เรื่องเด่น ปกิณกธรรมช่วงบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ปี ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 9 สิงหาคม 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,917
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,219
    ค่าพลัง:
    +26,991
    ที่ตลกที่สุดก็คือจากทะเลสาบยัมดร็อกด้านตะวันออก เราต้องอ้อมขึ้นไปบริเวณที่คนเที่ยวมากที่สุด ก็คือด้านเหนือ ก็แปลว่าอ้อมไปถึงครึ่งทะเลสาบ มาถึงก็รู้สึกว่าบรรยากาศก็เหมือน ๆ กัน ยกเว้นอยู่อย่างเดียวคือด้านเหนือมีหมาทิเบตันมาสทีฟฟ์ให้เราร่วมถ่ายรูป กับมีจามรีให้ขี่มากกว่าเท่านั้น นอกนั้นก็เหมือนกันหมด ก็เลยบอกว่า "ในเมื่อตอนเราอยู่ทางตะวันออก ดูมาจนช่ำแล้วก็ไม่ต้องลงที่นี่แล้ว..!"

    พอตกลงกันว่าไม่แวะเท่านั้นแหละ ฝนตกเลย..! แสดงว่าเขาอั้นอยู่ตลอด เพื่อให้เราไปตามโปรแกรมได้

    ในส่วนที่เขาบอกว่าเรามีความต่างจากคณะอื่นคือความตรงต่อเวลา ความตรงต่อเวลานี่บางทีบางคนในคณะอาจจะไม่ตรงเวลา แต่คราวนี้ด้วยความที่ว่าส่วนใหญ่ในคณะที่ไปนั้นตรงต่อเวลา ก็เลยโดนลากถูลู่ถูกังไปด้วย..!

    ดังนั้น..ในเรื่องของการสร้างบารมี หรือว่าการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะไปให้ถูกต้องตามแนวทางที่ดี ๆ ต้องหาคนที่กำลังสูงกว่าในการนำเราไป แต่ว่าไม่ใช่ไปยัดเป็นภาระของเขาทั้งหมด ตัวเราเองก็ต้องตะเกียกตะกายเองบ้าง

    ลองนึกถึงทางเลื่อนที่คล้าย ๆ บันไดเลื่อนแต่อยู่บนพื้นราบ เราอาศัยทางเลื่อนเพื่อเบาแรง แต่ให้เดินเองด้วยบ้าง ไม่ใช่ยืนเฉย ๆ กว่าทางเลื่อนจะลากเราไปถึงจุดหมายก็ตั้งนาน แต่ถ้าเดินเองไปด้วยก็ใช้เวลาพักเดียว เพราะทางเลื่อนอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเดินไปด้วยก็ยิ่งไปได้เร็วขึ้น
     
  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,917
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,219
    ค่าพลัง:
    +26,991
    ดังนั้น..ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมของพวกเรา เป็นการวัดกำลังใจที่ชัดเจนที่สุด ถามว่าชัดเจนตรงไหน ? เรายังต้องการกินได้อย่างใจ นอนได้อย่างใจไหม ? ถ้ายังต้องกินได้อย่างใจ ต้องนอนได้อย่างใจ ก็อย่าเสียเวลาปฏิบัติธรรมเลย ทำไปก็ไร้ประโยชน์ เนื่องเพราะว่าเรายังชนะกิเลสไม่ได้เลย..!

    เรื่องของกิเลสหยาบ ๆ แค่ง่วงนอนกับหิวเท่านั้นเอง เรายังสู้ไม่ได้ แล้วจะไปสู้ รัก โลภ โกรธ หลง อย่างอื่นได้อย่างไร ? ก็เลยเป็นวิธีวัดตัวเองที่ดีที่สุด ถ้ายังต้องกินได้อย่างใจ ต้องนอนได้อย่างใจ ก็แปลว่าชาตินี้เอาดีได้ยาก..!


    ยกเว้นอยู่อย่างเดียวว่ามีกุศลในอดีตมาส่งผลตรงช่วงนั้นพอดี แบบเดียวกับนางปฏาจาราเถรี ผัวตาย ลูกคนโตจมน้ำตาย ลูกคนเล็กโดนนกเหยี่ยวเฉี่ยวไป พ่อ แม่ พี่ชาย อยู่บ้าน บ้านโดนฟ้าผ่าถล่มลงมา ทับตายพร้อมกันหมด ทั้งโลกไม่เหลือใครอีกแล้ว ด้วยความกระทบกระเทือนใจก็เลยขาดสติ เดินเพ้อไปตลอดทาง บอกว่า "ผัวฉันโดนงูกัดตาย ลูกคนโตจมน้ำตาย ลูกคนเล็กโดนเหยี่ยวเฉี่ยวไป พ่อแม่และพี่ชายบ้านโดนฟ้าผ่า ต้องเผาในกองฟอนเดียวกัน"

    เดินไปเดินมา อาศัยบุญเก่าหลงเข้าไปในเชตวันมหาวิหาร ด้วยความที่ขาดสติ เดินไปผ้าผ่อนหลุดลุ่ยไป คนก็เห็นเป็นคนบ้า ก็เอาสิ่งของขว้างใส่บ้าง เอาฝุ่นซัดใส่บ้าง มอมแมมไปทั้งตัว คราวนี้พอเดินเข้าไปกลางที่ฟังธรรม เหมือนอย่างกับเดินเข้ามาในศาลาแห่งนี้ ผู้คนก็ฮือฮากันใหญ่ พยายามขวางกั้นขับไล่ ไม่ให้เข้ามา

    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า "ปล่อยให้เธอเข้ามา" เมื่อปล่อยเข้ามา พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "น้องหญิง ขอเธอจงได้สติเถิด ธรรมดาของการเกิดมาแต่ละชาติ ถ้าหากว่านับน้ำตาที่ต้องไหลเพราะการสูญเสียคนที่รักไป ยังมากกว่ามหาสมุทรทั้งสี่เป็นไหน ๆ" พอได้ยินเท่านั้น นางปฏาจาราได้สติ อ้าว..แล้วทำไมมาอยู่ท่ามกลางคนเป็นร้อย ๆ..!?
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,917
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,219
    ค่าพลัง:
    +26,991
    มีคนสละผ้านุ่งโยนให้ นางปฏาจาราก็นุ่งเรียบร้อย กราบพระพุทธเจ้า แล้วก็เล่าเรื่องให้ฟัง พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า "ตอนนี้เธอไม่มีใครแล้ว ยินดีที่จะบวชหรือไม่ ?" นางปฏาจาราก็บอกว่า "ยินดีที่จะบวช" พระพุทธเจ้าก็ประทานเอหิภิกขุ ก็คือบวชโดยวิธีรับคำว่า "ขอเธอจงเป็นภิกษุเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ขอเธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด" ก็กลายเป็นพระเถรี ตั้งหน้าตั้งตารักษาศีล ปฏิบัติธรรม

    คราวนี้วันนั้นกลับจากบิณฑบาต ท่านตักน้ำล้างเท้า พอราดลงไป..น้ำก็ซึมหายลงดินไป วูบเดียวก็หมดแล้ว พอล้างเท้าขันที่สอง น้ำไหลกว้างขึ้นไปอีกหน่อยหนึ่ง..ก็ซึมหายไปอีกแล้ว พอล้างเท้าขันที่สาม น้ำไหลออกไปได้กว้างขึ้นอีกหน่อยหนึ่ง..ก็หายหมดอีกแล้ว

    ท่านก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า ชีวิตคนก็เป็นเช่นนี้ ลูกเล็ก ๆ ของเราก็เหมือนน้ำขันแรก ถึงเวลาก็เสียชีวิตไปในวัยอันสั้น สามีและพี่ชายก็เหมือนกับน้ำขันที่สอง ถึงเวลาก็เสียชีวิตไปทั้ง ๆ ที่ยังหนุ่มแน่นแข็งแรง พ่อแม่ก็เหมือนกับน้ำขันที่สาม อยู่จนชราแล้วถึงตาย


    ขึ้นชื่อว่าความเที่ยงในชีวิตนี้ไม่มีเลย ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก เป็นหนุ่มสาว เป็นคนแก่ ในที่สุดก็ตายเหมือนกันหมด ในเมื่อชีวิตนี้หาสาระไม่ได้ เรายังจะพึงปรารถนาอะไรอีก ? กำลังใจของท่านก็ปลดหมดตรงนั้น กลายเป็นพระอรหันต์ไปเลย..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,917
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,219
    ค่าพลัง:
    +26,991
    คราวนี้เราจะเห็นว่าในเรื่องของการบำเพ็ญบารมีมา บางอย่างต้องรอเวลา เหมือนกับการปลูกต้นไม้ เรามีหน้าที่ดูแลรักษา คอยระมัดระวังดูแล ถอนหญ้า จับหนอน จับแมลง รดน้ำ ใส่ปุ๋ยไปเรื่อย แต่เราไม่รู้ว่าต้นไม้นั้นจะออกดอกออกผลเมื่อไร ต้องรอความพร้อมตามธรรมชาติ

    คราวนี้ความพร้อมในทางธรรมก็คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ส่วนใหญ่เราจะขาดสมาธิ คือทำไม่พอ กับขาดปัญญา ที่จะรู้เห็นตามความเป็นจริง สมาธิไม่พอปัญญาจะไม่ชัดเจน ก็แปลว่าพวกเราทั้งหมดต้องเร่งในเรื่องสมาธิให้มากเข้าไว้ เพราะว่าศีลพวกเรารักษาได้สบายมาก ก้าวไปถึงศีลแปดกันเสียเยอะแยะแล้ว ศีลห้ากลายเป็นเรื่องเล็ก

    แต่ว่าสมาธิของพวกเราทรงตัวบ้าง ไม่ทรงตัวบ้าง ขาดการปฏิบัติและซักซ้อมอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้น..ถ้าอยากเอาดี เราต้องเน้นเรื่องสมาธิ เอาให้คล่องตัว นึกจะเข้าเมื่อไรก็ต้องเข้าได้ ทันทีที่รู้ตัวว่าราคะมาก็เข้าสมาธิหนีเลย รู้ว่าโลภะมาก็เข้าสมาธิหนีเลย รู้ว่าโทสะมาก็เข้าสมาธิหนีไปก่อน รู้ว่าโมหะมาก็เข้าสมาธิหนีไปก่อน ใจของเราก็จะไม่แปดเปื้อนไปด้วยกิเลสที่เพิ่มเติมเข้ามาทุกวัน คราวนี้ในเมื่อความสกปรกใหม่ไม่มี ของเก่าเราค่อย ๆ ขัด ค่อย ๆ ถูไป ท้ายสุดก็จะสะอาดผ่องใสเอง

    ดังนั้น..ของพวกเราทั้งหมด จุดที่จำเป็นเลยก็คือสมาธิ เพราะว่าถ้าสมาธิทรงตัว สติเราจะรอบคอบแหลมคม แค่ขยับตัว ก็รู้ว่าศีลจะขาดหรือเปล่า ? เมื่อสมาธิทรงตัว จิตสงบราบเรียบ มองไปทางไหนก็จะรู้จะเห็นหนทาง ว่าทำอย่างไรที่เราจะประคับประคองรักษาอารมณ์ที่ปราศจากกิเลสนี้เอาไว้ได้ ? แล้วในขณะเดียวกัน ทำอย่างไรเราถึงจะละกิเลสเหล่านี้ได้โดยเด็ดขาด?
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,917
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,219
    ค่าพลัง:
    +26,991
    พวกเราทั้งหลายส่วนใหญ่แล้ว ขาดข้อกลางพอดี ศีลมีแล้ว ปัญญามีไม่พอ ก็ต้องเร่งสมาธิที่เป็นข้อกลางขึ้นมา เมื่อสมาธิทรงตัว บาลีท่านบอกว่า สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส เมื่อเรารักษาศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์ อานิสงส์ใหญ่ที่จะพึงได้ก็คือ สมาธิทรงตัวไปด้วย สมาธิ ปริภาวิตา ปัญญา มหัปผลา โหติ มหานิสังสา ถ้าหากว่าสมาธิทรงตัว อานิสงส์ใหญ่ที่พึงได้ก็คือ ก่อให้เกิดปัญญา

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น รู้ว่าตัวเองบกพร่องตรงไหนก็ต้องเร่งรัดให้มาก สมัยก่อนหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านบอกพวกกระผม/อาตมภาพว่า ให้เขียนสังโยชน์ ๑๐ ซึ่งเป็นศัตรู และบารมี ๑๐ ซึ่งเป็นพวกเรา เอาไว้ที่หัวเตียง ทบทวนทุกวัน วันนี้บารมี ๑๐ ข้อไหนของเราบกพร่อง พรุ่งนี้เราต้องทำให้ได้ วันนี้สังโยชน์ข้อไหนที่เรายังละไม่ได้ พรุ่งนี้เราต้องละให้ได้

    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นวิธีเก่า ๆ โบร่ำโบราณ แต่เตือนสติเราได้ดีมาก เพราะว่ามองไปก็เห็น แบบที่อาตมภาพฝึกกสิณ สมัยนั้นนอนกางมุ้ง เพราะว่าไม่มีมุ้งลวด ก็แปะองค์กสินไว้กับมุ้ง หลังคามุ้ง ด้านซ้าย ด้านขวา ด้านปลายเท้า มองไปทางไหนต้องเห็นองค์กสิน เป็นการเตือนสติตัวเอง ทันทีที่ลืมตาขึ้นมาก็จะได้จับกสินต่อไปเลย

    เทคนิคพวกนี้เราฟังเอาไว้ แล้วก็ไปปรับใช้ เนื่องจากบางคนทำตรง ๆ เหมือนกันก็ไม่ได้ เพราะว่ากำลังใจไม่เท่ากัน เพียงแต่ว่าเรารู้ว่าเราบกพร่อง มีคนชี้ขุมทรัพย์ให้ ก็รีบตะเกียกตะกายให้เต็มที่ ไม่เหมือนรุ่นกระผม/อาตมภาพที่ต้อง "งมโข่ง" เอาเอง กว่าจะได้อะไรแต่ละอย่าง ก็ยากเย็นเข็ญใจ มาสมัยนี้รู้อะไรก็บอกพวกเราหมด

    ให้ทุกท่านตั้งใจสมาทานพระกรรมฐาน แล้วเข้าสู่การปฏิบัติรอบบ่ายกัน
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...