ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผ่าเหตุ “เอเจนต์ AI” เจาะพอร์ทัล Medicare ออสเตรเลีย เข้าถึงไฟล์รัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต

    25 กันยายน 2569 #ออสเตรเลีย เปิดเผยเหตุการณ์ #ความมั่นคงไซเบอร์ ครั้งสำคัญ หลัง #เอเจนต์ปัญญาประดิษฐ์ (AI Agent) ที่เกี่ยวข้องกับ #OpenAI เข้าถึงระบบ #MedicareStatistics Reporting Service ของ Services #Australia โดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ซึ่งรัฐบาลออสเตรเลียกล่าวว่าอาจเป็นหนึ่งในกรณีแรกที่มีการบันทึกว่าเอเจนต์ AI เข้าถึงเว็บไซต์รัฐบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต
    .
    นายกรัฐมนตรีแอนโทนี #อัลบาเนซี กล่าวว่า เอเจนต์ดังกล่าวเข้าถึงทั้ง #ไฟล์สาธารณะ และ #ไฟล์ที่ไม่เปิดเผย ต่อสาธารณะบางส่วนในพอร์ทัลสถิติ Medicare ซึ่งเป็นข้อมูลสุขภาพในภาพรวม เช่น สถิติและการใช้จ่ายด้านการแพทย์ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่าข้อมูลส่วนบุคคลหรือเวชระเบียนของผู้ป่วยถูกเข้าถึง การสอบสวนยังดำเนินต่อไป
    .
    ประเด็นที่รัฐบาลออสเตรเลีย ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ #การแจ้งเหตุล่าช้า โดย OpenAI แจ้ง Services Australia เมื่อวันที่ 10 กันยายน หรือเกือบ 3 เดือนหลังเกิดเหตุ นายกรัฐมนตรีอัลบาเนซี กล่าวว่าได้พูดคุยกับแซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ OpenAI โดยตรง และแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์รวมถึงระยะเวลาที่บริษัทใช้ก่อนแจ้งรัฐบาล
    .
    รัฐบาลออสเตรเลี ยตั้ง #คณะทำงานสอบสวนและเริ่มการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยมี Australian Signals Directorate (ASD) สนับสนุน เพื่อค้นหาว่าเอเจนต์ AI เข้าถึงระบบอื่นหรือไม่ ขณะเดียวกันรัฐบาลกำลังตรวจสอบเว็บไซต์ของหน่วยงานอื่นที่อาจมีปฏิสัมพันธ์กับเอเจนต์ดังกล่าวด้วย
    .
    ด้าน OpenAI กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบหลักฐานว่ามีการเข้าถึงข้อมูลเวชระเบียนผู้ป่วย และข้อมูลที่ถูกเข้าถึงประกอบด้วยสถิติสุขภาพแบบรวมและชื่อไฟล์ภายในระบบ พร้อมกล่าวว่าบริษัทกำลังให้ข้อมูลทางเทคนิคแก่หน่วยงานออสเตรเลียเพื่อสนับสนุนการสอบสวนและแก้ไขช่องโหว่ที่เกี่ยวข้อง
    .
    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศกำลังเร่งวางมาตรการควบคุมเอเจนต์ AI ซึ่งสามารถทำงานหลายขั้นตอนได้ด้วยตัวเองและโต้ตอบกับระบบภายนอกได้มากกว่าแชตบอตทั่วไป ทำให้ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงความสามารถในการสร้างคำตอบ แต่รวมถึงการกำหนดสิทธิ์ การตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ และการควบคุมการเข้าถึงระบบสำคัญ
    .
    ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียกำลังผลักดันกรอบกำกับดูแล AI และเพิ่งร่วมกับหลายประเทศเรียกร้องให้มีมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัย ความโปร่งใส และการตรวจสอบ AI โดยเหตุการณ์เจาะระบบครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีอัลบาเนซีเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 81 (UNGA81) ที่นครนิวยอร์ก
    .
    กรณีนี้จึงยังต้องติดตามผลการสอบสวนว่าเอเจนต์ AI เข้าถึงข้อมูลหรือระบบใดเพิ่มเติมหรือไม่ และเหตุใดระบบรักษาความปลอดภัยของหน่วยงานรัฐจึงไม่ตรวจพบพฤติกรรมดังกล่าวตั้งแต่เกิดเหตุ โดยรัฐบาลออสเตรเลียย้ำว่าขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานว่าข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลของประชาชนถูกเปิดเผย ขณะที่การตรวจสอบยังไม่สิ้นสุด
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/1DXejkub9w/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    UN เร่งตั้งกติกา AI หวั่นอำนาจไหลสู่บริษัทเทค–“หุ่นยนต์สังหาร” จากนิยายสู่สนามรบจริง

    24 กันยายน 2569 อันโตนิโอ กูเตอร์เรส #เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) เรียกร้องให้ #ประชาคมโลก เร่งสร้างกรอบ #กำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) หลังเทคโนโลยีพัฒนาเร็วกว่าความสามารถของรัฐบาลและสถาบันระหว่างประเทศในการกำกับ พร้อมเตือนว่าอำนาจกำลังเคลื่อนจากรัฐบาลไปสู่บริษัทเอกชนและบุคคลเพียงไม่กี่ราย ขณะที่มนุษย์กำลังส่งต่ออำนาจการตัดสินใจให้เครื่องจักรมากขึ้น
    .
    กูเตอร์เรส กล่าวในการเปิดการอภิปรายทั่วไปของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 81 เมื่อ 22 กันยายน ที่นครนิวยอร์ก ว่า AI กำลังกลายเป็นหนึ่งใน “บททดสอบอำนาจ” สำคัญของโลก และจำเป็นต้องมีความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมถึงกลไกกำกับความเสี่ยงที่มีผลผูกพันมากขึ้น
    .
    “อันตรายไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่เทคโนโลยีที่ปราศจากความรับผิดชอบ”
    กูเตอร์เรสยังเตือนว่า AI Agent อาจทำงานนอกเหนือการควบคุมของมนุษย์ ขณะที่ระบบอาวุธอัตโนมัติที่สามารถเลือกและโจมตีเป้าหมายได้เองกำลังขยับจากแนวคิดในนิยายวิทยาศาสตร์เข้าสู่ความเป็นจริงทางทหาร พร้อมย้ำว่า
    .
    “การตัดสินใจเป็นตายต้องไม่ถูกส่งมอบให้เครื่องจักร และหุ่นยนต์สังหารต้องไม่มีที่ยืนในอนาคตของเรา”
    .
    ณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเปิดเวทีหารือความเสี่ยง AI โดยมีผู้บริหารบริษัท AI ชั้นนำเข้าร่วม ทั้ง แซม อัลต์แมน (Sam Altman) จาก OpenAI และดาริโอ อโมเดอี (Dario Amodei) จาก Anthropic ซึ่งเตือนถึงความเสี่ยงของระบบ AI ขั้นสูงที่อาจหลุดจากการควบคุมและเรียกร้องให้มีมาตรฐานกำกับระดับนานาชาติ
    .
    ขณะเดียวกัน ท่าทีของสหรัฐฯ แตกต่างจากแนวทางของกูเตอร์เรส โดยประธานาธิบดี #โดนัลด์ทรัมป์ ย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องรักษาความเป็นผู้นำด้าน AI และไม่ควรใช้กฎระหว่างประเทศมาชะลอการพัฒนา เพราะการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับจีนมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
    .
    กูเตอร์เรส เสนอให้มีกรอบบริหารความเสี่ยง AI ระดับพหุภาคี การกำกับดูแลโดยอิสระ และมาตรการสร้างความรับผิดชอบต่อผู้พัฒนา โดยเฉพาะ AI ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีทางไซเบอร์ อาวุธชีวภาพ และระบบอาวุธอัตโนมัติ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังขยับจากการถกเถียงทางเทคโนโลยีไปสู่เรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศโดยตรง
    .
    สถานการณ์ล่าสุดจึงสะท้อนว่า ความขัดแย้งเรื่อง AI ไม่ได้อยู่ที่ “จะพัฒนา AI หรือไม่” แต่กำลังเปลี่ยนเป็นคำถามว่า ใครควรเป็นผู้กำหนดกติกา AI ขั้นสูง และระดับใดที่มนุษย์ต้องสงวนสิทธิ์ในการตัดสินใจ โดยเฉพาะเมื่อ AI ถูกนำไปใช้กับระบบทหารและอาวุธที่อาจมีผลต่อชีวิตมนุษย์โดยตรง
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/19k88Use37/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    UN เปิดโต๊ะความมั่นคง AI ครั้งสำคัญ “Altman–Amodei” เตือนความเสี่ยงระบบอัจฉริยะก้าวไกลเกินการควบคุม

    24 กันยายน 2569 #คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) เปิดการหารือระดับสูงเรื่อง #ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เมื่อ 23 กันยายน ที่นครนิวยอร์ก โดยมี แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) OpenAI และ แดริโอ อะโมเดย์ (Dario Amodei) CEO ของ Anthropic ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงของ AI ที่มีความสามารถและความเป็นอิสระเพิ่มขึ้น โดยอะโมเดย์เข้าร่วมผ่านระบบวิดีโอ ขณะที่อัลต์แมนเข้าร่วมด้วยตนเอง
    .
    การประชุมจัดขึ้นโดย #ฝรั่งเศส ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงประจำเดือนกันยายน และถือเป็นการยกระดับประเด็น #AI จากเรื่องเทคโนโลยีและเศรษฐกิจเข้าสู่เวทีความมั่นคงระหว่างประเทศโดยตรง โดยประเด็นหารือครอบคลุมการใช้ AI ในการโจมตีทางไซเบอร์ การพัฒนาอาวุธชีวภาพ การใช้งานระบบอัตโนมัติ และความเสี่ยงที่มนุษย์อาจควบคุมระบบ AI ที่มีความสามารถสูงได้ยากขึ้น
    .
    อัลต์แมน กล่าวต่อที่ประชุมว่า AI มีทั้งศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพและการค้นคว้าวิจัย แต่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมีส่วนร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนา AI ผ่านกระบวนการระหว่างประเทศ ขณะที่อะโมเดย์กล่าวว่า หากบริหารจัดการไม่ดี AI อาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ และเสนอความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมถึงมาตรฐานการทดสอบระบบ AI และข้อจำกัดการใช้ AI เพื่อพัฒนาอาวุธชีวภาพ
    .
    การประชุมครั้งนี้ยังมีมิติการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดย DeepSeek และ Moonshot บริษัท AI ของจีนได้รับเชิญเข้าร่วม ขณะที่ เหลียง เหวินเฟิง (Liang Wenfeng) ผู้ก่อตั้ง DeepSeek ไม่ได้เดินทางเข้าร่วมด้วยตนเองตามข้อมูลก่อนการประชุม
    .
    #สหประชาชาติ เริ่มหารือเรื่อง AI กับคณะมนตรีความมั่นคงอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2023 แต่การประชุมครั้งล่าสุดสะท้อนว่าประเด็นได้ขยายจากผลกระทบทางเทคโนโลยีไปสู่ความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากระบบ AI ที่สามารถทำงานซับซ้อนและมีความเป็นอิสระมากขึ้น
    .
    การหารือครั้งนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความเห็นต่างเรื่องแนวทางกำกับดูแล AI โดยบางฝ่ายสนับสนุนมาตรฐานความปลอดภัยร่วมกันระหว่างประเทศ ขณะที่สหรัฐฯ มีจุดยืนคัดค้านความพยายามกำกับ AI ในระดับโลกบางรูปแบบ ดังนั้น การประชุมของคณะมนตรีความมั่นคงจึงยังเป็นเวทีหารือและแลกเปลี่ยนแนวทาง มากกว่าจะหมายถึงการมีมาตรการควบคุม AI ระดับโลกที่มีผลบังคับใช้แล้ว
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/1En75QKQTp/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “สี จิ้นผิง” สุนทรพจน์ส่งถึงสหรัฐ "จีนไม่ใช่คู่แข่ง ย้ำ “เป็นหุ้นส่วน ชี้จีน–อเมริกายิ่งใหญ่ไปด้วยกันได้

    24 กันยายน 2569 ประธานาธิบดี #สีจิ้นผิง ผู้นำจีน ส่งสารสำคัญถึง #สหรัฐทันทีหลังเดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ย้ำว่า #จีนและสหรัฐ ควรเป็น #หุ้นส่วน ไม่ใช่คู่แข่ง และ "การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของจีนกับการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่สามารถดำเนินไปพร้อมกันได้ สามารถเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน และสร้างประโยชน์ให้แก่โลก"
    .
    ถ้อยแถลงดังกล่าวปรากฏใน #สุนทรพจน์ฉบับลายลักษณ์อักษร ของสี จิ้นผิง ซึ่งเผยแพร่หลังเดินทางถึง #ฐานทัพอากาศแอนดรูว์ส (Joint Base Andrews) เมื่อช่วงบ่าย 23 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยสี จิ้นผิงกล่าวว่า ในนามประชาชนจีน ขอส่งคำทักทายอย่างจริงใจและความปรารถนาดีมายังประชาชนสหรัฐ
    .
    แกนหลักของสุนทรพจน์คือ การเสนอกรอบใหม่สำหรับ #การอยู่ร่วมกันของสองมหาอำนาจ โดยสี จิ้นผิงกล่าวว่า จีนและสหรัฐต่างเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ ประชาชนของทั้งสองประเทศต่างเป็นประชาชนที่ยิ่งใหญ่ และมีประวัติการติดต่อฉันมิตรกันมาอย่างยาวนาน ขณะที่ผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง
    .
    “จีนและสหรัฐควรเป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่คู่แข่ง การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชนชาติจีนและการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่ สามารถดำเนินไปควบคู่กัน เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน และสร้างประโยชน์ให้แก่โลก”
    .
    สี จิ้นผิง ยังกล่าวว่า ปี 2569 เป็นปีสำคัญต่อการพัฒนาของทั้งจีนและสหรัฐ พร้อมย้อนถึงการพบกับทรัมป์ระหว่างการเยือนจีนของประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสร้าง “ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐที่สร้างสรรค์และมีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อเป็นแนวทางสำหรับความสัมพันธ์ในอนาคต
    .
    จากกรอบดังกล่าว #ผู้นำจีน เสนอให้ทั้งสองฝ่าย “เดินเข้าหากัน” และผลักดันความสัมพันธ์ให้มี 4 องค์ประกอบสำคัญ คือ ความร่วมมือเป็นกระแสหลัก การแข่งขันอยู่ในระดับที่เหมาะสม ความแตกต่างสามารถควบคุมได้ และสันติภาพมีความคาดหวังได้ โดยระบุว่านี่เป็นแนวทางที่จะนำไปสู่รูปแบบการอยู่ร่วมกันที่เหมาะสมของจีนและสหรัฐในยุคใหม่
    .
    สี จิ้นผิงกล่าวด้วยว่า แม้โลกกำลังเปลี่ยนแปลงและยุคสมัยกำลังเปลี่ยนไป แต่มี 3 สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง ได้แก่ ตรรกะทางประวัติศาสตร์ของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างจีนกับสหรัฐ ความปรารถนาดีของประชาชนทั้งสองประเทศในการติดต่อและเป็นมิตรต่อกัน และความคาดหวังโดยรวมของประชาคมระหว่างประเทศที่ต้องการให้จีนกับสหรัฐรักษาความสัมพันธ์อย่างมีเสถียรภาพ
    .
    ผู้นำจีนระบุว่า เขาคาดหวังที่จะหารือเชิงลึกกับ #ทรัมป์ เกี่ยวกับประเด็นสำคัญทั้งด้านความสัมพันธ์ทวิภาคีและสถานการณ์โลก พร้อมเดินหน้าขยายเนื้อหาของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐที่สร้างสรรค์และมีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งเพิ่มพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือในด้านต่างๆ
    .
    นอกจากการพบกับ #ประธานาธิบดีสหรัฐ แล้ว สี จิ้นผิงยังกล่าวว่าคาดหวังจะพบปะผู้แทนจากหลากหลายภาคส่วนของสหรัฐ เพื่อสร้างและกระชับมิตรภาพระหว่างประชาชนของสองประเทศ โดยเชื่อว่าหากทั้งสองฝ่ายร่วมมือกัน การเยือนครั้งนี้จะสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพิ่มสวัสดิภาพให้ประชาชนจีนและสหรัฐ และเพิ่มความหวังต่อสันติภาพของโลก
    .
    สำหรับบรรยากาศการเดินทางถึงสหรัฐ สี จิ้นผิงและนางเผิง ลี่หยวน ภริยา เดินทางถึงฐานทัพอากาศแอนดรูว์ส โดยมีโดนัลด์ ทรัมป์ และเมลาเนีย ทรัมป์ ภริยา เดินทางมาต้อนรับด้วยตนเอง ก่อนเข้าสู่พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ สะท้อนความสำคัญของการเยือนครั้งนี้ในระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
    .
    การเยือนเกิดขึ้นในช่วงที่จีนและสหรัฐพยายามประคองความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้า หลังทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงขยายระยะเวลาการพักรบทางการค้าออกไปจนถึงวันที่ 10 มกราคม 2570 ขณะที่ประเด็นที่ยังต้องหารือมีทั้งการค้า เทคโนโลยี แร่หายาก ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ไต้หวัน และประเด็นระหว่างประเทศอื่นๆ โดย Reuters รายงานว่าการประชุมวันที่ 24 กันยายนมีเป้าหมายสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์และกรอบพักรบทางการค้า แม้หลายประเด็นยังมีความแตกต่างระหว่างสองฝ่าย
    .
    สารจากสุนทรพจน์ของสี จิ้นผิง ครั้งนี้ ไม่ได้เน้นเพียงเรื่องการค้า แต่เป็นการวางกรอบความสัมพันธ์จีน–สหรัฐในภาพกว้าง โดยเสนอให้สองประเทศบริหารการแข่งขันให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เปิดพื้นที่ให้ความร่วมมือ และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า พร้อมย้ำแนวคิดว่า จีนและสหรัฐสามารถเดินหน้าความเจริญของตนเองไปพร้อมกัน โดยไม่จำเป็นต้องมองอีกฝ่ายเป็นคู่แข่งในทุกด้าน ขณะที่ผลลัพธ์ของการพบกันระหว่างสี จิ้นผิงกับทรัมป์จะเป็นตัวกำหนดรายละเอียดของความสัมพันธ์ในระยะต่อไป
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/1JC3BjFV9U/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทุนเทคตะวันออกกลาง เร่งปักฐาน "ฮ่องกง–สิงคโปร์ " ใช้โมเดล “สองศูนย์กลาง” รับมือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

    24 กันยายน 2569 South China Morning Post รายงานว่า #บริษัทเทคโนโลยี และ #ธุรกิจดิจิทัล จาก #ตะวันออกกลาง กำลังเร่งขยายฐานมายัง #ฮ่องกงและสิงคโปร์ หลังสงครามและความตึงเครียดในภูมิภาค ทำให้ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับ #การกระจายความเสี่ยงมากขึ้น โดยหลายบริษัทไม่ได้ #ย้ายออกจากอ่าวอาหรับ ทั้งหมด แต่เลือกใช้รูปแบบ “#สองศูนย์กลาง” (Dual-hub) คือ #รักษาฐานเดิมในดูไบหรืออาบูดาบี พร้อมเพิ่มฐานในเอเชีย
    .
    พอล แบรตบี (Paul Bratby) ผู้ก่อตั้ง xBratAI แพลตฟอร์มสัญญาณซื้อขายที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งมีฐานอยู่ในดูไบ กล่าวว่า เดิมบริษัทวางแผนตั้งนิติบุคคลในฮ่องกงในอีกหลายปีข้างหน้า แต่เร่งดำเนินการให้เร็วขึ้นและจัดตั้งแล้วตั้งแต่ต้นปี 2569 ขณะที่บริษัทได้ขยายตลาดเอเชีย-แปซิฟิกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
    .
    SCMP กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนจากการพึ่งพาฐานธุรกิจเพียงแห่งเดียวไปสู่การกระจายสำนักงาน เงินทุน และเครือข่ายลูกค้าในหลายภูมิภาค โดยฮ่องกงมีบทบาทด้านตลาดทุนและการเชื่อมต่อกับจีน ขณะที่สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการเงินและธุรกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    .
    แอนดี เลียน (Anndy Lian) ที่ปรึกษาด้านบล็อกเชนและเทคโนโลยีในสิงคโปร์ กล่าวว่า แนวโน้มนี้ไม่ใช่การอพยพออกจากอ่าวอาหรับ แต่เป็นการกระจายความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โดยธุรกิจสามารถรักษาการดำเนินงานในตะวันออกกลาง พร้อมเพิ่มช่องทางเข้าถึงเงินทุน ตลาด และโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย
    .
    สำหรับ #ภาคการเงินและเทคโนโลยี แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการเติบโตของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูลในเอเชีย ซึ่งต้องใช้เงินทุน โครงข่ายไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ ขณะที่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) ของอ่าวอาหรับมีเงินทุนสำหรับการลงทุนระยะยาวในสินทรัพย์และโครงการโครงสร้างพื้นฐาน
    .
    SCMP ยังชี้ว่า ฮ่องกงกำลังพยายามขยายบทบาทเป็นจุดเชื่อมระหว่างจีนกับตลาดโลก โดยรัฐบาลฮ่องกงเดินหน้าดึงเงินทุน เทคโนโลยี และธุรกิจจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และเอเชียกลาง ขณะที่ในเดือนกันยายนมีการลงนามข้อตกลงและบันทึกความเข้าใจด้านธุรกิจมากกว่า 60 ฉบับภายในงาน Belt and Road Summit มูลค่ารวมมากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    .
    เป็นการปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อรับมือความไม่แน่นอน โดยฮ่องกงและสิงคโปร์ถูกใช้เป็นฐานเสริมด้านเงินทุน ตลาด และการดำเนินงาน ขณะที่บริษัทจากอ่าวอาหรับยังคงรักษาฐานธุรกิจเดิมไว้ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/18khdfXsDU/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ShinyHunters เขย่า FBI อ้างขโมยข้อมูล 2–3 TB เปิดรายชื่อเจ้าหน้าที่งานลับ จีน–รัสเซีย–อิหร่าน–แก๊งยา

    24 กันยายน 2569 #กลุ่มแฮกเกอร์ ShinyHunters อ้างเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ว่าสามารถ #เจาะระบบเว็บไซต์รับสมัครงาน ของ #สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) และ #ขโมยข้อมูลเจ้าหน้าที่ ทั้งปัจจุบัน อดีตเจ้าหน้าที่ รวมถึงผู้สมัครงานจำนวนมาก โดยอ้างว่ามีข้อมูลรวม 2–3 เทราไบต์ ขณะที่ #FBI ยืนยันเพียงว่า กำลังสอบสวนเหตุการณ์และยังไม่สามารถระบุได้ว่าจุดเริ่มต้นของการรั่วไหลมาจากระบบของ FBI หรือผู้ให้บริการภายนอก
    .
    Reuters รายงาน 24 กันยายนว่า ได้ตรวจสอบข้อมูลตัวอย่างประมาณ 5,000 รายการ ซึ่งมีชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ วันเกิด หมายเลขประกันสังคม และข้อมูลผู้ติดต่อฉุกเฉิน โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลของบุคคลมากกว่า 22 รายการกับฐานข้อมูลอื่นได้ แต่ Reuters ยังไม่สามารถยืนยันข้อมูลทั้งชุดหรือยืนยันทั้งหมดว่าถูกขโมยออกมาจากระบบ FBI โดยตรง
    .
    สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์ถูกจับตาเป็นพิเศษคือข้อมูลบางส่วนไม่ได้มีเพียงข้อมูลส่วนบุคคล แต่เชื่อมโยงถึง #ลักษณะงานของเจ้าหน้าที่ โดย Reuters พบรายการที่กล่าวถึงเจ้าหน้าที่ 14 คนซึ่ง #ทำงานเกี่ยวกับจีน รวมถึง #งานต่อต้านข่าวกรอง และ #การถ่ายโอนเทคโนโลยี ขณะที่อีก 9 คนถูกระบุว่าทำงานเกี่ยวข้องกับรัสเซีย และยังมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ฮิซบอลเลาะห์ แก๊งค้ายา ข่าวกรองมนุษย์ (HUMINT) และงานเฝ้าระวังทางอิเล็กทรอนิกส์
    .
    ข้อมูลบางรายการยังเชื่อมโยงกับหน่วยงานหรือภารกิจที่มีความละเอียดอ่อน เช่น งานเก็บข่าวกรองมนุษย์ การดักข้อมูลโทรคมนาคม และปฏิบัติการทางเทคนิคแบบลับ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงกังวลว่า หากข้อมูลดังกล่าวเป็นของจริงและถูกเผยแพร่ในวงกว้าง อาจทำให้ฝ่ายข่าวกรองต่างชาติสามารถระบุตัวบุคลากรที่ทำงานด้านละเอียดอ่อน รวมถึงเชื่อมโยงไปถึงครอบครัวและผู้ติดต่อของเจ้าหน้าที่ได้

    “ข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นเหมืองทองสำหรับหน่วยข่าวกรองต่างชาติ”
    .
    เอริก โอนีล อดีตเจ้าหน้าที่ต่อต้านข่าวกรองของ #FBI กล่าวกับ Reuters พร้อมเตือนว่าประเทศที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการต่อต้านข่าวกรองของสหรัฐฯ อาจให้ความสนใจเป็นพิเศษ
    .
    ด้าน FBI ระบุว่า“FBI รับทราบถึงกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ที่อ้างว่ามีการเจาะเว็บไซต์ FBIJobs.gov และอาจส่งผลกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ FBI”
    .
    จุดที่ข้อมูลถูกเจาะยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และกำลังทำงานร่วมกับผู้ให้บริการภายนอกเพื่อจำกัดความเสี่ยง

    ข้อมูลที่ #ShinyHunters อ้าง เระบุว่ามีข้อมูลมากถึง 2–3 เทราไบต์ โดยเว็บไซต์รับสมัครงาน FBIJobs.gov ยังได้รับผลกระทบและไม่สามารถให้บริการตามปกติในช่วงการสอบสวน
    .
    แรงจูงใจของ ShinyHunters แตกต่างจากการเรียกค่าไถ่ทั่วไป กลุ่มดังกล่าวอ้างว่าต้องการให้ FBI ถอนหรือแก้ไขคำเตือนที่ออกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งกล่าวหาว่ากลุ่มมีพฤติกรรมข่มขู่ เหยื่อ และบางครั้งอาจกล่าวอ้างเกินจริงเพื่อกดดันให้จ่ายเงิน โดย ShinyHunters ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวและบอกว่าการโจมตี FBI ไม่ได้มีแรงจูงใจทางการเงิน
    .
    ในด้านความมั่นคง จุดเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่เพียงจำนวนข้อมูลที่อาจถูกขโมย แต่คือ การเชื่อมโยง “ตัวบุคคล–สถานที่ทำงาน–ภารกิจ–ข้อมูลติดต่อ–ครอบครัว” หากข้อมูลส่วนนี้ถูกเปิดเผยจริง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการคุกคาม การหลอกลวง การเจาะจงเป้าหมาย และการรวบรวมข่าวกรองของฝ่ายตรงข้าม ขณะที่ FBI ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าข้อมูลส่วนใดเป็นของจริงและข้อมูลถูกนำออกจากระบบใดกันแน่
    .
    .
    #Thaitribune

    https://m.facebook.com/story.php?st...cFrsaRRp4l&id=100064021594484&mibextid=ZbWKwL
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฮูตี รุกประชิด “บับเอลมันเดบ” ซาอุฯ เจอทางเลือกจำกัด กระทบน้ำมัน–เส้นทางการค้าโลก

    24 กันยายน 2569 สถานการณ์ใน #เยเมน กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อ #เส้นทางพลังงาน ของ #ซาอุดีอาระเบีย หลัง #กลุ่มฮูตี รุกตาม #แนวชายฝั่งทะเลแดง ยึด #เมืองโมคา (Mokha) และขยายอิทธิพลไปยัง #หมู่เกาะฮานิช (Hanish Islands) ก่อนเข้าควบคุม #เกาะมัยยูน (Mayun) หรือเกาะเปริม (Perim) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) จุดเชื่อมทะเลแดงกับ #อ่าวเอเดน โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รายงานเมื่อ 10–11 กันยายนว่า การรุกดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเดินเรือระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
    .
    ล่าสุด แม้่เรือพาณิชย์ยังสามารถเดินทางผ่านพื้นที่ดังกล่าวได้ แต่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทำให้ #บริษัทเดินเรือและผู้ส่งออก ต้องปรับเส้นทาง
    .
    AP รายงานว่า การเดินเรือในทะเลแดงลดลงอย่างมากจากความเสี่ยงที่สะสมมาตั้งแต่การโจมตีของฮูตี และล่าสุดเรือบรรทุกน้ำมันซาอุดีอาระเบียจำนวนหนึ่งหันไปใช้เส้นทางผ่านคลองสุเอซ (Suez Canal) และอ้อมแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) แทน
    .
    ผลกระทบสำคัญอยู่ที่น้ำมันจาก #ท่าเรือยันบู (Yanbu) ซึ่งเป็นทางออกฝั่งทะเลแดงของซาอุดีอาระเบีย เดิมสามารถส่งน้ำมันไปยังเอเชียผ่านบับเอลมันเดบโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) แต่เมื่อความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เส้นทางดังกล่าวจึงไม่สามารถทำหน้าที่เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยได้เต็มที่อีกต่อไป
    .
    AP อ้างข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลพลังงาน Kpler ว่า เส้นทางจากยันบูไปเกาหลีใต้ซึ่งปกติใช้เวลาประมาณ 24 วัน อาจเพิ่มเป็นราว 54 วันหากต้องอ้อมเส้นทางคลองสุเอซ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ช่องแคบยิบรอลตาร์ และแหลมกู๊ดโฮป ขณะที่ค่าระวางเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ในช่วงวิกฤตพลังงานบางกรณีสูงกว่า 100,000 ดอลลาร์ต่อวัน
    .
    ขณะเดียวกัน #ท่อส่งน้ำมันแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Pipeline) ซึ่งเชื่อมแหล่งน้ำมันฝั่งอ่าวอาหรับกับยันบู กลับมาเดินเครื่องอีกครั้งเมื่อ 22 กันยายน หลังถูกโจมตีด้วยโดรนจนต้องหยุดชั่วคราว โดยรอยเตอร์รายงานว่า ท่อดังกล่าวสามารถลำเลียงน้ำมันไปยังฝั่งทะเลแดงได้ประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 4% ของปริมาณอุปทานน้ำมันโลก แต่การกลับมาเดินเครื่องยังอยู่ในระดับต่ำ และอาจต้องใช้เวลาประมาณ 6–8 สัปดาห์กว่าจะกลับสู่กำลังการผลิตเต็มที่
    .
    การเดินเรือยังสะท้อนความผันผวนของเส้นทางดังกล่าว โดยรอยเตอร์รายงานเมื่อ 21 กันยายนว่า ช่วงสุดสัปดาห์มีเรือผ่านบับเอลมันเดบ 51 ลำ ลดจาก 57 ลำในสุดสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ไม่มีการพบการโหลดน้ำมันจากยันบูตั้งแต่ 16 กันยายนในข้อมูลการติดตามเรือชุดดังกล่าว
    .
    ซาอุดีอาระเบีย #ต้องกระจายการส่งออกไปยังหลายเส้นทาง ทั้งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การถ่ายน้ำมันระหว่างเรือบริเวณโซฮาร์ของโอมาน และเส้นทางผ่านอียิปต์ โดยรอยเตอร์รายงานว่า อารามโก (Saudi Aramco) เตรียมส่งน้ำมันจากท่าเรือราสทันูรา (Ras Tanura) ผ่านการถ่ายน้ำมันกลางทะเลเพื่อชดเชยปริมาณที่หายไปจากยันบู ขณะที่การขนส่งผ่านฮอร์มุซยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ
    .
    อีกด้านหนึ่ง #จีน เข้ามามีบทบาททางการทูตมากขึ้น หลัง Reuters รายงานว่า ซาอุดีอาระเบีย ขอให้จีน #ช่วยใช้อิทธิพลต่ออิหร่าน และจีนได้หารือเป็นการภายในกับรัฐบาลอิหร่านให้ช่วยควบคุมกลุ่มฮูตี เนื่องจากความไม่แน่นอนบริเวณบับเอลมันเดบและฮอร์มุซกระทบต่อเส้นทางพลังงานที่จีนพึ่งพา
    .
    ล่าสุด ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ #ปูติน ของ #รัสเซีย และ #มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย หารือทางโทรศัพท์และกล่าวถึงความจำเป็นในการรักษาการเดินเรือที่ปลอดภัยผ่านทั้งบับเอลมันเดบและฮอร์มุซ พร้อมเรียกร้องให้ยุติการสู้รบในเยเมนและเดินหน้าทางการเมืองและการทูต
    .
    ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ราคาน้ำมัน เพราะวิกฤตเส้นทางเดินเรือยังเพิ่มระยะเวลาเดินทาง ค่าเช่าเรือ ค่าประกันภัย และต้นทุนเชื้อเพลิง ขณะที่ความขัดแย้งในเยเมนกำลังสร้างวิกฤตมนุษยธรรมเพิ่มเติม โดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) รายงานว่า ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนมีผู้พลัดถิ่นใหม่ในเยเมนประมาณ 128,000 คน เพิ่มจากผู้พลัดถิ่นภายในประเทศเดิมราว 5.2 ล้านคน
    .
    สถานการณ์ ซาอุดีอาระเบียถูกตัดขาดจากตลาดโลก แต่กำลังเผชิญโจทย์ด้านโลจิสติกส์ที่ซับซ้อนขึ้น เพราะทั้งฮอร์มุซและบับเอลมันเดบเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบพลังงาน ขณะที่ซาอุดีอาระเบียยังมีทางเลือกอื่นทั้งการใช้ท่อส่งน้ำมัน เส้นทางผ่านฮอร์มุซ การถ่ายน้ำมันกลางทะเล และการอ้อมแอฟริกา เพียงแต่แต่ละทางมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัย ระยะเวลา และต้นทุนแตกต่างกัน
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/1CDUskux3m/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เยเมนเดือด 'ผู้พลัดถิ่นพุ่งกว่า 1.3 แสนคน' "ฮูตี รุกชายฝั่งแดง กระทบเส้นทางเดินเรือโลก

    24 กันยายน 2569 สถานการณ์ใน #เยเมน ทวีความรุนแรง หลัง #การสู้รบตามแนวชายฝั่งทะเลแด งขยายตัว ทำให้ประชาชนมากกว่า 130,000 คนต้องออกจากบ้านตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน และ #สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (#UNHCR) กล่าวว่าอาจมีผู้พลัดถิ่นเพิ่มอีกประมาณ 100,000 คนในช่วง 3 เดือนข้างหน้า หากการสู้รบยังยกระดับต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีชาวเยเมนมากกว่า 3,000 คนเดินทางข้ามทะเลแดงไปยังจิบูตี และมีความเป็นไปได้ว่าจำนวนอาจเพิ่มขึ้นถึง 10,000 คนในระยะต่อไป
    .
    การรุกของ #กลุ่มฮูตี (#Houthi) ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนจากความขัดแย้งภายในเยเมนไปสู่ #ปัญหาความมั่นคงทางทะเล ในระดับภูมิภาค โดยกลุ่มฮูตีเข้าควบคุม #เมืองท่าโมคา (Mocha) และขยายพื้นที่ไปยังหมู่เกาะในทะเลแดง ใกล้ช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญเชื่อมทะเลแดงกับอ่าวเอเดนและเส้นทางการค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป
    .
    ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่เยเมน เพราะ UNHCR กล่าวว่า หากความไม่ปลอดภัยทำให้ #การเดินเรือ ผ่าน #บับเอลมันเดบหยุดชะงัก เรือขนส่งความช่วยเหลืออาจต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มอีก 25–30 วัน และเพิ่มต้นทุนการขนส่งรวมถึงทำให้การส่งมอบสิ่งของช่วยเหลือล่าช้า
    .
    ด้าน #จิบูตี ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามบับเอลมันเดบ กำลังเตรียมรับผู้ลี้ภัยเพิ่มเติม หลังเกือบ 3,000 คนเดินทางมาถึงภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ โดย UNHCR กล่าวว่า ศูนย์ผู้ลี้ภัยมาร์กาซี (Markazi) มีพื้นที่รองรับเพิ่มประมาณ 5,000 คน ขณะที่หน่วยงานกำลังเตรียมพร้อมสำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศมากกว่า 10,000 คน
    .
    วิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นบนฐานปัญหามนุษยธรรมเดิมที่รุนแรงอยู่แล้ว โดย UNHCR ประเมินว่าในปี 2569 ชาวเยเมนประมาณ 22.3 ล้านคน หรือมากกว่าครึ่งประเทศ ต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และมีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศประมาณ 5.2 ล้านคน ขณะที่แผนงานช่วยเหลือยังขาดแคลนเงินทุนอย่างหนัก
    .
    ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดเริ่มส่งผลต่อการเมืองและพลังงานระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 22 กันยายน ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย หารือทางโทรศัพท์และกล่าวถึงความจำเป็นในการเปิดทางเดินเรือที่ปลอดภัยผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบและช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) พร้อมเรียกร้องให้ยุติการสู้รบในเยเมนและเดินหน้าทางการเมืองและการทูต
    .
    Reuters รายงานว่า การที่เส้นทางเดินเรือสำคัญทั้งบับเอลมันเดบและฮอร์มุซเผชิญความเสี่ยง ทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องปรับเส้นทางการส่งออกน้ำมันบางส่วนผ่านคลองสุเอซ (Suez Canal) ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัยทางทะเลยังเป็นปัจจัยกดดันต่อการค้า พลังงาน และต้นทุนการขนส่งระหว่างประเทศ
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/14sBjtkFyam/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนยึดชิ้นส่วนลับของ F-35 หลังสินค้าปริศนาถูกส่งไปโผล่ที่ฮ่องกงโดยไม่ทราบสาเหตุ
    ทางการจีนได้ยึดชิ้นส่วนจากเครื่องบินขับไล่ F-35A ของสหรัฐฯ ซึ่งไปปรากฏอยู่ในฮ่องกงช่วงฤดูร้อนปี 2026 ทั้งที่เดิมกำลังถูกจัดส่งจากออสเตรเลียไปยังสหรัฐอเมริกา
    สินค้าในเที่ยวขนส่งดังกล่าวประกอบด้วย หลังคาห้องนักบิน และประตูห้องเก็บอาวุธ
    ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของ Lockheed Martin โดยทั้งสองชิ้นมีสารเคลือบที่ช่วยดูดซับคลื่นเรดาร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่ช่วยลดการตรวจจับเครื่องบินด้วยเรดาร์
    UPS เป็นผู้ดำเนินการขนส่งในฐานะตัวกลางของ Lockheed Martin โดยเส้นทางขนส่งข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกและแวะที่เกาหลีใต้ แต่หลังจากนั้น ด้วยเหตุผลที่ยังไม่มีคำอธิบาย สินค้ากลับถูกเปลี่ยนเส้นทางและส่งต่อไปยังฮ่องกง
    จากนั้น ศุลกากรจีนหรือหน่วยงานของรัฐบาลจีนได้ยึดชิ้นส่วนเหล่านั้นไว้ และจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ส่งคืน
    สหรัฐฯ และออสเตรเลียแสดงความกังวลอย่างจริงจังว่า ปักกิ่งอาจนำชิ้นส่วนดังกล่าวไปศึกษาหรือทำวิศวกรรมย้อนกลับ เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีลับที่ใช้กับเครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35
    9/24/26
    Source: Bloomberg


    https://www.facebook.com/share/p/1JRWL7gLHf/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน ! PIMCO กองทุนยักษ์ใหญ่เจ็บหนัก
    หลังอาจขาดทุนจาก “ตราสารหนี้อสังหาสหรัฐ” มากถึง -70%
    เพราะตึกสำนักงานที่มูลค่า “471 ล้านดอลลาร์” กลับถูกขายเหลือเพียง “70 ล้านดอลลาร์”
    FB_IMG_1790345054356.jpg
    ด่วน ! PIMCO กองทุนยักษ์ใหญ่ระดับโลก เจ็บหนักจากวิกฤตอสังหาฯ สหรัฐ

    PIMCO กำลังเผชิญความเสียหายราว -70% ในตราสารหนี้ CMBS ที่ผูกกับอาคารสำนักงาน Centre Square ใจกลาง Philadelphia ตามรายงาน Bloomberg

    อาคารสำนักงาน 2 ตึกแห่งนี้เคยถูกประเมินมูลค่าสูงถึง 471 ล้านดอลลาร์ในปี 2019

    แต่ล่าสุดศาลอนุมัติการขายในราคาเพียง 70 ล้านดอลลาร์ หรือมูลค่าหายไปกว่า 85% จากราคาประเมินเดิม

    PIMCO เป็นผู้ถือรายใหญ่ที่สุดของ CMBS มูลค่ารวมประมาณ 368 ล้านดอลลาร์ ที่มีอาคารดังกล่าวเป็นหลักประกัน และ Bloomberg ระบุว่าแม้แต่ตราสารบางส่วนที่อยู่ในชั้นความเสี่ยงต่ำกว่าก็กำลังเผชิญความเสียหาย

    ⚠️ ประเด็นที่น่าจับตาคือ นี่อาจไม่ใช่ปัญหาเฉพาะ PIMCO แต่สะท้อนแรงกดดันที่ยังคงอยู่ในตลาด Commercial Real Estate ของสหรัฐ โดยเฉพาะอาคารสำนักงานเก่าที่เจอทั้ง Demand อ่อนแอ มูลค่าทรัพย์สินลดลง และภาระ Refinancing

    จากตึก $471 ล้าน → เหลือ $70 ล้าน
    นี่คือภาพที่ชัดมากว่า “วิกฤต Office” ของสหรัฐ ยังไม่จบง่าย ๆ

    #PIMCO #CommercialRealEstate #CMBS #อสังหาริมทรัพย์ #TraderKP

    https://www.facebook.com/share/1Fntg9B57i/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    [BREAKING]

    ทรัมป์โพสต์ประกาศว่า

    “สี จิ้นผิง” เห็นด้วยกับเขาแล้ว
    ที่จะใช้คำเรียก AI ใหม่ว่า
    “Super Intelligence”

    FB_IMG_1790345126728.jpg

    ประธานาธิบดี Donald Trump ระบุหลังการพบกับประธานาธิบดี Xi Jinping ว่า ผู้นำจีนดูจะเห็นด้วยกับแนวคิดของเขาที่ต้องการเรียก Artificial Intelligence (AI) ว่า “Super Intelligence (SI)” โดยทรัมป์มองว่าคำว่า “Artificial” ทำให้เทคโนโลยีนี้ฟังดูเหมือนเป็นของปลอมหรือไม่ใช่ของจริง

    ก่อนหน้านี้ทรัมป์ประกาศบนเวที UN ว่า เอกสารของรัฐบาลสหรัฐฯ จะหันมาใช้คำว่า Super Intelligence แทน AI และกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็เริ่มมีคำสั่งภายในให้เจ้าหน้าที่บางส่วนใช้คำว่า SI แล้ว

    อย่างไรก็ตาม ควรแยกให้ชัดว่า นี่เป็นคำกล่าวของทรัมป์ว่า Xi เห็นด้วย ไม่ได้หมายความว่าจีนได้ประกาศเปลี่ยนชื่อ AI อย่างเป็นทางการ ขณะที่ Xi กล่าวต่อสาธารณะว่า สหรัฐฯ และจีนควรร่วมมือกันพัฒนา AI และต้องทำให้เทคโนโลยีนี้ “อยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์”

    เรียกได้ว่าโลก AI อาจกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ที่แม้แต่ชื่อ “AI” ก็อาจถูกท้าทายให้เปลี่ยนเป็น “SI – Super Intelligence”

    https://www.facebook.com/share/p/1DV75kK3qm/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จาก Energy Transition สู่ Energy System Transformation เมื่อ “พลังงานสะอาด” อย่างเดียวอาจไม่พอสำหรับโลกยุคใหม่

    โจทย์พลังงานของโลกกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่คำถามสำคัญคือ “เราจะเปลี่ยนจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดได้เร็วแค่ไหน” วันนี้คำถามใหญ่ขึ้นเป็น “เราจะออกแบบระบบพลังงานใหม่อย่างไร ให้สะอาด มั่นคง ยืดหยุ่น และแข่งขันได้พร้อมกัน”

    นี่คือแก่นสำคัญที่ ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สื่อสารบนเวที Gastech 2026 โดยมองว่าโลกกำลังขยับจาก Energy Transition ไปสู่ Energy System Transformation

    เพราะบทเรียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวไม่ได้แก้ทุกโจทย์ วิกฤติภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาพลังงานทำให้ Energy Security และต้นทุนพลังงาน กลับมาเป็นวาระสำคัญ ขณะเดียวกัน ความต้องการไฟฟ้าจากอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะ AI และ Data Center ก็กำลังเพิ่มภาระให้ระบบพลังงานมากขึ้น

    สิ่งที่ ปตท. พยายามทำจึงไม่ใช่เพียง “เปลี่ยนชนิดเชื้อเพลิง” แต่คือการสร้าง Ecosystem ใหม่ทั้งระบบ

    หนึ่งในภาพที่ชัดที่สุดคือ I-SPARK (Industrial Spark) ในจังหวัดระยอง ซึ่งถูกวางเป็น Sandbox สำหรับเชื่อมพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ และโครงการลดก๊าซเรือนกระจกเข้าด้วยกัน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถใช้ Infrastructure ร่วมกัน พร้อมต่อยอด IoT, Data Science และ AI ไปสู่ Smart Energy Management

    ขณะเดียวกัน CCS ก็เป็นอีกชิ้นส่วนสำคัญ โดยโครงการที่แหล่งก๊าซอาทิตย์ถูกออกแบบให้ดักจับและอัดกลับ CO₂ ได้สูงสุดประมาณ 1 ล้านตันต่อปี และมีแผนเริ่มดำเนินงานในปี 2571

    ท้ายที่สุด แนวคิดของ ดร.บุรณิน สะท้อนว่า Energy Transition ไม่ควรจบแค่การมีพลังงานสีเขียวมากขึ้น แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ประเทศยังมีไฟใช้ในวันที่โลกผันผวน มีต้นทุนที่อุตสาหกรรมแข่งขันได้ และลดคาร์บอนได้จริงในเวลาเดียวกัน

    นี่คือความหมายของการเปลี่ยนผ่าน จาก “เปลี่ยนแหล่งพลังงาน” สู่ “เปลี่ยนทั้งระบบพลังงาน” — และอาจเป็นโจทย์ใหญ่กว่าการเลือกว่าจะใช้พลังงานชนิดใดเสียอีก

    https://www.facebook.com/share/p/1M752D17Ca/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มีรายงานว่า
    สหรัฐได้ถอนเรือรบออกห่างจากอิหร่านหมดแล้ว หลังอิหร่านนำขีปนาวุธต่อต้านเรือ Qasem Basir มาใช้ในการสู้รบจริงเป็นครั้งแรก

    สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังถูกจับตาอีกครั้ง หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ ปรับตำแหน่งกำลังทางเรือออกจากพื้นที่ใกล้อิหร่าน ภายหลังอิหร่านนำขีปนาวุธต่อต้านเรือ Qasem Basir มาใช้ในการสู้รบจริงเป็นครั้งแรก

    เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นช่วงต้นเดือนกันยายน เมื่ออิหร่านยิงขีปนาวุธเข้าใส่เรือรบสหรัฐฯ โดย CENTCOM ยืนยันว่าเมื่อวันที่ 5 กันยายน เรือบรรทุกเครื่องบินและเรือพิฆาตของสหรัฐฯ ถูกยิงโจมตี แต่สามารถหลบหลีกได้ และไม่มีทหารอเมริกันได้รับบาดเจ็บ

    ฝั่งอิหร่านระบุว่าอาวุธที่ใช้คือ Qasem Basir ขีปนาวุธที่มีพิสัยราว 1,200 กิโลเมตร และถูกออกแบบมาเพื่อโจมตีเป้าหมายทางทะเลที่เคลื่อนที่ได้ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดความสามารถและผลของการโจมตียังมีข้อมูลที่ขัดแย้งกันระหว่างสองฝ่าย

    https://www.facebook.com/share/p/1CvFXgXn97/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ประธานรัฐสภาอิหร่าน
    โพสต์เยาะเย้ย “ทรัมป์”

    หลังสงครามที่สหรัฐก่อ
    ทำ “ตลาดพันธบัตร” ตัวเองพัง
    Bond Yield พุ่งทะลุ 5.1%

    https://www.facebook.com/share/p/1G6EEeLobc/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Bill Ackman มองแย้งกับ Fed

    ชี้ว่าการขึ้นดอกเบี้ยในยุค AI
    อาจทำให้ทุกอย่างแย่ลง
    เพราะดอกเบี้ยสูงจะยิ่ง
    ดันเงินเฟ้อขึ้น มากกว่ากดเงินเฟ้อ

    https://www.facebook.com/share/p/1PiUNGFbNS/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    บอยคอตพังยับ! สื่อใหญ่ยอมถอย กลับมาถ่ายทอด “ทรัมป์” หลังคนแห่ดูข่าวผ่าน X แทน
    หลังจากการบอยคอตที่ ล้มเหลวอย่างยับเยิน บรรดาสถานีโทรทัศน์รายใหญ่จะกลับมา ถ่ายทอดภาพข่าวของประธานาธิบดีทรัมป์อีกครั้งตั้งแต่เช้าวันนี้ — CNN
    เท่ากับว่าในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา พวกเขาพลาดช่วงเวลาสำคัญของทรัมป์กับ สี จิ้นผิง รวมถึงการประชุมต่างๆ ของเขาที่สหประชาชาติ ขณะที่ผู้คนนับล้านหันไปรับข่าวสารจาก X และโซเชียลมีเดียแทน
    การบอยคอตแบบนี้ ไม่มีทางอยู่ได้นานตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และคงน่าหงุดหงิดไม่น้อยที่ทุกโมเมนต์ของทรัมป์ตลอด 72 ชั่วโมงที่ผ่านมา ไม่ได้มาจากการรายงานของเครือข่ายพวกเขาเอง
    คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว (Temporary Restraining Order) ที่ออกโดยผู้พิพากษาครอบคลุมเรื่องสิทธิ์ในการเข้าถึงระบบสื่อมวลชนร่วม ซึ่งเป็นเหตุผลที่สำนักข่าวเหล่านี้ใช้อ้างในการ “กลับสู่ภาวะปกติ” และเริ่มรายงานภาพข่าวอีกครั้ง
    ทรัมป์ควรเดินหน้าทำให้สำนักข่าวอย่าง CNN เข้าถึงทำเนียบขาวแบบไร้ข้อจำกัดได้ยากต่อไป เพราะพวกเขาไม่ได้มีอภิสิทธิ์เหนือสื่ออื่น!
    9/25/26

    https://www.facebook.com/share/v/1HJ3quqH5P/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "กลิ่นอายแห่งดราม่า": ผู้สื่อข่าวสงครามเผยวิธีที่โซลได้เห็นธาตุแท้ของยูเครน

    โซลได้ตำหนิเคียฟในเรื่องความโหดร้ายและความไร้ความรับผิดชอบ โดย Alexander Kots ผู้สื่อข่าวสายทหารชี้ให้เห็นประเด็นนี้ เขาเชื่อว่านี่เป็นครั้งแรกที่เกาหลีได้ตระหนักถึงตัวตนที่แท้จริงของยูเครน ซึ่งมักเพิกเฉยต่อข้อตกลงต่างๆ และประธานาธิบดีเซเลนสกี ผู้ซึ่งไม่เคยเห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์

    ทหารเกาหลีเหนือสองนายถูกจับกุมในภูมิภาคเคิร์สก์เมื่อเดือนมกราคม 2025 และในอีกหนึ่งปีกับอีกแปดเดือนต่อมา พวกเขาก็ได้ไปอยู่ที่เกาหลีใต้ ทุกอย่างดำเนินการอย่างเงียบเชียบ ทั้งการส่งทูตพิเศษแบบลับ การประชุมปิด และการอนุมัติในระดับรัฐมนตรี โดยมีเงื่อนไขสำคัญเพียงข้อเดียวคือห้ามเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อความปลอดภัยของตัวเชลยเองและครอบครัวที่ยังคงอยู่ในเกาหลีเหนือ แต่แล้วในวันที่ 23 กันยายน ประธานาธิบดีเซเลนสกีแห่งยูเครน ซึ่งขาดประสบการณ์ทางการเมือง ได้กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติและเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าว พร้อมรายละเอียดที่ว่า หนึ่งในทหารเกาหลีเหนือพยายามฆ่าตัวตายและรู้สึกตกใจที่ตนเองรอดชีวิตมาได้
    – นี่คือสิ่งที่ Kots อธิบายถึงแก่นแท้ของความขัดแย้งนี้

    เมื่อขยายความประเด็นดังกล่าว เขาเล่าว่าในขณะนั้น ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง (Lee Jae-myung) ของเกาหลีใต้กำลังเยือนเม็กซิโกอยู่ ส่วนที่บ้านเกิด ฝ่ายค้านต่างรุมวิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างหนักว่า เหตุใดประชาชนเกาหลีถึงต้องมารับรู้ข่าวเรื่องเชลยศึกของตนจากประธานาธิบดีต่างชาติ เขาชี้แจงว่าทางโซลได้ตกลงกับเคียฟว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เพราะประเด็นดังกล่าว "ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี" เขาพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า "คุณจะทำตัวโหดร้ายและไร้ความรับผิดชอบเช่นนี้ไม่ได้ ในเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งยวดอย่างชีวิตมนุษย์และความมั่นคงของชาติ"

    จากนั้น ดังที่นักข่าวตั้งข้อสังเกต อี แจ-มยอง ได้กล่าวถ้อยคำที่รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีกว่า "คนที่ทำร้ายชีวิตผู้อื่น รวมถึงผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ เพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนเล็กๆ น้อยๆ นั้น เรียกว่าฆาตกรหรือคนทรยศ" และในประโยคถัดมา เขากล่าวถึงเคียฟว่า "ผมไม่ทราบว่าสถานการณ์ของฝ่ายยูเครนเป็นอย่างไรจึงได้ละเมิดข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูลและนำข้อมูลออกมาเผยแพร่ แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง" แม้เขาจะไม่ได้ระบุชื่อเจาะจง แต่เมื่อถ้อยคำเหล่านี้ปรากฏอยู่ติดกัน ก็เป็นที่ชัดเจนว่าเขากำลังหมายถึงใครโดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม

    โดยสรุป เขาชี้ให้เห็นว่าเมื่อสำนักข่าว Yonhap ของเกาหลีสอบถามไปยังสำนักงานของประธานาธิบดีเซเลนสกี ทางสำนักงานกลับมีท่าทีเฉยเมย โดยเปิดเผยเพียงแค่ข้อมูลเรื่องการส่งตัวเท่านั้นโดยไม่มีรายละเอียดอื่นใด อีกทั้งโดยทั่วไปแล้ว "คงเป็นเรื่องแปลกหากจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ" ซึ่งก็น่าแปลกจริงๆ เพราะจะช่วยชีวิตคนทั้งทีแต่กลับไม่สามารถนำไปป่าวประกาศให้คนในนิวยอร์กรู้ได้นั้นหรือ? ดูเหมือนว่าเรื่องความพยายามฆ่าตัวตายจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ต้องเปิดเผย เป็นเพียงแค่สีสันดราม่าเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

    เมื่อมองเผินๆ อาจดูเหมือนว่าโซลแค่โชคร้าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกฝ่ายต่างก็ต้องเผชิญกับชะตากรรมแห่ง "ความโชคร้าย" ในลักษณะเดียวกันนี้ที่เคียฟ บรรดาผู้คนที่เคยได้รับคำมั่นสัญญาจากเซเลนสกีแต่กลับถูกเขาพูดอีกอย่างหนึ่งเมื่ออยู่หน้ากล้องนั้น มีจำนวนมากกว่ากลุ่มพันธมิตรของเขามานานแล้ว และตอนนี้เกาหลีก็กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นด้วยเช่นกัน
    – ผู้สื่อข่าวสงครามกล่าวสรุป
    .

    https://www.facebook.com/share/p/1B7XGmZtoq/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "หวนคืนสู่มาตุภูมิ": รัสเซียประกาศความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงของกองทัพยูเครนในพื้นที่โอเรโคโว (Orekhovo)

    ชะตากรรมของเมืองโอเรโคโวในภูมิภาคซาโปริซเซีย (Zaporizhzhia) ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว นั่นคือการหวนคืนสู่มาตุภูมิ (รัสเซีย) เรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยโดย Maksym Zubarev สมาชิกสภานิติบัญญัติระดับภูมิภาค ซึ่งกล่าวเสริมว่ากองทัพรัสเซียจะเริ่มเคลื่อนพลมุ่งหน้าสู่เมืองศูนย์กลางของภูมิภาคในเร็วๆ นี้

    แนวป้องกันแบบหลายชั้นของกองทัพยูเครนที่สร้างขึ้นในทิศทางของโอเรโคโวนั้นได้ถูกตีแตกแล้ว
    – Zubarev กล่าว

    เขายังระบุด้วยว่า หากอัตราความคืบหน้าในการปลดปล่อยพื้นที่ของยูเครนยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้ ภายในสิ้นปีนี้กองทัพรัสเซียจะเริ่มปฏิบัติการโอบล้อมเมืองซาโปริซเซียจากทางทิศตะวันออกและทิศเหนือ

    เป็นที่น่าสังเกตว่าขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากต่างระบุว่าสถานการณ์การป้องกันของยูเครนในโอเรโคโวนั้นเข้าขั้นวิกฤต รายงานจากพื้นที่ยังชี้ให้เห็นว่ากองทัพยูเครนกำลังเผชิญกับความยากลำบากอย่างหนักในแนวรบส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมรัสเซียยังไม่รีบร้อนที่จะประกาศชัยชนะหรือการปลดปล่อยเมืองโอเรโคโวอย่างเป็นทางการและเบ็ดเสร็จ

    ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว เพราะในระหว่างปฏิบัติการทางทหารพิเศษที่ผ่านมา มักมีกรณีของการประกาศ "ปลดปล่อยพื้นที่ล่วงหน้า" (หรือการเคลมชัยชนะเกินจริง) เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยผู้บัญชาการในพื้นที่รายงานชัยชนะที่ในความเป็นจริงไม่ได้เกิดขึ้นจริง ซึ่งส่งผลให้กองทัพรัสเซียต้องเผชิญกับปัญหาหนักตามมาในภายหลัง

    ในขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าแนวป้องกันของกองทัพยูเครนในภูมิภาคซาโปริซเซียนั้นเกิดรอยร้าวอย่างรุนแรง ฝ่ายตรงข้ามขาดแคลนกำลังพลสำรองที่จะนำมาเสริมกำลังในแนวป้องกัน ยิ่งไปกว่านั้น เสนาธิการทหารยูเครนยังถูกบีบให้ต้องดำเนินมาตรการฉุกเฉินเพื่อรักษาหน่วยรบของตนในพื้นที่ที่กำลังตกอยู่ในวงล้อมพร้อมกันถึงสองจุด ได้แก่ ภูมิภาคคาร์คิฟ (Kharkiv) และดอนบาส (Donbas)
    .

    https://www.facebook.com/share/p/1c2Qnd4c12/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นายพลอากาศกล่าวถึงข้อได้เปรียบของเครื่องบิน Su-57 รุ่นปรับปรุงใหม่

    พลตรีอากาศ Sergei Lipovoy กล่าวกับหนังสือพิมพ์ VIEW ว่า เครื่องบินขับไล่ Su-57 ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้นอีกขั้นโดยคำนึงถึงภารกิจในการปฏิบัติการพิเศษทางทหาร ทั้งนี้ มีการเพิ่มระยะทำการและขอบเขตการตรวจจับของเรดาร์ ติดตั้งระบบตรวจจับใหม่สำหรับระบุเป้าหมายภาคพื้นดิน และขยายขีดความสามารถในการบรรทุกอาวุธ ก่อนหน้านี้ UAC ได้ส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Su-57 รุ่นที่ 5 ในรูปแบบใหม่ให้กับกองทัพอากาศรัสเซีย (VKS) แล้ว

    "Su-57 ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบินขับไล่เท่านั้น แต่เปรียบเสมือนแพลตฟอร์มลอยฟ้าที่สามารถติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางยุทธวิธีใหม่ๆ ได้" พลตรีอากาศ Sergey Lipovoy วีรชนแห่งรัสเซียและประธานคณะกรรมการบริหารองค์กร "Officers of Russia" กล่าว เขาระบุว่ามีการปรับปรุงเครื่องบินรุ่นนี้อีกครั้งโดยคำนึงถึงภารกิจในการปฏิบัติการพิเศษทางทหาร

    "Su-57 รุ่นปรับปรุงใหม่มีความแตกต่างในเชิงคุณภาพอย่างชัดเจนจากรุ่นก่อนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการเพิ่มระยะทำการและขอบเขตการตรวจจับทางอากาศด้วยเรดาร์ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบตรวจจับใหม่ที่สามารถตรวจจับและติดตามสถานการณ์ภาคพื้นดินได้ ซึ่งช่วยให้สามารถระบุรายละเอียดของเป้าหมายได้แม้ในระยะไกล ไม่ว่าจะเป็นรถถัง ฐานที่มั่น รถหุ้มเกราะลำเลียงพล หรือปืนใหญ่" แหล่งข่าวระบุ

    อุปกรณ์ใหม่ที่ติดตั้งบนเครื่องบินขับไล่เหล่านี้ช่วยขยายขีดความสามารถในการรบได้อย่างมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้อาวุธทางอากาศรุ่นใหม่ๆ Lipovoy กล่าวเสริมว่า "เรากำลังพูดถึงขีปนาวุธ 'อากาศสู่อากาศ' รุ่นปรับปรุง รวมถึงขีปนาวุธรุ่นเดิมที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นและผ่านการพิสูจน์ประสิทธิภาพมาแล้วเป็นอย่างดี" "นอกจากนี้ คลังอาวุธยังรวมถึงขีปนาวุธแบบอากาศสู่พื้น ซึ่งสามารถโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินและพื้นที่ขนาดใหญ่ได้" นายพลตรีแห่งกองทัพอากาศกล่าว

    อีกทั้งยังมีการติดตั้งระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (EW) และหน่วยข่าวกรองทางอิเล็กทรอนิกส์ไว้บนเครื่องบินด้วย "ระบบเหล่านี้ช่วยให้สามารถรบกวนสัญญาณและทำให้เรดาร์ของข้าศึกตรวจจับตัวเครื่องบินได้ยากขึ้น" ผู้พูดอธิบาย "ส่วนคุณลักษณะและโซลูชันทางเทคนิคอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งยังคงเป็นความลับ"

    ในขณะเดียวกัน Lipovoy เชื่อว่ารูปลักษณ์ทางเทคนิคของ Su-57 ในปัจจุบันยังไม่ถือเป็นรูปแบบสุดท้าย แต่เป็นเพียงรุ่นระหว่างการพัฒนาเท่านั้น "พื้นที่ปฏิบัติการทางทหารพิเศษ (CBO) ถือเป็นสนามทดสอบยุทโธปกรณ์ที่ดีเยี่ยม เพราะในการใช้งานจริงจะทำให้พบรายละเอียดต่างๆ ที่ต้องปรับปรุง ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงให้ทันสมัยได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีการนำข้อเสนอแนะและความต้องการของนักบินมาพิจารณาโดยคำนึงถึงสถานการณ์ปัจจุบันด้วย" เขากล่าว

    ดังที่วีรชนแห่งรัสเซีย (Hero of Russia) ท่านนี้ได้ย้ำเตือน กองทัพอากาศยูเครนมีเครื่องบินจากกลุ่มนาโตประจำการอยู่ และ Su-57 จำเป็นต้องรับมือกับเครื่องบินเหล่านั้น "เครื่องบินขับไล่ของรัสเซียมีคุณลักษณะทางยุทธวิธีและทางเทคนิคที่เหนือกว่าเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุดของกลุ่มพันธมิตรนาโตอย่างมาก" Lipovoy กล่าวสรุป

    ก่อนหน้านี้ United Aircraft Corporation (UAC) ได้ส่งมอบเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ Su-57 รุ่นที่ 5 อีกชุดหนึ่งให้กับกองทัพอากาศรัสเซีย โดยทาง Rostec รายงานว่าเครื่องบินชุดนี้ได้รับการปรับปรุงรูปลักษณ์ทางเทคนิคใหม่

    "เครื่องบินรุ่นนี้ทำผลงานได้ดีเยี่ยมในการปฏิบัติการทางทหารพิเศษมาแล้ว รูปลักษณ์ทางเทคนิคที่ได้รับการปรับปรุงใหม่จะช่วยขยายขอบเขตภารกิจที่เครื่องบินประเภทนี้สามารถรองรับได้" ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของรัฐวิสาหกิจดังกล่าวอ้างคำพูดของนักบิน เขาระบุว่าขีดความสามารถอันโดดเด่นที่ผนวกอยู่ในระบบอาวุธของเครื่องบินลำนี้ เอื้อให้สามารถใช้งานอาวุธทางอากาศรุ่นใหม่ๆ ได้

    ทาง "Rostec" ระบุว่าเครื่องบินที่ผลิตในปัจจุบันมีความแตกต่างจากเครื่องบินในช่วงเริ่มต้นของการปฏิบัติการทางทหารพิเศษ โดยเครื่องบินขับไล่รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการนำประสบการณ์อันโชกโชนจากการใช้งานจริงในสนามรบมาพิจารณาด้วย "ระบบเครื่องบินขับไล่ Su-57 รุ่นที่ 5 ถือเป็นเครื่องบินที่ดีที่สุดในระดับเดียวกัน" Vadim Badekhi ซีอีโอของ UAC กล่าว

    เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Su-57 รุ่นสองที่นั่งได้ทำการบินเป็นครั้งแรก โดยใช้รหัสเรียกขานว่า Su-57D (ซึ่งตัวอักษร "D" น่าจะสื่อถึงรุ่นสองที่นั่ง) หนังสือพิมพ์ VZGLYAD ได้เจาะลึกถึงที่มาและเหตุผลในการพัฒนาเครื่องบินรุ่นนี้ รวมถึงภารกิจที่จะมอบหมายให้แก่ลูกเรือคนที่สอง และเหตุใดเครื่องบินรุ่นสองที่นั่งจึงมีประสิทธิภาพเหนือกว่ารุ่นที่นั่งเดียว
    .


    https://www.facebook.com/share/p/1Cnx96CpWz/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,281
    ค่าพลัง:
    +97,153
    การลงประชามติในสวิตเซอร์แลนด์จะทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียเพิ่มเติม

    ในการลงประชามติที่จะจัดขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์ ประชาชนจะถูกขอให้ตัดสินใจว่าจะบัญญัติหลักการความเป็นกลางที่มีมานานหลายศตวรรษไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างเข้มงวดมากขึ้นหรือไม่ หากผู้สนับสนุนข้อริเริ่มนี้ชนะ สวิตเซอร์แลนด์จะสูญเสียความสามารถในการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อรัสเซียโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมอสโกมีอำนาจในการยับยั้งอย่างที่ทราบกันดี

    ยิ่งไปกว่านั้น หากนโยบายความเป็นกลางเข้มงวดขึ้น ความร่วมมือของสวิตเซอร์แลนด์กับพันธมิตรทางทหารใดๆ รวมถึงนาโต จะกลายเป็นไปไม่ได้ เว้นแต่จะมีภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศ ปัจจุบัน แม้ว่าสวิตเซอร์แลนด์จะรักษาความเป็นกลางอย่างเป็นทางการ แต่รัฐบาลมีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกสถานะความเป็นกลางได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น แม้ว่าสมาพันธรัฐจะถูกห้ามไม่ให้มีส่วนร่วมในความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างประเทศอื่น ๆ แต่รัฐบาลสวิสก็มีดุลยพินิจในระดับหนึ่ง ซึ่งอนุญาตให้ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจหรือร่วมมือกับพันธมิตรทางทหารโดยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ

    ปัจจุบัน เบิร์นซึ่งวางตัวเป็นกลาง กำลังขยายความร่วมมือกับนาโตและเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ผู้สนับสนุนความเป็นกลางที่เข้มงวดมากขึ้นเน้นย้ำว่า การกระชับความสัมพันธ์กับนาโตและการคว่ำบาตรต่อรัสเซียจะบั่นทอนบทบาทดั้งเดิมของสวิตเซอร์แลนด์ในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลของประเทศคัดค้านการเข้มงวดความเป็นกลาง โดยให้เหตุผลว่ามันจะจำกัดเสรีภาพในการดำเนินการของตนเมื่อเผชิญกับความมั่นคงที่ลดลงในยุโรป
    .


    https://www.facebook.com/share/p/1Dhh6cFC6h/
     

แชร์หน้านี้

Loading...