ปกิณกธรรม เรื่อง มัชฌิมาปฏิปทาและการรักษากำลังใจ

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 8 สิงหาคม 2026 at 14:36.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,804
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,201
    ค่าพลัง:
    +26,982


    ปกิณกธรรม เรื่อง มัชฌิมาปฏิปทาและการรักษากำลังใจ

    โครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสำหรับพระวิปัสสนาจารย์
    สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔
    (จังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดสมุทรสาคร)
    ระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    ณ วัดท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
     
  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,804
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,201
    ค่าพลัง:
    +26,982
    สิ่งหนึ่งที่ผู้เข้ารับการอบรมต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ก็คือการประพฤติปฏิบัติธรรมของเราอย่าเข้มงวดเกินไป และอย่าย่อหย่อนเกินไป หรือที่บาลีใช้คำว่า ทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) คราวนี้ทางสายกลางนั้นไม่มีมาตรฐาน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะว่าจุดพอดีทางสายกลางของแต่ละคนนั้น ขึ้นอยู่กับกำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญา ที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

    เพราะฉะนั้น..เราจะเห็นว่าบางท่านนั่งกรรมฐาน ๓ วัน ๓ คืน สบายมาก ส่วนเรา ๓๐ นาทีก็จะตายแล้ว..! ถ้าหากว่ารู้สึกว่าไม่ไหวเมื่อไร อย่าเพิ่งเชื่อนะครับ ลองฝืนดูหน่อย ถ้าฝืนแล้วไปต่อได้ แสดงว่าเมื่อครู่นั้นกิเลสหลอกเรา แต่ถ้าฝืนแล้วไปต่อไม่ได้ สามารถเลิกได้ครับ แต่ต้องประคับประคองรักษาอารมณ์ที่เราทำได้เอาไว้ด้วย

    ทุกวันนี้ที่เราประพฤติปฏิบัติแล้วหาความก้าวหน้าไม่ได้ กระผม/อาตมภาพพูดไปแล้วว่าเรา
    ทำแล้วทิ้ง ไม่รู้จักประคับประคองรักษาอารมณ์เอาไว้ การปฏิบัติธรรมเหมือนกับการว่ายทวนน้ำ พอท่านว่ายไปจนหมดเวลา ท่านก็รามือ ปล่อยลอยตามน้ำไป พอถึงเวลาปฏิบัติธรรมใหม่ กูก็ตั้งหน้าตั้งตาจ้วงขึ้นมาใหม่ พอเลิกปฏิบัติธรรมก็ทิ้ง ปล่อยลอยน้ำไปอีก..! ถ้าใครทำแบบนี้ท่านจะเป็นคนขยันครับ เพียรพยายามทำงานทุกวัน แต่ไม่มีผลงานเลย..! เพราะว่าเดี๋ยวก็ลอยกลับไปอยู่ที่เดิม แล้วถ้าวันไหนล้าขึ้นมา ก็จะลอยไปไกลกว่าเดิมครับ เพราะว่าเราว่ายกลับมาได้ไม่เท่าเดิม

    ทุกท่านเมื่อประพฤติปฏิบัติธรรมจนอารมณ์ใจทรงตัวดีแล้ว ต้องใช้สติประคับประคองอารมณ์นั้นให้อยู่กับเราให้นานที่สุด ใหม่ ๆ ได้ ๓ นาที ๕ นาที ถือว่าสุดยอดแล้วครับ แต่ถ้าหากว่าเรารู้จักตั้งสติระมัดระวัง ก็จะเพิ่มเป็น ๑๐ นาที ๑๕ นาที ๒๐ นาที ครึ่งชั่วโมง ๑ ชั่วโมง เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ครับ จนกระทั่งอารมณ์ใจทรงตัวอยู่กับเราเป็นเดือนเป็นปี แต่อย่าเผลอนะครับ เผลอเมื่อไรก็พังอีก..!

    กระผม/อาตมภาพมีลูกศิษย์อยู่ ๒ ท่าน เป็นฆราวาสวัยรุ่นทั้งคู่ เขาบอกว่า "ที่หลวงพ่อบอกให้ฟังว่า ฆราวาสเป็นพระอรหันต์แล้วต้องตายภายใน ๗ วัน พวกผม ๒ คนไม่เห็นจะตายเลย เป็นกันมาเป็นเดือนแล้ว..!" กระผม/อาตมภาพขำก็ขำ สงสารก็สงสาร เนื่องเพราะว่าถ้าเราทรงสมาธิระดับอัปปนาสมาธิได้ รัก โลภ โกรธ หลง จะโดนกดดับไปชั่วคราวด้วยอำนาจของสมาธินั้น กำลังใจที่ปราศจาก รัก โลภ โกรธ หลง แบบนั้น หลายคนคิดว่าตัวเองได้มรรคได้ผลแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นแค่ "ปัสสัทธิ" ในอุปกิเลสเท่านั้น ก็คือความสงบระงับที่เกิดจากอำนาจฌานสมาบัติกดกิเลสเอาไว้

    แล้วไม่ต้องห่วงนะครับ เจ้า ๒ ตัวนั่นตอนนี้มีลูก ๕ คนไปแล้ว..! นั่นคือปฏิบัติไปแล้วเข้าใจผิด รักษาอารมณ์ใจได้ต่อเนื่องก็จริง แต่ด้วยความที่ว่าอนุสัยกิเลสไปนอนนิ่งอยู่เฉย ๆ เพราะโดนอำนาจฌานสมาบัติกดเอาไว้ จึงทำให้คิดว่าตนเองหมดกิเลสแล้ว แต่พอเผลอเมื่อไรกิเลสตีกลับก็หงายท้องครับ..! จึงเป็นเรื่องที่ทุกท่านต้องระมัดระวังเป็นอย่างสูง
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,804
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,201
    ค่าพลัง:
    +26,982
    การปฏิบัติธรรมของเราต้องตั้งเป้าหมายไว้ให้ชัดเจน ซึ่งความจริงทุกท่านตั้งไว้ตั้งแต่วันบวชแล้วครับ ถ้าใครบวชแบบอุกาสะฯ อย่างวัดท่าขนุน เจ้านาคจะต้องบอกว่า "นิพพานัสสะ สัจฉิกะระณัตถายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา" ข้าพเจ้าขอรับเอาผ้ากาสาวพัสตร์นี้มาเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ไม่ทราบเหมือนกันว่าแปลไม่ออก หรือว่าแปลออกแต่ลืม พอบวชไปนานหน่อยก็เริ่มปล่อยปละละเลย..!

    ทุกท่านครับ ถ้าเราไม่เข้มงวดกับตัวเอง โอกาส "ตาย" มีสูงมากนะครับ คำว่า "ตาย" ในที่นี้คือตายจากคุณงามความดีทั้งปวง หลายท่านที่ชอบการประพฤติปฏิบัติธรรม เคยสังเกตใจตัวเองไหมครับ ว่าปัจจุบันนี้เราซังกะตายทำไปเท่านั้น กราบพระก็สักแต่ว่าแปะ ๆ ให้ครบ ๓ ครั้งเท่านั้น จิตใจไม่ได้น้อมตามไปด้วยความเคารพเลย ถึงเวลาทำวัตรสวดมนต์ ๒๐ นาที ๓๐ นาที ไม่สามารถที่จะพนมมือให้ตลอดได้ ถ้าใครเป็นอย่างนี้ระวังไว้นะครับ ความเจริญกำลังจะมาถึงแล้ว ถ้ากิเลสรุนแรงมากกว่านี้ สึกหาลาเพศแน่นอนครับ ยกเว้นว่ามีวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายอื่นอยู่ ก็จะหน้าด้านหน้าทนอยู่ต่อไป แต่เป็นการอยู่แบบหาความดีไม่ได้ มีแต่สร้างความชั่วเพิ่มขึ้นไปทุกวัน..!

    ในเมื่อเราเป็นนักปฏิบัติธรรมจึงต้องระวังเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะต้องหมั่นใช้ "วิมังสา" หลักธรรมในอิทธิบาท ๔ ครับ วิมังสาตัวนี้ก็คือไตร่ตรองทบทวนอยู่เสมอว่า เราทำอะไร ? เพื่ออะไร ? ปัจจุบันนี้ทำไปถึงไหน ? ยังเหลืออีกมากน้อยเท่าไร ? ยังตรงต่อเป้าหมายหรือไม่ ? ถ้าท่านทั้งหลายไม่ทบทวนแบบนี้ทุกวัน โอกาสหลงทางมีสูงมากครับ

    เพื่อนพระสังฆาธิการของผมจำนวนมากด้วยกัน แรก ๆ ก็ตั้งใจทำเพื่อพระพุทธศาสนาครับ ทุ่มเทเสียสละทุกอย่าง แต่พอนานไป ๆ เป้าหมายก็เริ่มเบี่ยงเบนครับ กลายเป็นทำเพื่อความสุขเฉพาะของตน ต้องสร้างกุฏิดี ๆ ติดม่านหลุยส์อย่างงาม ติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ต้องมีรถตู้หรู ต้องมีโทรศัพท์รุ่นล่าสุด ทุกท่านครับ ถ้ากำลังใจมาอย่างนี้ ให้รู้ว่าหลงทางไกลมากแล้วครับ..! ลูกศิษย์หลายคนของผมก็กล้า มาถามผมว่า "อาจารย์สร้างภาพหรือเปล่า อะไร ๆ ก็ไม่เอา ?" ผมบอกไปว่า "ถ้าพระทุกรูปในประเทศไทยพร้อมใจกับสร้างภาพ คุณว่าศาสนาเราจะเจริญไหม"

    คนสร้างภาพนั้นทำไม่ทน ทำไม่นาน เพราะไม่ใช่เนื้อแท้ตัวเองครับ ส่วนคนที่ตลอดชีวิตทำมาแบบนี้ นั่นคือสิ่งที่เขาทำเพราะอยากทำครับ คนทำดีเพราะอยากทำ จะทำได้ทน ทำได้นาน คนทำดีเพราะอยากดี ถ้าดีไม่ตอบ เราก็จะท้อใจ หมดกำลังใจ
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,804
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,201
    ค่าพลัง:
    +26,982
    สิ่งหนึ่งที่จะช่วยทุกท่านได้จริง ๆ ก็คือภาวนาให้กำลังใจทรงเป็นอัปปนาสมาธิครับ อัปปนาสมาธิเบื้องต้นธรรมดา ๆ นี่แหละครับ ที่ภาษาพระเรียกว่า "ปฐมฌาน" ซึ่งแบ่งเป็นหยาบกับละเอียดครับ อย่างหยาบยังใช้การไม่ได้นะครับ เพราะว่าสติจะตามสมาธิไม่ทัน เหมือนกับเราเผลอหลับทุกที แต่ถ้าเป็นปฐมฌานแบบละเอียด สังเกตง่ายครับ เราจะรู้สึกถึงลมหายใจและคำภาวนาเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบังคับก็เป็นเองครับ ถ้าอย่างนั้น ท่านแค่เอาสติประคับประคองเอาไว้ อย่าเผลอให้ รัก โลภ โกรธ หลง มากินใจเราได้ ตอนนั้นโคตรจะมีความสุขเลยครับ..1

    ปกติคนเราจะโดนไฟใหญ่ ๔ กอง คือ รัก โลภ โกรธ หลง เผาอยู่ตลอดเวลา พอสมาธิทรงตัว ไฟกิเลสโดนอำนาจสมาธิกดดับชั่วคราว คนที่ถูกไฟเผาแล้วอยู่ ๆ ไฟดับ มีความสุขแค่ไหน พูดเป็นภาษามนุษย์ไม่ได้ครับ เป็นสภาวธรรมที่เป็น "ปัจจัตตัง" จริง ๆ ที่พระมหากัปปินเถระท่านบอกว่า "อะโห สุขัง..อะโห สุขัง" ครับ สุขจริงหนอ..สุขจริงหนอ

    มาถึงตรงนี้ท่านใช้ปัญญาเพิ่มอีกนิดเดียวครับ ปุถุชนหนาด้วยกิเลสอย่างเราเข้าถึงแค่พื้นผิวของคำสอนในพระพุทธศาสนา ยังมีความสุขขนาดนี้ คนที่ทรงฌานได้มากกว่า ทรงฌานได้สูงกว่า เขาจะมีความสุขยิ่งขึ้นไปเท่าไร ?

    แล้วบุคคลที่ทรงฌาน ๔ สมาบัติ ๘ ยังอยู่อบายภูมิได้ง่ายนะครับ ไม่รอดหรอก พลาดเมื่อไรก็ลงเมื่อนั้น..!

    บุคคลที่รอดได้แน่ ๆ ต้องเป็นพระโสดาบันขึ้นไป ท่านที่เข้าถึง ญาณคือเครื่องรู้จะปรากฏ แจ้งว่าเราเป็นพระโสดาบันแล้ว พ้นจากอบายภูมิทั้งปวงแล้ว เกิดระหว่างมนุษย์กับเทวดา อย่างแย่ที่สุดก็ ๗ ครั้งเข้าสู่พระนิพพาน ไม่ต้องมาหวาดกลัวกับโทษในอบายภูมิอีก ท่านจะมีความสุขขนาดไหน ?

    แล้วพระสกทาคามีที่ชำระ รัก โลภ โกรธ หลง ให้จางบางเบาลงไปได้มากกว่านั้น จะมีความสุขขนาดไหน ?

    พระอนาคามีที่ไม่ต้องลงมาเกิดอีก อยู่รอบรรลุมรรคผลบนสุทธาวาสพรหม ท่านปลอดภัยจากทุกข์ในวัฏสงสาร จะมีความสุขขนาดไหน ?

    แล้วพระอรหันต์ที่ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดมาทุกข์แม้แต่นิดเดียว ท่านจะมีความสุขขนาดไหน ?

    แล้วพระพุทธเจ้าของเราที่เป็นสุดยอดพระอรหันต์ พระองค์ท่านจะมีความสุขขนาดไหน ?
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,804
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,201
    ค่าพลัง:
    +26,982
    นี่เข้าถึงแค่พื้นผิวแรกของสมาธิเท่านั้นครับ ใช้ปัญญาประกอบนิดเดียว เราจะเห็นชัดเลยว่าคุณพระรัตนตรัยคืออะไร ? คราวนี้ถึงเวลากราบพระ ก็กราบไหว้เต็มไม้เต็มมือครับ มอบกายถวายชีวิตเลย เอ่ยปากว่า

    "พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ" ข้าพเจ้าขอยึดพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง เรายึดจริง ๆ นะครับ ยึดสุดจิตสุดใจเลย..!

    "ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ" ข้าพเจ้าขอยึดพระธรรมเป็นที่พึ่ง ยึดสุดหัวใจเลยครับ

    "สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ" ข้าพเจ้าขอยึดพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ยึดสุดหัวใจจริง ๆ ครับ ไม่ใช่สักแต่ปากว่า ไม่ใช่สักแต่กราบ แต่กราบพร้อมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจเลยครับ

    ถ้ามาถึงตรงนี้ ทุกท่านก็แค่ทบทวนศีลทุกข้อให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ตั้งใจว่าถ้าหากว่าหมดอายุขัยตายลงไปก็ดี แรงกรรมทำให้เกิดอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตลงไปก็ตาม เราขอมีพระนิพพานเป็นที่ไปแห่งเดียวเท่านั้น ถ้าท่านสามารถรักษาอารมณ์ใจแบบนี้ไว้ได้ ก่อนนอนสัก ๑๕ นาที ตื่นนอนสัก ๑๕ นาที โอกาสที่จะหลุดพ้นกิเลสไปสู่พระนิพพานมีสูงมากครับ ขอเรียนถวายทุกท่านไว้แต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    ปกิณกธรรม (มัชฌิมาปฏิปทาและการรักษากำลังใจ)
    โครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสำหรับพระวิปัสสนาจารย์ประจำสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔
    ระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...