคลากีมีประสบการณ์โดยตรงในการสร้างอุตสาหกรรมที่ผลิตอาวุธให้กองทัพใช้งาน

    อย่างไรก็ตาม การเป็นรัฐมนตรีกลาโหมไม่ได้หมายความว่าเขาจะเข้าควบคุมการปฏิบัติการรบทั้งหมดของอิหร่าน เพราะกองทัพประจำการและ IRGC ยังมีโครงสร้างการบัญชาการของตนเอง

    หน้าที่สำคัญของเขาคือทำให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศสามารถผลิตอาวุธ สนับสนุนกำลังรบ และทดแทนยุทโธปกรณ์ที่สูญเสียไปได้อย่างต่อเนื่อง

    ในขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลพยายามทำลายศักยภาพทางทหารของอิหร่าน อิหร่านกลับเลือกคนที่รู้จักโรงงานผลิตขีปนาวุธของตัวเองดีที่สุดคนหนึ่ง มารับหน้าที่สร้างและฟื้นฟูศักยภาพเหล่านั้นขึ้นมาใหม่

    นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การแต่งตั้งรัฐมนตรีกลาโหมครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สงครามยังไม่มีแนวโน้มยุติลง

    ที่มา: Al Jazeera, Reuters, Iran International, Press TV
    https://www.facebook.com/share/p/1YmSxe6Ng7/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นักศึกษาฝรั่งเศสปิดทางเข้าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ กดดันรัฐบาล หวังทำเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวหยุดชะงัก! ด้านนักท่องเที่ยวโห่ร้องด้วยความไม่พอใจ เพราะจ่ายเงินซื้อตั๋วไปแล้ว แต่กลับเข้าไม่ได้!

    กลุ่มนักศึกษาจากสถาบันศิลปะและประวัติศาสตร์ศิลป์ลูฟวร์ (École du Louvre) และสถาบันด้านศิลปะและวัฒนธรรม รวมตัวประท้วงบริเวณพีระมิดแก้วด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Louvre Museum) ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พร้อมปิดกั้นทางเข้าไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชม

    ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องยืนรออยู่บริเวณลานด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ ขณะที่ผู้ประท้วงแจกใบปลิวทั้งภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ เพื่ออธิบายเหตุผลของการเคลื่อนไหว

    ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวที่รอเข้าชมพิพิธภัณฑ์แสดงความไม่พอใจ เพราะพวกเขาจ่ายเงินซื้อตั๋วเข้าชมไปแล้ว

    นักศึกษาอ้างในใบปลิวว่า พวกเขาไม่ได้ปิดกั้นพิพิธภัณฑ์เพราะมีข้อพิพาทกับพิพิธภัณฑ์โดยตรง แต่ต้องการทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและบริการสาธารณะหยุดชะงัก คือความหวังสุดท้ายของพวกเขา ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมจึงเลือกปิดกั้นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ แม้จะส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวโดยตรง

    รายละเอียดในใบปลิวของผู้ประท้วงมีดังนี้
    ถึงผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ทุกท่าน
    ขณะนี้นักศึกษาและแรงงานชาวฝรั่งเศสกำลังต่อสู้กับรัฐบาล เพื่อต่อต้านนโยบายที่บั่นทอนบริการสาธารณะ ทั้งการลดตำแหน่งงาน การตัดงบประมาณ และการปล่อยให้อาคารสถานที่ทรุดโทรมอย่างหนัก

    การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นความพยายามที่จะบรรลุข้อเรียกร้องของเรา เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลไม่มีการตอบสนองต่อการประท้วงของคนรุ่นใหม่ นอกจากการใช้กำลังตำรวจปราบปรามอย่างรุนแรง

    การทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและบริการสาธารณะหยุดชะงัก เป็นความหวังสุดท้ายของนักศึกษาที่ต่อสู้มาหลายสัปดาห์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราประกาศอย่างภาคภูมิใจว่า เรากำลังปิดกั้นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    การที่ท่านมาอยู่ที่นี่ ทำให้ท่านได้เห็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักศึกษา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการประท้วงครั้งใหญ่ที่เริ่มต้นจากนักศึกษาในดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศส ก่อนขยายมาถึงเมืองหลวง

    เราขอขอบคุณที่ท่านให้ความสนใจวัฒนธรรมฝรั่งเศส และขอให้ท่านสนับสนุนการต่อสู้ของเรา เพื่อสิทธิในการศึกษา ทำงาน และใช้ชีวิตอย่างเสรีภายใต้สภาพความเป็นอยู่ที่ดี

    https://www.facebook.com/share/p/1HynZhjtNM/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,277
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มาครงปฏิเสธการลาออกของรัฐมนตรีมหาดไทยฝรั่งเศส! หลังเหตุจลาจลทั่วประเทศ มีผู้ถูกจับกุมเกือบ 2,400 คน ตำรวจบาดเจ็บ 1,000 นาย และร้านค้ากว่า 1,500 แห่งตกเป็นเป้าหมายโจมตี

    ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ปฏิเสธการลาออกของโลรองต์ นูเญซ (Laurent Nuñez) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส หลังเกิดเหตุประท้วงรุนแรงและจลาจลในหลายเมืองทั่วประเทศ

    รายงานระบุว่า มีผู้ถูกจับกุมเกือบ 2,400 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บประมาณ 1,000 นาย และสถานประกอบการกว่า 1,500 แห่งตกเป็นเป้าหมายการโจมตีและทำลายทรัพย์สิน

    นูเญซยอมรับถึงความบกพร่องในการรับมือและควบคุมสถานการณ์ความรุนแรง พร้อมแสดงความรับผิดชอบด้วยการยื่นลาออกจากตำแหน่ง

    อย่างไรก็ตาม มาครงไม่ยอมรับการลาออก โดยให้เหตุผลว่าต้องการรักษาความต่อเนื่องในการนำหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติ พร้อมยืนยันว่าจะมีการตรวจสอบข้อบกพร่องและดำเนินการกับผู้ที่ต้องรับผิดชอบ

    https://www.facebook.com/share/p/1E3qFraUzs/
     

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...