บทความให้กำลังใจ(เราใช้บุญเก่าไปทุกวัน)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 87 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 87 คน )
  1. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
  2. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
    dhamma610726_02.jpg
    วิธีจับสังเกต คู่ชีวิตที่ดี
    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
    คำถาม : การจะเลือกใครสักคนมาเป็นคู่ชีวิต เราจะมีวิธีจับสังเกตได้อย่างไรคะว่าคนไหนนิสัยดี?

    พระอาจารย์ : คุณโยม ง่ายๆนะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์บอกว่า คนดีดูได้ที่ว่า เป็นคนที่ คิดดี พูดดี และทำดีเป็นปกติ คือ ดูสิ่งที่เขาคิด พูด ทำ นั่นเอง บางคนบอกความคิดจะไปดูได้อย่างไร ก็คำพูดและการกระทำมันจะสะท้อนจากความคิด เราจะจับได้ว่าถ้าเขาพูดอย่างนี้แสดงว่าเขาคิดอย่างนี้ เพียงแต่คนที่กำลังชอบพอกันใหม่ บางทีความรักความพอใจมันบังตา เห็นอะไรก็ดูข้ามไปหมด บอกไม่เป็นไร เขารักเราเขาต้องปรับปรุงตัวแก้ไขเพื่อเราได้แน่ๆ เสร็จแล้วก็น้ำตาตกทีหลัง เพราะฉะนั้นเรื่องอนาคตจะปรับปรุงแก้ไขยังไม่เอา พิสูจน์ด้วยปัจจุบันต้องดีก่อน ถึงจะตกลงปลงใจ จะเป็นคู่ชีวิตกัน อย่างนั้นชัวร์กว่า ขนาดปัจจุบันดีแล้วอนาคตยังต้องประคองต่อ ถ้าปัจจุบันยังไม่ดีหวังว่าแต่งงานกับเราแล้วเขาจะดีแล้วล่ะก็ ส่วนใหญ่มักจะน้ำตาเช็ดหัวเข่า ถ้าจะสรุปโดยย่อๆเลยก็คือว่า ให้เขาเป็นคนที่มีศีล อย่างน้อยศีล5 แล้วไม่ยุ่งอบายมุข ถ้าชอบกินเหล้าเล่นไพ่ เที่ยวกลางคืนทุกวัน เป็นเสือผู้หญิง เจ้าชู้แต่เอาใจเราเก่งเราเลยชอบ อย่าเด็ดขาด เดี๋ยวเราจะเดือดร้อน น้ำตาเช็ดหัวเข่า เป็นคนชอบโกหก เป็นคนชอบขโมยของเขา คดโกงเขา เป็นคนใจคอโหดร้าย อย่างนี้เราหลีกเลี่ยง อย่างน้อยต้องศีล 5 และอบายมุข อย่างนี้จะไม่พลาด เจริญพร
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=17219

     
  3. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
    26-8-63-2-b.jpg
    สำเร็จได้ เพราะทำดีหรือโชคช่วย

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
    บางท่านอาจจะเคยซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือซื้อหวยกันมาบ้าง
    แล้ว 90% ก็ไม่เคยถูกรางวัลอะไรเลย
    และคนที่ไม่ถูกรางวัลมักจะพูดว่า “วันนี้ดวงไม่ดี”
    เมื่อวานทำไมโชคดี วันนี้ทำไมโชคร้าย
    แล้วพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรคงต้องขึ้นอยู่กับดวงใช่หรือไม่...
    คำว่า “ดวงชะตา” เกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์อย่างไร
    เรามาดูกัน

    ใครคือผู้กำหนดให้เราเฮง

    ในประเทศไทยมีโหรามากเพราะคนไทยชอบดูดวง แต่ละคนพยายามจะไปหาหมอดูดวงบ้าง ไปผูกดวงบ้าง แก้ดวงบ้าง หมอดูก็มีหลายแบบ ทั้งดูจากวันเดือนปีเกิด ดูโหงวเฮ้ง ดูลายมือ หมอดูต่างประเทศที่ว่าดังๆ ก็เสาะแสวงไปหากัน หมอดูที่โด่งดังหน่อยผู้คนก็แห่กันไปหาจนบางทีต้องจัดเป็นกรุ๊ปทัวร์ขึ้นมา ทั้งในประเทศ ต่างประเทศสารพัด

    หมอดูคู่กับหมอเดาอย่าเอาเป็นสาระอะไรมากนัก เคยมีคนคุ้นๆ กันอยู่ พอรู้วันเดือนปีเกิดของอาตมภาพ จากประวัติในหนังสือที่พิมพ์ออกมาก็จะเอาไปให้หมอดูทำนาย อาตมภาพไม่เคยสนใจเราลูกพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ถือหลักพระพุทธศาสนาดีกว่า

    ถามว่าดวงชะตามีไหม มันก็มีนะ เช่น คนเกิดวันนี้ เดือนนี้ ลักษณะนิสัยแบบนี้ มักจะเจอสิ่งนั้นสิ่งนี้ก็มีเหมือนกัน ถือเป็นลักษณะเชิงสถิติบวกกับสภาพดินฟ้าอากาศ เช่น เด็กที่เกิดหน้าร้อน แล้วพ่อแม่ดูแลดีไม่พอ แนวโน้มที่เด็กจะมีอารมณ์หงุดหงิดง่ายย่อมเกิดขึ้นได้ เพราะอากาศร้อน เด็กเล็กอารมณ์หงุดหงิดเรื่อยๆ ร้องงอแงอยู่เรื่อย มันก็มีแนวโน้มที่นิสัยนั้นจะติดมาถึงตอนโต เป็นต้น เด็กที่เกิดหน้าหนาวก็เป็นอีกแบบ เด็กเกิดหน้าฝนก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับสภาวะดินฟ้าอากาศด้วย

    ถ้าใช้ภาษาให้เหมือนโหรา ก็คือสัมพันธ์กับดินฟ้าอากาศสัมพันธ์กับดวงดาว สัมพันธ์กับพระอาทิตย์ พระจันทร์ แรงดึงดูดของโลก ต่างๆ นานา สัมพันธ์กันหมด แต่โดยสรุปนั้นเป็นเรื่องของสถิติ ไม่สามารถฟันธงได้ว่าคนที่เกิดวันนี้ ฤกษ์นี้ จะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ดูได้แค่ว่ามีแนวโน้มส่วนใหญ่เป็นอย่างไรเท่านั้น

    สรุปว่าเราอย่าไปหลงเป็นเหยื่อของดวงชะตาเลย แต่ให้เป็นชาวพุทธเต็มตัว “เราคือผู้กำหนดชะตาและลิขิตชีวิตตนเอง” ไม่ใช่ดวงชะตาราศีใดทั้งสิ้น ถ้าเป็นชาวพุทธที่ตั้งใจปฏิบัติธรรม ไม่ปล่อยใจไปตามกิเลส เราก็จะกลายเป็นคนฝืนดวง หมอดูกี่หมอๆ ก็ทำนายผิดหมด เขาจะพอมีโอกาสเดาถูก ถ้าเขาไปดูดวงคนที่ปล่อยตนเองไปเรื่อยๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่เป็นกันคือ ปล่อยใจไปตามอำนาจกิเลสเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อใดเจอคนที่ตั้งใจทำกรรมดีไม่ปล่อยใจไปตามอำนาจกิเลส เขาก็ทำนายไม่ถูก

    ประโยชน์ย่อมล่วงเลยคนโง่ ผู้มัวรอฤกษ์ยามอยู่

    ประโยชน์ย่อมเป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง ดวงดาวจักทำอะไรได้

    (พุทธพจน์)


    ใจคนมีผลต่อร่างกาย

    คนไทยจำนวนไม่น้อยชอบดูดวง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้หญิงที่เกิดความไม่มั่นใจในตนเอง จึงมีความรู้สึกอยากรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร พอได้ดูก็เกิดความรู้สึกว่ามีสีสัน บางทีก็เป็นประเด็นในการสนทนา ได้คุยกันเเล้วสนุกดี

    บางคนเชื่อมาก บางคนเชื่อครึ่งเดียว บางคนเชื่อนิดหน่อย เเต่พอได้พูดได้ระบายออกก็รู้สึกดีจึงกลายเป็นค่านิยมของคนในสังคมส่วนหนึ่งจริงๆ เราอย่าไปเสียเวลาเงินทองกับสิ่งเหล่านี้เลย มากำหนดดวงชะตาตนเอง ด้วยการลงมือปฎิบัติฝึกฝนตนเอง เเล้วทำในสิ่งที่ถูกต้องดีงามดีกว่า

    ใจคนมีผลต่อความคิด คิดไปอย่างไรก็จะส่งผลต่อร่างกายเเละสิ่งเเวดล้อมอย่างนั้น เคยมีการทดลองกับนักโทษประหารที่สมัครใจเป็นผู้ทดลองว่า ถ้าเจาะเลือดออกจากร่างกายเเล้วเลือดออกมากี่ซีซี ถึงจะตาย

    การทดลองนี้ไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บต่อผู้ทดลองแต่อย่างใด โดยแพทย์จะให้ยา แล้วแทงเข็มเข้าเส้นเลือดคล้ายๆ กับการเจาะเข็มให้น้ำเกลือ แต่จะมีเลือดไหลออกมาเป็นหยดช้าๆ ลงในภาชนะที่รองรับเท่านั้น จากนั้นวัดอุณหภูมิร่างกาย ตรวจชีพจร ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดใดๆ ทั้งสิ้น แล้วชื่อของผู้ทำการทดลองจะถูกบรรจุลงในประวัติศาสตร์การแพทย์ไปยาวนาน ว่าบุคคลนี้คือผู้ให้ข้อมูลนี้แก่โลก

    มีนักโทษประหารที่สมัครใจให้ทำการทดลอง เพราะเขาคิดว่าเขาจะต้องตายอยู่แล้ว แทนที่จะตายเปล่าก็อยากตายไปแบบมีชื่อเสียง มีคุณประโยชน์ดีกว่า

    แพทย์ทำการทดลองโดยเริ่มจากทำการเจาะเลือด ให้นักโทษสามารถมองเห็นเลือดของตนเองที่กำลังหยด เสร็จเรียบร้อยก็ปิดไฟในห้องปฏิบัติการ นักโทษจะได้ยินเสียงเลือดของตนเองหยดติ๋งๆ เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง นักโทษคนนี้ก็ตายลงอย่างสงบ แต่ในความเป็นจริงเสียงที่นักโทษได้ยินนั้นไม่ใช่เสียงหยดของเลือด เเต่เป็นเสียงหยดของน้ำเกลือ ที่เเพทย์ทำการต่อสายทิ้งไว้และปิดไม่ให้เลือดไหลออกมา

    นักโทษนอนไปก็คิดว่าเลือดตนเองกำลังไหลออกจากตัว หยดอย่างช้าๆ ความรู้สึกนี้ทำให้เขาค่อยๆ หมดแรงเพราะรู้สึกว่าตนเองกำลังจะตาย เลือดค่อยๆ น้อยลงๆ รู้สึกว่าร่างกายตนเองกำลังย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ จนตายลงไปจริงๆ การทดลองนี้ ทำให้เรารู้ว่าผลจากจิตใจส่งไปถึงร่างกายได้มากมายขนาดนี้เลยทีเดียว

    เพราะฉะนั้น การที่เราไปดูดวงแล้วหมอดูพูดสิ่งที่ไม่ดีขึ้นมา จะส่งผลให้ใจเราหดหู่ เเล้วคิดไปต่างๆ นานา ว่าชีวิตตนเองจะย่ำเเย่ลงเเล้วก็ย่ำเเย่ลงจริงๆ เหล่านี้เป็นผลทางจิตวิทยา เพราะฉะนั้น หมอดูที่ดีส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงการพูดในทางเสียหาย เพราะเขารู้ว่าจะส่งผลต่อคนที่มาดูอย่างมาก

    หมอดูส่วนใหญ่จึงมักจะบอกในลักษณะว่าให้เราไปทำบุญ 7 วัดบ้าง ไปถวายสังฆทาน 9 วัดบ้าง ให้ไปทำบุญทำกุศลบ้าง เพราะหมอดูชาวไทยส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่ยังยึดหลักพระพุทธศาสนา

    ถามว่าเวลาเราไปดูดวง แล้วหมอดูเกิดทักว่าเราดวงไม่ดี มีเคราะห์ ให้ไปสะเดาะเคราะห์ ทำบุญทำทาน อย่างนี้สามารถเปลี่ยนดวงชะตาเราได้ไหม... การทำบุญมีส่วนช่วยเสริมได้ ไม่ว่าสิ่งที่หมอดูทำนายนั้นจะถูกหรือไม่ก็ตาม แต่เราไปสร้างบุญสร้างกุศลก็จะเป็นสิ่งดีที่เกิดกับเรา

    ครั้งพุทธกาลมีสามเณรรูปหนึ่งชื่อติสสะมาบวชเป็นสามเณรตั้งเเต่อายุ 7 ขวบ อยู่กับพระสารีบุตร ซึ่งบรรลุพระอรหันต์เเล้ว เเละยังเป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

    พระสารีบุตรมีญาณทัสนะ ท่านไปดูเเล้วรู้ว่า สามเณรติสสะผู้นี้จะต้องมรณภาพในอีก 7 วัน เพราะวิบากกรรมในอดีตตามมาทันพระสารีบุตรจึงบอกสามเณรให้รู้ตัวว่าจะมีเวลาเหลืออีกเเค่ 7 วันเท่านั้น
    สามเณรติสสะได้ปฎิบัติธรรมมาร่วมปี พอได้ฟังดังนั้นก็ไม่เกิดสะทกสะท้านใดๆ เมื่อพระอาจารย์บอกว่าอีก 7 วันจะตาย จึงคิดได้ว่าตายก็ตาย ใครจะไปหนีกรรมพ้น เเล้วกราบลาพระอาจารย์ว่าไหนๆ จะต้องตายเเล้ว ขอไปโปรดโยมพ่อโยมเเม่ก่อนสัก 3 วัน

    ระหว่างทางสามเณรติสสะเห็นหนองน้ำเล็กๆ ที่น้ำกำลังแห้งขอด มีปลาดิ้นทุรนทุรายอยู่ ถ้าปล่อยผ่านไปอีกไม่กี่ชั่วโมง แดดส่องลงมาแรงๆ น้ำแห้งเมื่อใดปลาเหล่านี้ก็จะตายหมดเป็นแน่ สามเณรนึกขึ้นได้ว่าตนเองอีกไม่กี่วันก็จะตายแล้ว เห็นปลาใกล้ตายเหล่านี้ก็สงสาร อย่ากระนั้นเลยช่วยพวกมันหน่อยก็แล้วกัน

    คิดได้ดังนั้นก็จับปลาทีละตัวๆ ไปปล่อยในหนองน้ำใหญ่ที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ ทำให้ปลาเหล่านี้รอดตาย พอเสร็จแล้วเดินไปอีกหน่อยก็เห็นอีเก้งติดแร้วอยู่ จึงช่วยปลดอีเก้งให้หลุดจากแร้วรอดตายอีก สามเณรเกิดความสบายใจ พอได้ไปโปรดโยมพ่อโยมแม่ เสร็จกลับมาหาพระสารีบุตร นั่งรอจนครบ 7 วัน ปรากฏว่าไม่มรณภาพ กลับมีแต่ความผ่องใสมากกว่าเก่า เพราะบุญที่ไปช่วยชีวิตสัตว์ต่างๆ ที่กำลังใกล้ตายได้รอดชีวิตตามมาส่งผล

    บุญนี้ส่งผลดีเพราะทำด้วยใจที่มีเมตตาจิตจริงๆ มีความสงสารปรารถนาให้เขาพ้นจากความตายจริงๆ ไม่ได้มีความหวาดหวั่นต่อมรณภัยที่จะเจอกับตนเองเลย ใจปล่อยวางเเล้วก็มีเเต่ความเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย อยากให้สัตว์ทั้งหลายอยู่เป็นสุขผลบุญนี้จึงส่งให้วิบากกรรมที่ทำให้เสียชีวิตเลยผ่านไป

    เปรียบกับนาวาชีวิตที่เหือดแห้ง มองเห็นหินโสโครกคือวิบากกรรมที่รออยู่ข้างหน้า พอ 7 วันถ้าเรือชีวิตชนเกยหินแตกก็จมสิ้นอย่างแน่นอน แต่ปรากฏว่าเราไปสร้างบุญคือเพิ่มระดับน้ำให้สูงขึ้น ก็ส่งผลให้เรือวิ่งผ่านหินโสโครกไปได้สบายๆ ไร้ริ้วรอยมีแต่ความผ่องใสนั่นเอง

    เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกว่ามีเรื่องไม่ค่อยดีเกิดขึ้นกับตนเอง ไม่ว่าจะไปดูหมอมาหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อใดที่เรารู้สึกไม่สบายใจ มีแต่เรื่องไม่ค่อยดีเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ รู้สึกว่าตนเองโชคไม่ค่อยดีเลย ถ้ารู้สึกอย่างนี้เมื่อใด ทางออกไม่ใช่ไปหาหมอดู เเต่ทางออกคือ ไปทำบุญถวายสังฆทาน จะกี่วัดก็เเล้วเเต่ ให้เราตั้งใจรักษาศีล สวดมนต์ นั่งสมาธิ ด้วยบุญจะหนุนส่งให้เราสามารถผ่านพ้นอุปสรรคทั้งหลายเหล่านั้นไปได้เเบบสบายๆ

    มีหลายคนอยากจะดวงดี อยากจะถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ก็ให้คิดง่ายๆ ว่ารางวัลลอตเตอรี่ทั้งหลายนั้น ต้องใช้เงินจากกองสลากจำนวนมาก เงินเหล่านั้นไม่ใช่รางวัลส่วนใหญ่ เพราะดูเหมือนเงินจำนวนมากก็จริง แต่มีแค่รางวัลใหญ่ๆ ไม่กี่รางวัล คนทั้งประเทศมีสิทธิ์ถูกรางวัลแค่ไม่กี่คน โดยสรุปคือเงินที่กองสลากได้มาจากการขายสลากได้นั้น ถ้า 100 บาท ก็จ่ายรางวัลไปแค่ 50 บาท ที่เหลือคือกำไร นำไปใช้จ่ายเป็นค่าบริหารจัดการบ้าง ส่งเข้าหลวงบ้าง สรุปคือเรารู้ชัดๆ อยู่แล้วว่า ถ้าเรากว้านซื้อลอตเตอรี่หมดทั้งประเทศ เราจะขาดทุนครึ่งต่อครึ่งอย่างแน่นอน
    นักธุรกิจถ้าจะลงทุนอะไรที่คิดแล้วว่าขาดทุนครึ่งหนึ่งอย่างแน่นอน เขาย่อมไม่เสี่ยงลงทุน แล้วเรานำเงินซื้อลอตเตอรี่ทั้งที่รู้ว่าขาดทุนแน่ๆ แล้วจะไปซื้อทำไม..

    บางคนฝันเห็นตัวเลขบ้าง บางคนมีเจ้าแม่ให้เลขเด็ดมาบ้าง บางคนไปขูดเลขได้จากต้นไม้บ้าง หรือเห็นงูเลื้อยพันเสาเรือนขดให้เห็นเป็นเลขบ้าง ซึ่งในความจริงทั้งประเทศอาจจะมีงูเลื้อยเข้าบ้านคนสัก 50 หลัง แต่ละบ้านก็ตีความตัวเลขได้ไม่เหมือนกัน แล้วเราจะเอาอะไรเป็นบรรทัดฐาน

    โดยสรุปคือคนที่ไปซื้อก็หวังลุ้นว่าตนเองจะเป็นผู้โชคดี 1 ใน 1,000,000 ที่ได้รางวัลใหญ่ ทั้งที่โดยสถิตินั้นขาดทุนอยู่แล้ว เราอย่าไปหวังอะไรลมๆ แล้งๆ เลย ให้หวังในสิ่งที่จับต้องได้ดีกว่า โดยฝึกตนเองให้ดี ตั้งใจทำงาน ทุ่มเทอย่างเต็มที่จริงจัง สุดท้ายเราจะรวยด้วยน้ำพักน้ำแรงและความสุจริตของเราเอง อย่างนี้ยั่งยืนกว่าลาภลอยมาก
    นอกจากจะไม่ยั่งยืนแล้ว บางคนพอถูกลอตเตอรี่ออกข่าวดังปั๊บ ก็มีญาติมาจากไหนไม่รู้เต็มไปหมด กลายเป็นทุกข์เพราะมีปัญหาตามมามากมาย ปรับตัวไม่ทันบ้าง ได้มาง่ายรักษาไม่เป็นหายสูญบ้าง สุดท้ายชีวิตย่ำแย่ลงไปกว่าเดิมก็มี

    ได้มาง่ายก็แจกบ้าง ใช้จ่ายบ้าง เที่ยวเตร่สุรุ่ยสุร่าย ไม่นานเงินหมด อาชีพเก่าที่เคยทำก็ไม่ได้ทำแล้ว จะไปปรับใช้ชีวิตแบบเก่าก็กลายเป็นว่าจมไม่ลงแล้ว ชีวิตแย่กว่าเก่าก็มีไม่น้อยเหมือนกัน

    ดังนั้น สำเร็จด้วยน้ำพักน้ำแรง ด้วยความวิริยะอุตสาหะของตนเองดีที่สุด เงินทองที่หามาได้ก็จะรู้จักรักษา ทำให้เจริญเติบโตต่อไปได้อีกด้วย

    คนที่โชคดีได้เพราะบุญเก่าของเขาในอดีตตามส่งผล ทำให้ถูกรางวัลใหญ่ไม่ใช่เพราะฟลุก คำว่า “ฟลุก” ในโลกนี้ไม่มี มีแต่เหตุเป็นบุญเก่าตามส่งผล แต่พอบุญเก่าส่ง ในขณะถ้าเขาไม่ได้ฝึกตนในชาตินี้ดีพอ ก็รักษาไว้ไม่ได้ มีสิทธิ์จะสูญ เพราะขึ้นอยู่ที่กรรมปัจจุบันว่าทำอย่างไรไว้บ้างด้วย
    มีบางคนถูกรางวัลใหญ่ เขามีอาชีพเป็นยาม เป็นคนขับแท็กซี่ พอถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ก็ยังไม่เปลี่ยนอาชีพ ยังคงทำงานใช้ชีวิตต่อไปเหมือนเดิม แต่พยายามหาวิธีรักษาทรัพย์ให้เป็นแล้วค่อยๆ ศึกษาช่องทางขยับขยายจนถี่ถ้วน เขาก็อยู่ได้ แล้วมีความสุขมากขึ้นๆ อย่างนี้ก็มีไม่น้อยอีกเหมือนกัน
    ทางที่ดีอย่าไปหวังทางนี้เลยว่าบุญเก่าเราจะส่งบ้าง แล้วเราจะถูกรางวัลที่ 1 บ้าง เพราะโอกาสความเป็นไปได้ต่ำมาก ถ้าคิดอย่างนักธุรกิจก็เริ่มต้นจากความไม่สมเหตุสมผล เริ่มจากการไปลุ้นในสิ่งที่ตนเองเสียเปรียบแล้ว
    คนที่ฉลาดจริงๆ ต้องการความสำเร็จจริงๆ ไม่ควรนำความสำเร็จของตนไปฝากไว้กับเรื่องลมๆ แล้งๆ ไม่แน่นอน แต่ให้ฝากไว้กับความวิริยะอุตสาหะ ความทุ่มเทในการทำงานหนักอย่างชาญฉลาดของตนเองดีกว่า

    โหราศาสตร์หรือการพยากรณ์นั้นถือเป็นเรื่องของสถิติ ซึ่งเราไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ว่าจะเป็นอย่างนั้นเสมอไป เพราะฉะนั้น ในฐานะคนพุทธอย่าไปฝากความหวังกับอะไรที่ลมๆ แล้งๆ ถ้าเราอยากจะได้อะไร เราต้องทำให้ประสบความสำเร็จด้วยความวิริยะอุตสาหะของตนเอง
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=19960
     
  4. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
    dhamma610406_01.jpg
    ไม่อยากโกหกลูกค้า

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
    คำถาม : หนูทำงานในส่วนให้บริการลูกค้าต้องสั่งซื้อสินค้าที่ทำจากหนังสัตว์ และหลายครั้งเวลาส่งสินค้าออกไปก็ต้องโกหกให้กับลูกค้า เพื่อเลี่ยงภาษีด้วยคะ หนูจะบาปมากไหมคะ ควรทำอย่างไรดีคะ
    พระอาจารย์ : คุณโยมทำอย่างถูกต้องตรงไปตรงมาดีที่สุดพยายามหาลู่ทางดู ก่อนอื่นเราต้องตระหนักก่อนว่าเราไม่อยากจะทำอะไรที่มันผิดจะไปโกหกหลีกเลี่ยงยังไงเราก็ไม่เอา ถ้าหน้าที่ยังบังคับอยู่ไม่ทำไม่ได้นะก็หาทางให้มันเบาบางที่สุดก็แล้วกัน แล้วหางานการที่ไม่ต้องทำผิดศีลดีที่สุดคุ้มค่าทั้งชาตินี้ไม่มีเรื่องเดือดร้อนภายหลัง แล้วคุ้มค่าเมื่อละจากโลกนี้ไปก็ไม่มีวิบากกรรมด้วย เจริญพร
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=16562
     
  5. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
  6. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
    dhamma610409_02.jpg
    มารผจญ

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
    คำถาม : ก่อนจะทำบุญใหญ่ทุกครั้งทำไมถึงต้องมีเหตุการณ์มารบกวนทำให้ไม่สบายใจและหงุดหงิดก่อนทุกครั้ง จะแก้ไขอย่างไรดีคะ

    พระอาจารย์ : บางท่านก็เรียกว่าเป็นมารผจญซึ่งบางทีจะมีอย่างนี้จริง ๆ จะทำความดีก็มีเหตุมาเหมือนเป็นการลองใจเป็นการมาขัดขวางการทำความดี แต่ถ้าเกิดเราเองมีความตั้งใจจริง เราก็จะผ่านมันไปได้แล้วข้างหน้าคือความสว่างไสว อุปสรรค แปลว่าอะไรรู้ไหมเอ่ย อุป แปลว่า เข้าไปใกล้ เช่น อุปนายก ก็แสดงว่าใกล้จะเป็นนายก เป็นรองนายกว่างั้นเถอะ สรรค แปลว่า สวรรค์ อุปสรรค แปลว่า เข้าไปใกล้สวรรค์ ถ้าผ่านอุปสรรคนั้นเข้าไปได้ก็แปลว่าเราเข้าไปใกล้สวรรค์ ดังนั้นจะทำความดีมีมารมาผจญอุปสรรคมาขัดขวางอย่าไปย้อท้อข้ามไปให้ได้ ข้างหน้าคือความสุขความสว่างไสวที่รอเราอยู่ เจริญพร
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=16571
     
  7. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
    dhamma610512_02.jpg
    เล่นแชร์ลูกโซ่ เพื่อนำเงินมาทำบุญ

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
    คำถาม : เล่นแชร์ลูกโซ่ เพื่อนำเงินมาทำบุญจะเป็นบุญหรือเป็นบาปครับ? ถูกหรือผิดครับ?

    พระอาจารย์ : คุณโยม แชร์ลูกโซ่ก็คือ เป็นเกมเงินต่อเงินใช่ไหม ที่เขาเรียกว่า money game คือรายได้ไม่ได้มาจากการทำธุรกิจการค้าอะไร แต่มาจากกการนำเงินของสมาชิกใหม่ใส่เข้ามา แล้วต้องไปขยายหาสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเอาเงินเข้ามาแล้วก็แจกจ่ายไปให้กับสมาชิกเก่าๆตามกติกาที่ตั้งเอาไว้ เกมอย่างนี้ มันต้องมีจุดจบ คือ จะต้องถูกยุบไปในตอนใดตอนหนึ่ง เพราะว่ามันไม่สามารถขยายไปเรื่อยๆได้โดยไร้ที่สิ้นสุดหรอก เพราะไม่ได้เกิดผลิตผลต่างๆขึ้นมาจริง ดังนั้น ต้องถือว่าเป็นอาชีพที่ไม่ถูกต้องอย่างหนึ่ง ผิดกฎหมายและผิดศีลผิดธรรมด้วย ดังนั้นอย่าไปทำเลย ได้ไม่คุ้มเสีย เอาเงินมาทำบุญเราได้บุญไหม ก็ได้ แต่บุญไม่บริสุทธิ์ จะได้บุญมากพระพุทธเจ้าบอกว่า วัตถุ คือสิ่งที่เราเอามาทำบุญต้องบริสุทธิ์ด้วย เหมือนคนถ้าเกิดว่าไปคดโกงเขามาไปปล้นเขามาแล้วมาทำบุญ มันก็ได้บุญนะ แต่ว่าไม่มาก ไม่เหมือนทรัพย์ที่มาด้วยความบริสุทธิ์ ดังนั้นเราตั้งใจประกอบสัมมาอาชีวะ ได้ทรัพย์ด้วยความบริสุทธิ์ แล้วตั้งใจทำบุญเต็มกำลังของเรา จะมากจะน้อยเต็มกำลังของเราก็โอเค อย่างนั้นจะดีกว่า ถามว่าบุญที่ได้จากทรัพย์ที่ไม่บริสุทธิ์แล้วเวลาเกิดผลจะเป็นอย่างไร ก็รวย แต่เดี๋ยวก็จะมีเหตุ คนนั้นมาคด คนนี้มาโกง ทำให้ทรัพย์สินต้องสูญหายไป ดังนั้น ไม่คุ้ม เราเอาแบบบุญบริสุทธิ์ ทรัพย์บริสุทธิ์เพียวๆดีกว่า เจริญพร
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=16760
     
  8. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
  9. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
    Modern_581114_04.jpg
    กรรมใกล้ตาย

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
    มักจะมาปรากฏให้เห็นอยู่คนเดียว 3 ลักษณะ คือ
    1. กรรมอารมณ์ หมายถึง ภาพกรรมที่ชอบไม่ชอบ เคยทำไว้ในอดีตที่ผ่านมาปรากฏให้เห็น มีทั้งฝ่ายกรรมดี
    เช่น เห็นตัวเองตักบาตร ฟังธรรมสวดมนต์ นั่งสมาธิ เป็นต้น ฝ่ายกรรมชั่ว เช่น เห็นตัวเองเล่นการพนัน ดื่มน้ำเมาเจ้าชู้ เป็นต้น

    2. กรรมนิมิตอารมณ์ หมายถึง ภาพผลงานที่เคยทำไว้ในอดีตมาปรากฏให้เห็น มีทั้งฝ่ายกรรมดี เช่น ภาพพระประธาน อุโบสถ โรงเรียน โรงพยาบาลที่เคยสร้างไว้ เป็นต้น ฝ่ายกรรมชั่ว เช่น ภาพขวดน้ำเมาที่เคยสะสม สัตว์ที่เคยฆ่ามาดิ้นทุรนทุราย เป็นต้น

    3. คตินิมิตอารมณ์ หมายถึง ภาพทางไปเกิดมาปรากฏให้เห็น มีทั้งฝ่ายกรรมดี เช่น เห็นบริวารแต่งตัวสวยงามมารอรับพร้อมเทวรถเป็นต้น ฝ่ายกรรมชั่ว เช่น เห็นเจ้าหน้าที่กุมภัณฑ์ตัวดำ นุ่งหยักรั้งสีแดงมารอรับ เห็นสถานที่ดำสนิทหรือเห็นสถานที่เลี้ยงสัตว์ เป็นต้น

    ถ้าเห็นภาพที่เป็นกรรมดีมาปรากฏจนวาระสุดท้าย จิตผ่องใสสุคติเป็นที่ไป ถ้าเป็นภาพที่เป็นกรรมชั่วมาปรากฏจนวาระสุดท้ายจิตเศร้าหมองทุคติเป็นที่ไป แต่ถ้าไม่ทันตั้งตัวหรือไม่มีความรู้ว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไร เป็นพวกใจไม่ใสไม่หมอง ตายแล้วไปได้ทั้งสุคติและทุคติ

    กรรมใกล้ตาย โดยส่วนใหญ่มักมาจากกรรมที่ทำจนเป็นนิสัย ดังนั้น ถ้าเราอยากให้กรรมใกล้ตายเป็นกรรมดีเราต้องสั่งสมบุญด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา ทำเป็นประจำทุกวัน ทำจนเป็นนิสัย ในกรณีที่ไม่มีกรรมหนักและกรรมใกล้ตาย กรรมที่ทำเป็นประจำ ก็จะทำหน้าที่ส่งผลในลำดับต่อไป ในกรณีที่ตายแบบไม่ได้ตั้งตัว เช่น ประสบอุบัติเหตุ หรือภัยธรรมชาติ เป็นต้น การตายแบบนี้กรรมใกล้ตายจะไม่มีโอกาสได้ส่งผล จากกรณีศึกษา Case Study ในรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ที่ออกอากาศทางช่อง DMC ผู้ที่ตายแบบไม่ทันตั้งตัว กายละเอียดจะออกมาจากกายหยาบ แล้ววนเวียนอยู่ในโลก เราเรียกกายละเอียดพวกนี้ว่าผี

    ผี มาจากคำว่า พี ในภาษาบาลี แปลว่า กลัว
    ผี หมายถึง อดีตมนุษย์ที่เป็นกายละเอียดในระดับภาคพื้นมนุษย์

    พระเดชพระคุณพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เคยให้โอวาทไว้ว่า ผีแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 3 ประเภท

    ประเภทที่ 1 กายละเอียดที่เพิ่งตายใหม่ๆ บุญและบาปยังไม่ส่งผลวนเวียนอยู่ในโลก 3, 5, 7 วัน เป็นพวกที่ตายแบบใจไม่ใสไม่หมอง หรือตายโดยไม่ทันตั้งตัว และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

    ประเภทที่ 2 สัมภเวสี ผีเร่ร่อน พวกกายละเอียดที่ไม่มีบุญมากพอ ที่จะไปบังเกิดในสวรรค์ และก็ไม่มีบาปมากพอที่จะต้องไปตกนรก ทำให้ต้องมาเป็นผีเร่ร่อนอยู่ในเมืองมนุษย์ ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ไม่มีบุญพอที่จะมีเรือนเป็นของตนเอง เป็นพวกไม่มีบ้าน ผีเร่ร่อนจะมีรูปร่างลักษณะคล้ายๆกับคนที่อดๆ อยากๆ มีร่างกายซูบผอมและก็ต้องคอยอาศัยอาหารมนุษย์ที่ทิ้งแล้ว หรืออาหารที่มนุษย์เซ่นไหว้ผี หรือไหว้เจ้าในการประทังชีวิตไปวันๆ โดยจะกินโอชารส หรือส่วนละเอียดของอาหาร แม้ว่าจะไม่มีอาหารที่มนุษย์ทิ้งแล้วหรืออาหารที่มนุษย์เซ่นไหว้ผี หรือไหว้เจ้ามาหล่อเลี้ยงก็ยังสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ ด้วยอำนาจแห่งวิบากกรรมที่มาหล่อเลี้ยงเอาไว้ ผีเร่ร่อนจะหิวกระหายเป็นที่สุด แต่ไม่ตาย เพราะวิบากกรรมหล่อเลี้ยง

    ประเภทที่ 3 ผีบ้านผีเรือน อดีตมนุษย์ที่ไปเกิดเป็นภุมมเทวาระดับล่าง อาศัยบ้านมนุษย์ทั่วไป ไม่ใช้ข้าวของของมนุษย์ เรือนหยาบที่เป็นสิ่งก่อสร้าง ที่มีหลังคามุงบังเป็นที่อยู่ของผีบ้านผีเรือนได้ทั้งนั้น ขนาดของที่อยู่ขึ้นอยู่กับกำลังบุญ ผีบ้านผีเรือนจะไปเกิดในบ้านที่คุ้นเคยสมัยที่เป็นมนุษย์ เมื่อเจ้าของบ้านย้ายบ้าน ผีบ้านผีเรือนจะย้ายตามไปด้วย แต่ต้องขออนุญาติเทวดาหัวหน้าเขตก่อน ถ้าบ้านเรือนถูกรื้อถอน ผีบ้านผีเรือนจะย้ายไปอยู่ที่อยู่ใหม่ ตามกำลังบุญการเกิดขึ้นของผีบ้านผีเรือนเกิดขึ้นแบบโอปปาติกะ แตกต่างจากเทวดาบนสวรรค์คือ
    มีวัยใกล้กับตอนเสียชีวิต การเจริญเติบโตคล้ายมนุษย์ จากเด็กถึงสูงวัย เมื่อได้รับบุญ วัยจะกลับเป็นหนุ่มสาวได้อีก อาหารทิพย์เกิดขึ้นตามกำลังบุญ ความเชื่อของผีบ้านผีเรือนแตกต่างกันไป เหมือนความเชื่อเดิมตอนเป็นมนุษย์ ความเชื่อจะเปลี่ยนไปตามสิ่งแวดล้อมที่ผีบ้านผีเรือนอาศัยอยู่

    ---------------------------------------------------------
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=10596
     
  10. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
    dhamma610618_01.jpg
    เมื่อรู้สึกเบื่อและท้อแท้ควรทำอย่างไร

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
    ให้ทำอย่างนี้นะ ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีให้ร่างกายของเราเองแข็งแรง มีการออกกำลังกายบ้าง

    ไม่ใช่จมจ่อมอยู่ที่หน้าโต๊ะอยู่หน้าเครื่องคอมฯทั้งวันนะ แล้วก็พักผ่อนให้เพียงพอ คนเราถ้าเกิดสุขภาพไม่ดีพักผ่อนไม่พอมันก็จะซึมๆ เป็นอย่างนี้ ร่างกายก็สำคัญนะ ประการที่สองคือใจของเราให้หมั่นฝึกสมาธิด้วย พอใจเราเองนิ่งเป็นสมาธิ กำลังบุญจะหล่อเลี้ยงแล้วใจเราจะมีพลัง ประการที่สามคือ ให้วางแผนชีวิตว่าในวันพรุ่งนี้เราจะทำอะไรบ้าง เขียนเลย ยอมเสียเวลาสักนาทีสองนาที แล้วกำหนดว่าพรุ่งนี้จะทำอะไรที่เป็นพิเศษขึ้นมา แล้วในสัปดาห์นี้จะมีอะไรพิเศษบ้าง เดือนนี้จะมีอะไรบ้าง ทำอย่างนี้ชีวิตจะมีเป้าหมาย คนในยุคปัจจุบันบางทีปล่อยตัวเองไปเรื่อยๆ งานก็ทำนะคือทำไปตามหน้าที่ แล้วขณะเดียวกันก็เดี๋ยวก็เข้าอินเตอร์เน็ตบ้าง ตกอยู่ในวงล้อมข้อมูลข่าวสารแล้วก็จากเรื่องนี้ไปเรื่องโน้น เรื่องโน้นไปเรื่องนั้น ก็ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งอ่อนล้าและก็เพลียแล้วก็วนๆ ความคิดจะทำงานทำการมันก็เลยเพลาลงไป ไม่ค่อยเต็มที่ ถ้าทำสามอย่างนี้แล้วอาการนี้จะหายไป
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=16925

     
  11. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
  12. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
    Modern_581016_10.jpg
    ดูปัจจุบัน

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าขุมทรัพย์คือบุญ ย่อมให้ผลที่น่าปรารถนา ทั้งมนุษยสมบัติ...สวรรค์สมบัติ...และนิพพานสมบัติ

    พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หลวงพ่อธัมมชโย เคยให้โอวาทไว้ว่า การปฏิเสธบุญคือการปฏิเสธความสุข ความสำเร็จไปทุกภพทุกชาติ ถ้ามีบุญน้อยอุปสรรคของชีวิตก็จะมาก ถ้ามีบุญมากอุปสรรคของชีวิตก็น้อย ชีวิตยังมีการเวียนว่ายตายเกิด เราจะรู้ได้อย่างไรให้ดูปัจจุบันถ้าสั่งสมบุญมามาก ปัจจุบันเราก็มีอุปสรรคน้อย ร่ำรวย มีรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติถ้าประกอบเหตุไม่ดี สั่งสมความตระหนี่และบาปอกุศลชีวิตก็ลำเค็ญ ยากลำบากทีเดียว

    ท่านทานบดีทั้งหลาย ได้ตั้งใจมาสั่งสมบุญในวันนี้ ชื่อว่า สั่งสมเหตุอันจะนำความสุขมาให้แก่ตน.

    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=10239
     
  13. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
  14. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
    dhamma610614_02.jpg
    อิทธิพลของสื่อ

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
    สื่อเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการชี้นำสังคม ถ้าสื่อดีสังคมก็ดี แต่ถ้าหากไปถามคนทำสื่อเขาก็จะบอกว่า ถ้าสังคมดีสื่อก็จะดี

    เพราะสังคมชอบอะไรสื่อก็ต้องตอบสนอง เพื่อสื่อจะได้ขายได้ โฆษณาจะได้เข้า แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ มีสื่อที่ใช้การตลาดนำหน้า เนื้อหาเต็มไปด้วยเรื่องที่เร้าอารมณ์เกิดขึ้นท่วมบ้านท่วมเมือง

    แม้สื่อส่วนใหญ่จะอ้างว่ากระแสสังคมเรียกร้องต้องการเรื่องราวที่ตื่นเต้นเร้าอารมณ์ แต่ในหมู่ประชาชนก็มีความต้องการที่หลากหลาย คนที่ชอบแบบเร้าอารมณ์อาจเป็นคนกลุ่มใหญ่ แต่คนอีกส่วนหนึ่งที่ชอบสิ่งที่ดีงามนำมาซึ่งความสงบสุขของสังคมก็มีอยู่ ถ้าเรามีสื่อทางเลือกเป็นสื่อที่ดี สื่อสร้างสรรค์ สื่อสีขาว ก็จะเป็นมาตรการขั้นต้นเพื่อปกป้องรักษาคนดีที่มีอยู่เดิมเอาไว้ ให้เขามีช่องทางเลือกที่จะรับสื่อที่ดีงามได้ หากถามว่าสื่อสร้างสรรค์นี้จะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ก็คงต้องอาศัยผู้ที่เห็นคุณค่าของธรรมะ ปรารถนาจะเห็นสังคมสงบร่มเย็น มาช่วยกันคนละไม้คนละมือสร้างสื่อสีขาวนี้ขึ้นมา

    เมื่อพิจารณาให้ดีแล้วเราจะพบว่า ปัญหาใหญ่อยู่ที่สื่อที่เด็กเสพ ดังนั้นเราจึงต้องช่วยกันสร้างสื่อที่ดีเพื่อเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการสร้างสังคมที่ดีขึ้นให้กับลูกหลานเรา และเราจะต้องช่วยกันสร้างเครือข่ายคนดี เพราะว่ามนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม แล้วเพื่อนฝูงคนที่เราคบหาก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการชักนำเราไปในทิศทางต่างๆ ดังคำโบราณที่ว่า คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล คนเราอยู่ในสังคมใดก็มีแนวโน้มจะเป็นไปอย่างนั้น ตรงประเด็นนี้อยากจะขอฝากคุณพ่อคุณแม่ ผู้ใหญ่ที่มีลูกหลานเอาไว้อย่างหนึ่งคือ สิ่งที่มีผลไม่ยิ่งหย่อนกว่าการอบรมคือ สังคมของเด็ก เราจึงต้องสร้างสังคมที่ดีให้แก่เด็กด้วย เมื่อมีคนดีเกิดขึ้นมากๆ คนดีเหล่านี้ก็ต้องการบริโภคสื่อที่ดี สื่อซึ่งต้องตอบสนองต่อตลาดก็จะผลิตสื่อดีๆ มาตอบสนอง วงจรบวกก็จะเกิดขึ้น
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=16906
     
  15. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
  16. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
  17. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
    dhamma610625_01.jpg
    ธูปไหว้พระกับไหว้ศพ

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
    คำถาม : ทำไมไหว้ศพจุดธูปดอกเดียว ไหว้พระจุดธูป 3 ดอก ครับ

    พระอาจารย์ : เพราะว่าไหว้พระเราบูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระรัตนตรัยมี 3 จึงจุดธูป 3 ดอก ผู้ตายมีคนเดียวเราก็จุดดอกเดียว แล้วเวลากราบพระสงฆ์จะกราบแบบแบมือ ส่วนการกราบศพมือจะตั้งไม่แบมือ เป็นธรรมเนียมและมารยาทไทย เจริญพร
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=16984
     
  18. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
    25-8-63-3-b.jpg
    ยิ่งใหญ่ในรายละเอียด

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
    ความยิ่งใหญ่ในทุกๆ เรื่อง
    ล้วนมีส่วนสำคัญขององค์ประกอบเล็กๆ อยู่เสมอ
    ระหว่างคนทำงานหยาบกับคนทำงานละเอียดก็มีความแตกต่างกัน
    อย่างมหาศาล แต่ละคนมีสิทธิ มีคุณค่าในความเป็นคนเท่ากัน
    แต่ในแง่การทำงานแล้ว ศักยภาพของแต่ละคนต่างกันมาก

    ในประเทศจีนซึ่งเป็นดินแดนที่มีการสู้รบกันมายาวนานหลายพันปี
    พวกเขาได้ข้อสรุปที่ตกผลึกว่า

    “ทหารนับล้านนั้นหาง่าย แต่ยอดขุนพลเพียงคนเดียวนั้นหายาก”

    คนต้นแบบ

    ถ้าพูดถึงคนที่มีความละเอียดจนสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และเปลี่ยนวิถีการทำงานการติดต่อสื่อสารของคนทั้งโลกได้ ก็คงหนีไม่พ้น สตีฟ พอล จอบส์ (Steve Paul Jobs) ที่เขาทำได้เพราะเขามีความละเอียดถี่ถ้วน สามารถมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น

    ตั้งแต่แอปเปิ้ลมี iPhone ซัมซุงก็ทำ Galaxy ออกมา ตามด้วยค่ายอื่นๆ อีกมากมาย ที่พยายามพัฒนารูปแบบของโทรศัพท์มือถือค่ายตนเองอย่างเต็มกำลัง ทำให้วิธีดำเนินชีวิตของคนทั้งโลกเปลี่ยนไปมาก ไม่เฉพาะ iPhone เท่านั้น แม้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล สตีฟ จอบส์ ก็เป็นผู้บุกเบิกคนสำคัญ

    สมัยก่อนยุคที่อาตมภาพเรียนอยู่ที่คณะแพทย์จุฬา เมื่อปี พ.ศ. 2522 คอมพิวเตอร์ที่ใช้เป็นเครื่องใหญ่ ทั้งมหาวิทยาลัยมีคอมพิวเตอร์แค่เครื่องเดียวตั้งอยู่ที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ ต้องสร้างตึกให้เครื่องคอมฯ อยู่โดยเฉพาะตึกหนึ่งเลย ใครจะใช้ก็ต้องไปเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ก่อน แล้วค่อยไปนั่งอยู่หน้าจอ ลำบากมาก ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีเว็บไซต์ ไม่มีกูเกิล ไม่มีเฟซบุ๊ก ไม่มีโซเชียลมีเดียทั้งหลาย แต่
    ตอนนี้หลังจากที่ สตีฟ จอบส์ ให้กำเนิดบริษัทแอปเปิ้ล ชีวิตคนเราก็เปลี่ยนไปมากมาย

    สตีฟ จอบส์ เป็นคนที่ทำให้เกิดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล PC (Personal Computer) แล้วคอมพิวเตอร์ก็แพร่หลาย พัฒนาจนเกิดสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ต่างๆ มากมาย

    จากคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ Mainframe Computer ราคาเครื่องละหลายร้อยล้านบาท กลายมาเป็นโน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต สมาร์ตโฟนสมัยนี้เราสามารถพกพาโทรศัพท์มือถือติดตัวไปได้ทุกแห่งเหมือนมีเครื่องคอมพิวเตอร์ติดตัว สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้มากมายในเครื่องมือสื่อสารเล็กๆ ที่พกติดตัวได้เครื่องนี้ จนคนจำนวนมากรู้สึกขาดไม่ได้

    ถ้าขาดโทรศัพท์มือถือไปชีวิตเหมือนทำงานไม่ได้เลย จ่ายบิลค่าน้ำค่าไฟ สั่งซื้อของออนไลน์ จองตั๋วรถไฟ เครื่องบิน ติดต่อกับเพื่อน ส่งไฟล์งานต่างๆ ทุกอย่างทำในโทรศัพท์มือถือทั้งหมด

    ไม่ว่าเราอยากจะรู้เรื่องอะไรก็หาข้อมูลได้หมด เหมือนมีห้องสมุดเคลื่อนที่ เพราะสามารถเชื่อมเรากับแหล่งข้อมูลทั้งโลกได้ด้วยโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กๆ เครื่องเดียว ศักยภาพของโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันสูงกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรมราคาหลายร้อยล้านบาทในอดีตเสียอีก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะ สตีฟ จอบส์ เป็นคนละเอียด ทำให้เขามองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น
    ดังนั้น สตีฟ จอบส์ หนึ่งคน กับคนขยันทำงานแต่ไม่ละเอียดหนึ่งพันคนต่างกันมาก เพราะเขาคนเดียวสามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตคนทั้งโลกได้ แต่คนทำงานทั่วไปแม้เป็นพันคนก็ทำไม่ได้

    ช่วงเศรษฐกิจไม่ดีบางคนก็ตกงานเป็นเดือนๆ ปีๆ อย่าว่าแต่ในประเทศไทย แม้แต่ในต่างประเทศอย่างประเทศญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกามีคนตกงานกันมากกว่าประเทศไทยเสียอีก บางคนอายุ 40-50 ปี ทำงานมานานจนเป็นผู้จัดการแล้ว พอตกงานก็ต้องพยายามหางานในระดับเดิม จะไปเป็นลูกจ้างรายวันมันก็ไม่ได้ เพราะอาจจะรู้สึกว่าเสียศักดิ์ศรี รายได้ก็น้อยกว่าเดิมหลายเท่าตัว ต้องหางานที่คล้ายๆ กับตำแหน่งงานเดิม บางคนตกงานมา 2-3 ปี ยังหางานใหม่ทำไม่ได้เลยรู้สึกกดดันมาก

    แต่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นคนที่มีนิสัยประหยัด แม้ตกงานแต่มีเงินเก็บจึงพออยู่ได้ กระนั้นก็ยังทุกข์มากไม่แพ้กัน กลางคืนนอนไม่หลับเพราะนั่งกินเงินเก่าไปเรื่อยๆ ในขณะที่ยังหางานใหม่ไม่ได้ ไปสมัครงาน 100 แห่ง ก็ถูกปฏิเสธหมด

    แต่ถ้าเราเป็นคนละเอียด มีฝีมือ บริษัทต่างๆ จะมาแย่งตัวเราเข้าทำงาน เพราะเป็นประโยชน์กับบริษัทมาก อย่างบริษัทที่กำลังจะเจ๊ง ได้ตัวคนเก่งคนละเอียดมาคนเดียว ก็สามารถกอบกู้บริษัทให้ฟื้นขึ้นได้ เป็นต้น

    ลี ไอเอคอคค่า (Lee lacocca) เคยเป็นผู้บริหารของบริษัทรถยนต์ ฟอร์ด (Ford) มาก่อน ต่อมาเกิดปัญหาเพราะเขาขัดแย้งกับทายาทเจ้าของบริษัทจนถูกปลดออกจากตำแหน่ง ในขณะที่เขาอายุประมาณ 46-47 ปี เท่านั้น

    บริษัทไครสเลอร์ (Chrysler Corporation) ซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่งอยู่เป็นอันดับสามของบิ๊กทรี บริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ บริษัทกำลังจะล้มละลาย ลี ไอเอคอคค่า อาสาเข้ามาเป็นผู้บริหารของไครสเลอร์

    จากนั้นไม่นานเขาก็พลิกชะตาบริษัทได้ จากที่กำลังดิ่งลงก็กลับฟื้นขึ้นมาในที่สุด ข้อมูลจากหนังสือของเขาที่ขายดีทั่วโลกบอกไว้ว่า ในไครสเลอร์มีรองประธานบริษัท 35 คน ดูแลงาน 35 ฝ่าย ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างคนต่างทำงานโดยไม่ได้สัมพันธ์กันเท่าที่ควร

    ฝ่ายผลิตมีหน้าที่ผลิต ฝ่ายขายก็มีหน้าที่ขาย ฝ่ายผลิตอยากจะผลิตอะไรก็ผลิต ไม่ฟังฝ่ายขาย เพราะรองประธานแต่ละคนเหมือนมีอาณาจักรเป็นของตนเอง เวลารถที่ผลิตขายไม่หมดก็โทษว่าเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายขายที่ขายไม่ดีเอง ส่วนฝ่ายขายก็โทษฝ่ายผลิตว่าผลิตรถไม่ดี ต่างฝ่ายต่างโทษกันไปมา

    พอ ลี ไอเอคอคค่า เข้าไปเป็นผู้บริหาร เขาเชิญรองประธานบริษัทออกไป 33 คน เหลือแค่รองประธาน 2 คน แล้วปรับระบบการบริหารงานใหม่หมดสอดรับกับความต้องการของลูกค้า ผ่านไปเพียง 2-3 ปี เท่านั้นบริษัทก็ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างเกรียงไกร จึงทำให้ ลี ไอเอคอคค่า โด่งดังไปทั่วโลก

    เห็นไหมว่า เพียงคนเดียวที่เก่งจริงก็สามารถพลิกชะตาองค์กรใหญ่ๆ ได้ทั้งองค์กร องค์กรใดไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหรือประเทศชาติหากได้ผู้นำเก่งๆ มาคนเดียว ก็สามารถพลิกชะตาองค์กรนั้นได้

    เติ้ง เสี่ยวผิง ชายชราตัวเล็กๆ เพียงคนเดียว สามารถพลิกชะตาชีวิตชาวจีนพันกว่าล้านคน แล้วยังพลิกโลกทั้งใบไปด้วย

    พอประเทศจีนเติบโตขึ้นก็ส่งผลไปยังทุกๆ ด้านของโลก ทั้งทางเศรษฐกิจ การทหาร การเมือง สังคม และเทคโนโลยี ดุลอำนาจของโลกเปลี่ยนไปหมดด้วยคนตัวเล็กๆ เพียงคนเดียวที่มีชื่อว่า เติ้ง เสี่ยวผิง ดังนั้น คนที่ละเอียดและเก่งไม่ว่าในวงการใดล้วนมีคุณค่ามาก และสามารถส่งผลต่อโลกอย่างมหาศาล

    เติ้ง เสี่ยวผิง อยู่ในฐานะผู้ปกครอง รวมถึงบุคคลที่ได้ยกตัวอย่างมาล้วนแล้วแต่เป็นผู้บริหารทั้งสิ้น แต่ถ้าเราพูดถึงคนชนชั้นใช้แรงงานแบกหามล่ะ เขาจำเป็นต้องใช้ความละเอียดในการทำงานหรือไม่

    ยกตัวอย่าง การทำงานของจับกังขนข้าวสารลงเรือ ถ้าเขาทำอย่างใส่ใจรายละเอียด และรู้จักคิด ความคิดเขาอาจจะเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นเศรษฐีใหญ่ในวันข้างหน้าได้ไม่ยาก ซึ่งเคยมีคนทำสำเร็จมาแล้ว มหาเศรษฐีหลายคนร่ำรวยมาได้จากการสังเกตเห็นรายละเอียดบางอย่างนี้เอง

    สตีฟ จอบส์ เองก็เคยเป็นเด็กหนุ่มนุ่งกางเกงก้นปะ โดดเรียนจนเรียนหนังสือไม่จบมหาวิทยาลัย แล้วกลายมาเป็นเศรษฐีผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิ้ลได้ในอายุเพียง 20 เศษ ๆ ก็เพราะเขาเป็นคนละเอียดนั่นเอง

    เขาพิจารณาอย่างละเอียดจนเห็นภาพว่า ต่อไปคอมพิวเตอร์จะเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องมีติดตัว ซึ่งในขณะนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดของโลกในด้านคอมพิวเตอร์อย่าง ไอบีเอ็ม (IBM) ยังคิดไม่ถึง

    ผู้บริหารไอบีเอ็มกลับคิดว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นเรื่องไร้สาระ คอมพิวเตอร์มีไว้ใช้งานกับเรื่องที่ซับซ้อน เรื่องที่ยากๆ ดังนั้นมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวก็เพียงพอแล้ว

    ในเมืองหนึ่งมีคอมพิวเตอร์สัก 2-3 เครื่อง ก็เพียงพอแล้ว หากบริษัทขายเครื่องในราคาแพง บริษัทย่อมได้กำไรมากอยู่แล้ว เขามองไม่เห็นเหตุผล ว่าทุกคนจะต้องมีคอมพิวเตอร์ติดตัวไว้ทำไมให้ยุ่งยาก

    ด้วยวิสัยทัศน์ที่แตกต่างนี้เอง 10 ปีต่อมา เด็กหนุ่มนั่งกางเกงก้นปะอย่าง สตีฟ จอบส์ กลับเดินหน้ากลายเป็นเศรษฐีที่มีชื่อเสียง คนทั้งโลกต่างรู้จักเขา ทั้งที่เขาเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย และมีวุฒิแค่มัธยมปลายเท่านั้น ในขณะที่ไอบีเอ็มบริษัทยักษ์ใหญ่กลับเจ๊งไม่เป็นท่า พอเศรษฐกิจทรุด ฐานะการเงินทรุด ไอบีเอ็มต้องรีบเปลี่ยนผู้บริหารใหม่ฟื้นฟูกิจการทันที

    ด้วยวิสัยทัศน์ที่แตกต่างในรายละเอียดนี้เอง ที่ทำให้เด็กตัวเล็กๆ ก้าวมาเป็นยักษ์ใหญ่ได้ในที่สุด เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรก็ต้องใส่ใจรายละเอียด ชีวิตเราจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน


    อย่าไปคิดว่าทำงานใช้แรงงาน เราก็ต้องทำอยู่อย่างนี้ ในประเทศเยอรมนีช่างก่อผนังอิฐต้องใช้เวลาเรียนถึง 3 ปี จบมาทำงานได้เงินเดือนมากพอๆ กับวิศวกรเลยทีเดียว เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการก่ออิฐ สามารถก่อได้อย่างละเอียดประณีต รู้ทุกแง่ทุกมุม จะก่ออิฐเป็นรูปทรงแบบไหน จะเข้ามุมอย่างไรให้สวยงามซึ่งมีรายละเอียดนับพันแบบให้ศึกษา


    จงจำไว้ว่าทุกเรื่องมีรายละเอียดหมด ถ้าเราไม่ทำอะไรแบบหยาบๆ ไม่ทำเพียงผ่านๆ แต่ตั้งใจทำอย่างละเอียดประณีตให้ดีที่สุด เราก็จะพบว่างานนั้นๆ มีอะไรที่สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นมากมายเต็มไปหมด

    ยกตัวอย่าง หากเรานำหนังชนิดเดียวกันมาเย็บกระเป๋าด้วยฝีมือช่างที่หยาบ ขายได้ใบละ 500 บาท เเต่สำหรับช่างที่ทำงานละเอียดจนกระทั่งเป็นที่ยอมรับในคุณภาพของงาน สั่งสมผลงานจนกลายเป็นแบรนด์ที่รู้จัก เช่น กระเป๋า Hermes ขายได้ใบละ 5 แสน ต่างกันเป็น 100 เท่า เพราะความละเอียดที่แตกต่างกัน

    ต่อให้วัตถุดิบเหมือนกันแต่เมื่อทำด้วยความละเอียดต่างกัน คุณค่าย่อมต่างกันลิบลับ ทั้งที่เป็นของใช้ประโยชน์คล้ายๆ กันก็ตาม ผู้ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกมาจากพื้นฐานความละเอียดรอบคอบนั่นเอง

    หลัก 2 ข้อ ของผู้ฝึกตนให้ละเอียดรอบคอบ

    “ทำทุกอย่างด้วยความใส่ใจ”

    อย่าทำเพราะถูกบังคับ คิดแค่ว่าถ้าไม่ทำจะไม่ได้เงินค่าจ้าง ทำพอให้ได้ค่าจ้างไปวันๆ ถ้าคิดอย่างนี้ก็ยากที่จะได้งานดีๆ แต่ขอให้ทำงานเหมือนกับว่าเราเป็นเจ้าของงานนั้น คือทำอย่างใส่ใจในรายละเอียด


    ลูกจ้างที่คิดยาวๆ เขามักจะทำงานแบบใส่ใจรายละเอียด เสมือนตนเองเป็นเจ้าของบริษัท เมื่อเถ้าแก่เห็นแววก็จะเกิดความไว้ใจ มีโอกาสได้เลื่อนขั้นจากแรงงานธรรมดาๆ มาเป็นหัวหน้างาน จากหัวหน้างานขยับมาเป็นหลงจู๊ สุดท้ายอนาคตหนีไม่พ้นได้เป็นเถ้าแก่ เพราะเขาทำงานด้วยหัวใจของเถ้าแก่ ทำด้วยความใส่ใจ ทำอย่างเจ้าของงานที่มองเห็นรายละเอียดและพยายามปรับปรุงทุกอย่างให้ดีขึ้น ทักษะเหล่านี้จะติดตัวไปตลอด แล้วพัฒนาจนเป็นเถ้าแก่ได้ในที่สุด

    ยกตัวอย่าง ตรวจพิสูจน์อักษรงาน 1 หน้า บางคนว่าตรวจดีแล้ว แต่พอตรวจเสร็จเอาคนที่ละเอียดจริงๆ มาดูก็ยังพบคำที่สะกดผิดหลงตาอยู่

    อีกหลายจุด เพราะหลุดรอดจากตาเขา ทั้งที่เขาตั้งใจตรวจแล้วแต่มองไม่เห็น แต่สำหรับคนที่มีความละเอียดจริงๆ กลับมองเห็นคำผิดที่ตกหล่นไปได้ เพราะฉะนั้น เราต้องทำงานให้ละเอียดจนเคยชินเป็นนิสัย จนกระทั่งมองปราดเดียวตรงไหน ถูกตรงไหนผิดเห็นหมดเลย

    ไม่เฉพาะเรื่องงานพิสูจน์อักษร แม้เรื่องอื่นก็เช่นเดียวกัน มองปุ๊บก็ให้เห็นจุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ซึ่งจะมองเห็นได้ ก็ต่อเมื่อเราเป็นคนใส่ใจรายละเอียด คือทำอย่างเป็นเจ้าของงาน เหล่านี้เป็นต้นทุนเบื้องต้น

    “ทำแบบสุดฝีมือ..ทำให้ดีที่สุด”

    ถ้าฝีมือเรามี 100 แต่เราใช้แค่ 80 ทำเพียงผ่านๆ อีกหน่อยฝีมือเราก็จะค่อยๆ ลดลงจนเหลือ 80 ในที่สุด แต่ใครที่มีฝีมือ 100 แต่พยายามทำให้ได้ 120 คือพยายามทำแบบสุดใจ ทำจริงจนแทบจะเกินความสามารถของตนเองผ่านไปไม่นานฝีมือเขาจะขยับดีขึ้นเรื่อยๆ จาก 100 เป็น 110 แล้วเป็น 120 ในที่สุด

    เคยสงสัยหรือไม่ว่าคนญี่ปุ่นพัฒนาประเทศได้อย่างไร ทั้งที่เพิ่งเปิดประเทศตามหลังชาติตะวันตก ในรัชสมัยจักรพรรดิเมจิ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ของไทย แล้วทำไมถึงพรวดพราดก้าวทันต่างชาติได้อย่างไม่น่าเชื่อ ก็เพราะเขาทำทุกอย่างให้ดีที่สุด คือทำทุกอย่างอย่างใส่ใจนั่นเอง


    อาตมภาพไปประเทศญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2533 เข้าพักในหอพักนานาชาติที่เพิ่งเปิดใหม่ได้หนึ่งปีมองเห็นพนักงานญี่ปุ่นกำลังปลูกต้นไม้ ก่ออิฐและวางแนวปูน เพื่อจะใส่ดินปลูกไม้ประดับ ได้ยินคนงานเขาคุยกันว่าตรงนี้น่าจะทำอย่างนั้น อย่างนี้ เขาถกรายละเอียดงานกันเพื่อจะทำงานให้ออกมาดีที่สุด ขนาดคนสวนเขาก็ทำอย่างนี้ ใส่ใจในรายละเอียดและทำงานอย่างเต็มที่มากๆ

    ตอนเราสร้างวัดไทยที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อราวปี พ.ศ. 2542 ข้างวัดเขากำลังก่อสร้างอาคารเป็นตึกสูง 5 ชั้น พื้นที่ชั้นหนึ่งประมาณ 150 ตารางเมตร ไปดูเขาสร้างเห็นมีคนงานอยู่สิบกว่าคน แต่ละคนทำงานเหมือนมดเลย ไม่มีหยุดคุยกัน นั่งกินกาแฟ หรือสูบบุหรี่ เขาทำงานกันเหมือนมด วิ่งบ้าง เดินบ้าง

    คนงานอ่านแบบได้หมดทุกคน ถ้าอยู่เมืองไทยความสามารถก็เป็นระดับโฟร์แมน คือทุกคน คุมงานได้สบายๆ เพราะอ่านแบบเป็นกันหมด ทุกคนจึงรู้งานว่า ต้องทำอะไร ทำอย่างไร และรู้หน้าที่ว่าตนเองต้องทำอะไร เขาสร้างตึกสูง 5 ชั้น ใช้คนงานแค่สิบกว่าคน สร้างไม่กี่เดือนก็เสร็จ แล้วไม่ใช่สร้างอาคารธรรมดาๆ แต่ทำแบบยากด้วย คือทั้งพื้น ผนัง บันได ระเบียง ใช้ตีแบบแล้วเทปูนหล่อ ไม่ใช่แบบก่ออิฐฉาบปูน

    เห็นเขาทำงานแล้วแต่ละคนล้วนมีฝีมือ เพราะเขาทำแบบใส่ใจและลงรายละเอียดทุกขั้นตอน เสร็จออกมาผลงานดีมีคุณภาพจึงเข้าใจว่าเพราะอย่างนี้นี่เองเศรษฐกิจและเทคโนโลยีต่างๆ ในประเทศเขาจึงพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

    ที่น่าทึ่งอีกอย่างหนึ่งคือในประเทศญี่ปุ่นไม่ว่าเขาจะผลิตอะไรออกมา ก็จะมีมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ถ้าที่ประเทศไทยซื้อกระดาษ A4 จากหลายๆ โรงงานมาสัก 10 ยี่ห้อ นำมาเรียงกันจะพบว่ากระดาษของแต่ละโรงงานมีมาตรฐานการผลิตที่แตกต่างกัน กระดาษ A4 เหมือนกัน แต่ความกว้างความยาวไม่เท่ากัน สั้นบ้าง ยาวบ้าง ต่างกันเล็กน้อย

    แต่เชื่อไหมว่าในญี่ปุ่นเขากำหนดมาตรฐานว่า กระดาษ A4 ต้องมีความกว้างความยาวเท่ากันทุกโรงงาน ถ้าเราไปซื้อกระดาษ A4 ในประเทศญี่ปุ่น หยิบกระดาษมาจากโรงงาน 10 แห่ง แห่งละ 1 แผ่น นำมาวางเรียงกัน จะพบว่าขนาดเท่ากันเป๊ะเหมือนมาจากกระดาษรีมเดียวกันเลย

    ลองคิดดูว่าถ้ามีสินค้า 2 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า โทรศัพท์มือถือ สินค้าทุกอย่างที่เราจะซื้อ ถ้าเทียบกันแล้วคุณภาพต่างกัน 20% ถึงจะใช้ได้เหมือนกัน แต่ว่าดีต่างกัน 20% ทุกคนก็เลือกซื้อสินค้าตัวที่ดีกว่า

    คนเกือบทั้งหมดก็จะแห่ไปซื้อสินค้าชิ้นที่ดีกว่า ถึงผลที่ได้จะเป็นเพียงคุณภาพที่ต่างกันแค่ 10-20% ก็ทำให้ยอดขายดีกว่ามากนั่นเพียงเพราะความละเอียดกว่านั่นเอง

    ดังนั้น ความละเอียดในคุณภาพที่ดีกว่ากัน 10% ไม่ใช่ส่งผลแค่ 10% แต่ส่งผลต่างกันเป็นร้อยเท่าพันเท่าเลยทีเดียว ความละเอียดจะชนะเสมอไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคล บริษัท หรือประเทศก็ตาม ละเอียดกว่า ดีกว่า ย่อมชนะและยิ่งใหญ่กว่าเสมอ

    คนที่ทำงานด้วยใจที่ละเอียดจะเป็นที่ต้องการของเจ้านาย หรือเป็นที่ต้องการของบริษัทต่างๆ ดังนั้น ในวันนี้เราต้องมาฝึกการทำงานให้ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไป

    การฝึกตนให้มีความละเอียดในการทำงาน มีสองข้อหลักๆ คือ “คิดว่างานนั้นเป็นงานของเราเอง” และ “ต้องทำงานให้เต็มฝีมือ” เพราะยิ่งฝึก ก็ยิ่งเก่ง ยิ่งมีความเชี่ยวชาญในสายงานนั้นๆ ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธมีความโชคดีคือการฝึกความละเอียดในการทำงานซึ่งสามารถฝึกได้จากความละเอียดของใจที่เกิดจากสมาธินั่นเอง

    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=19958

     
  19. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,954
    Modern_581016_09.jpg
    เราใช้บุญเก่าไปทุกวัน

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลปรารถนาความมีอายุยืน ความไม่มีโรค วรรณะ สวรรค์ ความเกิดในตระกูลสูง พึงบำเพ็ญความไม่ประมาท

    พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หลวงพ่อธัมมชโย เคยให้โอวาทไว้ว่า บุญเก่าเราใช้กันไปทุกวันบุญเก่าเขามีวัตถุประสงค์เพื่อมาเป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมีของเราในภพนี้ ถ้าเราไม่สร้างบุญใหม่ บุญเก่าก็จะทยอยหมดไปเรื่อยๆ

    ถ้าบุญเก่าหมดไปบาปก็จะได้ช่อง ชีวิตก็จะมีอุปสรรคเพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องสั่งสมบุญให้มากๆ เพื่อให้ได้อุปกรณ์การสร้างบารมี ทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ มีเฉพาะกายมนุษย์เท่านั้นที่สร้างบารมีได้ กายทิพย์ก็ได้แค่อนุโมทนาบุญกับนั่งสมาธิ ถ้าไปอยู่อบายภูมิก็มีแต่ความทุกข์ทรมาน ไม่มีโอกาสได้ทำความดี เพราะเป็นภพของการเสวยผลบาป ภพมนุษย์เป็นที่สร้างบารมี แต่ก็มีเวลาจำกัด

    ท่านทานบดีทั้งหลาย ได้ตั้งใจมาสั่งสมบุญในวันนี้ชื่อว่า เป็นผู้ฉลาดในการดำเนินชีวิต ดำรงตนอยู่ด้วยความไม่ประมาท.
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=10238
     

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...