เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 19 กันยายน 2026 at 22:49.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,135
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,251
    ค่าพลัง:
    +27,020
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,135
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,251
    ค่าพลัง:
    +27,020
    วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ สถานการณ์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาของเราก็ยังคงต้องวุ่นวายไปอีกระยะหนึ่ง เพราะว่าไอ้พวก "ผีเจาะปากมาให้พูด" มีเยอะ..!

    ตอนนี้ก็เห็นพรรคการเมืองหนึ่งที่ตั้งใจหาเสียงกับชาวบ้าน บอกว่าจะห้ามพระยุ่งเกี่ยวกับเงินวัด ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะว่าทุกวันนี้ กระผม/อาตมภาพเองก็เบื่อเกี่ยวกับเงินวัดเต็มทีแล้ว เพียงแต่ว่าเมื่อไรเขาจะส่งนักบัญชีมา ๓๐,๐๐๐ กว่าคน รับผิดชอบวัดทั่วประเทศให้ ก็จะเป็นเรื่องที่วิเศษมาก กระผม/อาตมภาพถึงได้บอกว่า ไอ้พวกนี้ส่วนใหญ่ดีแต่พูดเอาเท่กันทั้งนั้น ไม่ได้นึกถึงวิธีการและขั้นตอนในการปฏิบัติเลย..!

    โดยเฉพาะเงินวัดไม่ใช่เงินรายได้จากการทำงาน หากแต่เป็นเงินจากศรัทธาญาติโยมทั้งหลายที่ให้ไว้ เพื่อทะนุบำรุงค้ำจุนพระพุทธศาสนา พวกที่ตั้งนโยบายไว้ว่าให้เก็บภาษีพระ ซึ่งเรื่องนี้มีมานานแล้ว เพราะว่าวัดท่าขนุนของเราก็ทำคิวอาร์โค้ดมาเกือบ ๑๐ ปีแล้ว ทุกวัดที่ทำคิวอาร์โค้ดรับบริจาค จะมีหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีทั้งสิ้น แปลว่าเขาตั้งใจเอามานานแล้ว เพียงแต่ "กระแส" ยังไม่ให้ แล้วตอนนี้ก็มีการชิมลางว่า ถ้าออกกิจนิมนต์ได้เงินเกิน ๑๐ ล้านบาทต่อปี ต้องแสดงรายได้เพื่อเสียภาษี กระผม/อาตมภาพอยากรู้ว่า พระประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ รูป จะมีสัก ๑๐ รูปไหมที่มีรายได้ถึงขนาดนั้น ?

    แต่ละคนพูดมาไม่เคยใช้หัวแม่ตีนคิดทั้งนั้น..! เนื่องเพราะว่าถ้าพระเสียภาษีเหมือนกับบุคคลทั่วไป สิทธิต่าง ๆ ที่พระเรียกร้องขึ้นมาก็ต้องห้ามปฏิเสธ ส่วนพวกที่จะไม่ให้พระจัดการกับเงินวัด ก็ให้ส่งนักบัญชีเข้ามาก็แล้วกัน ทางวัดพร้อมที่จะรอรับอยู่เสมอ อยากจะรู้ว่าเอ็งจะไปหานักบัญชีที่ไหนมาทำหน้าที่นี้ให้ ? เพราะว่าวัดใหญ่ก็ต้องมีการรับบริจาคอยู่ทุกวัน ส่วนวัดเล็ก ๆ บางที ๓ ปี ๕ ปี กว่าจะมีเงินเข้ามาสักครั้งหนึ่ง จะส่งไปประจำเพื่อให้ตบแมลงวันก็เชิญ..!

    อย่าลืมสละเงินเดือนส่วนตัวไปเป็นเงินเดือนนักบัญชีด้วยก็แล้วกัน เพราะไอ้เรื่องที่เอ็งเสนอมาเพราะทะลึ่งไม่เข้าเรื่อง จึงต้องจ่ายเงินเดือนให้เขาด้วย อย่าได้ไปเอาเงินจากภาษีอากรของประชาชนมาจ่ายก็แล้วกัน
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,135
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,251
    ค่าพลัง:
    +27,020
    เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องแปลกมาก เนื่องเพราะว่าทุกคนเห็นว่า ถ้าได้เหยียบหัวพระขึ้นไปแล้วจะเป็นอะไรที่เท่มาก โดยที่ไม่ได้คิดว่าตนเองกำลังสร้างกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอยู่อย่างเต็มที่

    ดังนั้น..ถ้าหากว่าก่อนหน้านี้บุคคลถึงจะไม่ได้สร้างคุณงามความดี แต่คาดว่าต้องลงทุคติก็ไม่ลึกมากนัก แต่ปัจจุบันนี้ นอกจากจะไม่สร้างความดีแล้ว ยังสร้างเวรสร้างกรรมกับพระภิกษุสามเณรอีก แล้วก็เป็นการสร้างแบบเหมายกเข่งเสมอ ดังนั้น..ถ้าลงทุคติก็คงจะได้ไประดับชั้น VIP เลย ก็น่ายินดีแทนเขาด้วย เพราะว่ากว่าที่จะหลุดขึ้นมาได้ ไม่ทราบเหมือนกันว่าอีกนานเท่าไร..!?

    ถ้าหากว่าเราไปดูในตัวอย่างของ "คาถาหัวใจเปรต" ที่เขาว่ากัน แต่ความจริงก็คือ "คาถาหัวใจสัตว์นรก" ที่ว่า "ทุ สะ นะ โส" สัตว์นรก ๔ ตนนั้นตกลงนรกขุมเดียวกัน ก็คือตามโพทกนรก นรกหม้อน้ำทองแดง ตั้งแต่ตกลงไปแล้วโดนน้ำทองแดงหมุนวนอยู่ กว่าจะได้โผล่ขึ้นมาครั้งหนึ่ง เวลาผ่านไป ๖๐๐,๐๐๐ ปีเท่านั้น..!

    ก็เลยอยากจะบอกให้ทราบว่า นรกขุมตื้น ๆ อย่างนรกหม้อทองแดง ยังใช้เวลานานขนาดนั้น ถ้าขุมที่ลึกกว่านั้น อย่างอเวจีมหานรกนี่ ๑ วันเท่ากับ ๑ กัปของโลกมนุษย์ ถ้าตกลงไปกว่าจะครบอายุนรกขุมนั้น พระพุทธเจ้าก็ไม่ทราบว่าตรัสรู้ไปกี่พระองค์แล้ว !? จึงเป็นอะไรที่อันตรายมาก สำหรับบุคคลรุ่นใหม่ ที่นอกจากจะไม่สนใจเรื่องของศาสนาแล้ว ยังฉวยโอกาสเหยียบย่ำซ้ำเติมอยู่เสมอ

    แต่เรื่องพวกนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าหากว่าพระอุปัชฌาย์อาจารย์ เจ้าอาวาส หรือเจ้าคณะปกครองเข้มงวดพอ เนื่องเพราะว่าบุคคลที่ทำชั่วนั้น ก็คือผู้ที่ทำตามใจกิเลสของตนเอง ถ้าไปอยู่ในกลุ่มของบุคคลที่มีศีลมีธรรม เขาจะหลุดออกไปเองโดยอัตโนมัติ เพราะว่าอยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ได้

    ดังพุทธภาษิตที่บอกว่า "พระธรรมวินัยนี้เปรียบเหมือนกับทะเล ย่อมซัดบรรดาซากศพขึ้นสู่ฝั่งเสมอ" ยกเว้นว่าแหล่งน้ำนั้นไม่ใช่ทะเล แต่ทับถมไปด้วยซากศพ ประมาณว่าเจ้าอาวาสดูดยาบ้ายังไม่พอ สั่งมาเผื่อลูกวัด อย่างที่เพิ่งโดนจับไปทั้งวัด ค้นกุฏิแล้วเจอยาบ้าแค่ ๒๐๐ เม็ดเท่านั้น..!

    จะว่าไปแล้ว ในเรื่องของกฎหมายบ้านเรานั้น หนักหนาพอที่จะทำให้ผู้โดนลงโทษเข็ดหลาบ แต่ในการปฏิบัติแล้วคนละเรื่องกัน ดูอย่างราชายาเสพติดที่สร้างความเดือดร้อนให้คนทั่วประเทศและต่างประเทศ ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่ติดจริงแค่ ๘ ปีเท่านั้น..! แล้วหมาที่ไหนมันจะไปกลัวกฎหมายไทย ? เพราะว่าพวกนี้มีเงินท่วมบ้านท่วมเมือง ถึงเวลาอยู่ในคุกกูก็อยู่แบบ VIP สบายเสียยิ่งกว่าอยู่ข้างนอกอีก ก็เลยทำให้การบังคับใช้กฎหมายในบ้านเรานั้นอ่อนแอมาก
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,135
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,251
    ค่าพลัง:
    +27,020
    โดยเฉพาะพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ให้ใช้เพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ท่านทั้งหลายก็เห็นแล้วว่า เรื่องของความยุติธรรมจะใช้ได้เฉพาะคนจนหรือรากหญ้าเท่านั้น ถ้าสำหรับคนรวย ก็ดึงเกมยาวไปเรื่อย จนกว่าคดีจะหมดอายุความ..!

    ดังนั้น..จึงไม่ต้องไปหวังว่านักการเมืองในปัจจุบันนี้ จะช่วยเหลืออะไรพวกเราอย่างที่ได้กล่าวไว้ตอนหาเสียง เพราะว่าส่วนใหญ่ก็เข้าไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกพ้องและตัวเอง ทำให้ไปนึกถึง "เวนิสวานิช" ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชนิพนธ์เอาไว้ว่า "ในกระแสแห่งยุติธรรมา ยากจะหาความเกษมและเปรมใจ"

    พูดง่าย ๆ ก็คือ
    ทุกยุคทุกสมัย กฎหมายมีไว้รับใช้คนรวย มีไว้รับใช้คนมีอำนาจ จนกว่าจะมีบุคคลประเภทแหกคอกผ่าเหล่าขึ้นมาเท่านั้น แต่ก็ยังไม่แน่ว่าจะใช้กฎหมายในการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามกับตนหรือไม่ ? แต่อย่างน้อย ๆ ประชาชนก็จะได้ความยุติธรรมคืนมาพักหนึ่ง แล้วบ้านเราก็เป็นเช่นนี้มาตลอด

    พวกเราไม่ว่าจะภิกษุ สามเณร หรืออุบาสก อุบาสิกา จึงมีภาระหน้าที่จะต้องรักษาศีล ปฏิบัติธรรม ช่วยกันค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้มั่นคงไว้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือปฏิบัติให้เข้าถึงธรรม อย่างน้อยก็ระดับหนึ่ง ที่สามารถยืนยันผลได้อย่างเต็มที่ ว่านี่คุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือสังคมได้อย่างแท้จริง

    ไม่เช่นนั้นแล้ว เราก็จะไม่มีหลักฐานอะไรที่ไปคัดง้างกับเขาเลย เพราะว่าบุคคลที่ทำไม่ถึงก็พูดได้ไม่เต็มปาก ส่วนบรรดาพวกที่ช่างพูดก็ไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แล้วยังเป็นวิธีแก้ปัญหาที่โง่มาก กลายเป็นว่าพูดอะไรออกมา ก็แสดงให้เขารู้ว่า ตนเองไม่มีความรู้ในพระพุทธศาสนาเลย..!

    พวกเราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งรัดการปฏิบัติให้มากกว่านี้ ไม่ใช่อยู่รอความล่มสลายไปวัน ๆ อาจจะเป็นเรื่องที่ทำให้พวกเราต้องเครียดบ้าง แต่ถ้าหากว่าทำถึง ทำถูกจริง ๆ เรื่องเครียดทั้งหลายเหล่านี้ก็จะไม่ปรากฏแก่เรา เพราะว่าจิตใจชุ่มชื่น เอิบอาบ ด้วยหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสร้างความสุขให้กับเราได้ทุกวัน ทุกเวลา ไม่ใช่ทุกข์ยากร้อนรนอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันเสาร์ที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...