เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 21 มิถุนายน 2026 at 19:38.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,156
    ค่าพลัง:
    +26,947
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,156
    ค่าพลัง:
    +26,947
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ก่อนอื่นก็ขอเจริญพรขอบคุณคณะศิษย์ทุกท่าน ที่ร่วมจัดงานบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันเกิดให้กระผม/อาตมภาพ แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่าเป็นงานวันเกิดหรืองานศพกันแน่ ? เนื่องเพราะว่าจะเจริญพระพุทธมนต์ก็ไม่ใช่ จะสวดพระพุทธมนต์ก็ไม่เชิง ปนกันให้มั่วไปหมด มีกระทั่งบังสุกุล จะทำพิธีกรรมพิธีการอะไร ก็ดูให้ถูกต้องว่าเป็นงานมงคลหรืองานอวมงคล ไม่ใช่นึกจะทำอะไรก็ทำ คนที่เขารู้จะเอาไปหัวเราะเยาะเสียเปล่า ๆ ว่าพวกเราไม่เป็นงานกัน..!

    โดยเฉพาะในเรื่องของวันเกิด กระผม/อาตมภาพไม่เคยให้ความสำคัญเลย ตั้งแต่สมัยฆราวาส วันเกิดจะเป็นวันที่พาแม่ไปทำบุญใส่บาตร ไปหาข้าวปลาอาหารอะไรที่ท่านชอบกิน แล้วก็อาจจะพาไปเที่ยวที่โน่นที่นี่แล้วแต่ท่านจะต้องการ เนื่องเพราะว่า
    วันเกิดของเราเป็นวันที่แม่ทุกคนลำบากที่สุด จึงควรที่จะนึกถึงแม่มากกว่านึกถึงตัวเอง

    ดังนั้น..การที่ใครมายุ่งกับวันเกิด กระผม/อาตมภาพไม่เคยชอบใจเลย เพราะตัวเองยังไม่จำ เมื่อคืนนี้ตอนอยู่ที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ "ลูกกิฟท์" (นางสาวอันตรา ลักษณะ) เจ้าของบริษัทเติมเต็มทราเวลยื่นซองมาให้ บอกว่า "ทำบุญวันเกิดเจ้าค่ะ" กระผม/อาตมภาพยังถามว่า "ถึงแล้วหรือ ?" จากนั้นถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่าเขาทำบุญวันเกิดให้เรา ไม่ใช่ทำบุญวันเกิดของตัวเอง..!

    ทุกวันนี้เรื่องของการทำบุญวันเกิดนั้นเลอะเทอะมาก เหตุที่เลอะเทอะก็เพราะว่าถ้าถือตามแบบโบราณอย่างกระผม/อาตมภาพก็คืออายุ ๖๐ ปีก็ทำบุญใหญ่ครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นก็แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ประเภทแรกก็คือครบ ๑๐ ปีทำครั้งหนึ่ง จาก ๖๐ ปี ก็ไป ๗๐ , ๘๐ , ๙๐ เป็นต้น หรือไม่ก็ครบรอบใหญ่ ๑๒ นักษัตรก็ทำบุญครั้งหนึ่ง จาก ๖๐ ไป ๗๒ ไป ๘๔ ไป ๙๖ เป็นต้น

    เนื่องเพราะว่าบุคคลที่จัดงานวันเกิดสมัยก่อน ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ที่มีวาสนาบารมี มีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โต แต่ท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็ยังคำนึงถึงบริษัทบริวารต่าง ๆ เนื่องเพราะว่าการเดินทางไม่ได้สะดวกสบาย บางท่านกว่าจะถึงวันเกิดของเจ้านายที่ตัวเองรักและเคารพ ก็อาจจะต้องเดินทางล่วงหน้าไปเป็นเดือน..!

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้ที่มีบุญมีบารมีมักที่จะไม่รบกวนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือใต้การปกครองต้องเดือดร้อน จึงจัดงานวันเกิดในลักษณะที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่ในยุคนี้สมัยนี้ เห็นแล้วรู้สึกว่าเลอะเทอะ เนื่องเพราะว่าแค่วันนี้วันเดียว ก็เห็นเขาส่งการทำบุญอายุเจ้าอาวาส ๒๙ ปี ฟังแล้วกูจะบ้า..! ต่อให้มึงเก่งมาตั้งแต่เกิด ๒๙ ปีจะไปเอาบารมีที่ไหนมาให้คนเขาเคารพนับถือ ? นอกจากจะมาชงกันเองกินกันเอง..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,156
    ค่าพลัง:
    +26,947
    ถ้าพวกเราสังเกตจะเห็นว่า ยุคนี้สมัยนี้การทำบุญส่วนใหญ่แล้วพระมามากกว่าฆราวาส ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องบอกว่าน่าเสียดายและอันตรายมาก เนื่องเพราะว่าจัดงานแล้วมีแต่พระมา "อวย" กันเอง ขณะที่ญาติโยมซึ่งเป็นกำลังหลักของพระพุทธศาสนาไม่มีมา ก็แปลว่าผู้จัดงานนั้นยังไม่สามารถจะสร้างความศรัทธาเลื่อมใสให้แก่ญาติโยมเขาได้อย่างแท้จริง

    กระผม/อาตมภาพเคยปรารภในที่ประชุมสงฆ์ไปแล้วหลายวาระว่า
    ต้องพิจารณาในเรื่องของการจัดงานแล้วมีพระมามากกว่าญาติโยม ว่าทำอย่างไรจะให้ญาติโยมมาร่วมงานมากกว่าพระ เนื่องเพราะว่าแต่ละวัดจะอยู่ได้ก็ด้วยการสนับสนุนของพุทธศาสนิกชน ไม่ใช่อยู่ได้ด้วยการสนับสนุนของบรรดาเพื่อนพระสังฆาธิการ

    แม้กระทั่งวัดท่าซุง สมัยที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ ยังอยู่ เวลาท่านจัดงานแต่ละครั้ง พระภิกษุไปกัน ๓๐๐ - ๔๐๐ รูป แต่ยังดีว่าญาติโยมไปกันเป็นหมื่นเป็นแสน กระนั้นกระผม/อาตมภาพก็ยังปรารภถวายท่านว่า "ทำไมหลวงพ่อไม่นิมนต์พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาให้พวกกระผมได้ทำบุญมากกว่านี้ ?"

    วันนั้นไม่ทราบว่าท่านตั้งใจจะให้กระผม/อาตมภาพหมดความโง่เสียที หรือว่าตั้งใจที่จะบอกกล่าวจริง ๆ ถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงาน ท่านถึงได้บอกว่า "บรรดาพระที่นิมนต์มาแล้วแกบอกว่าส่วนใหญ่กำลังใจใช้ไม่ได้นั้น ต่อไปข้างหน้า ท่านจะไปเป็นเจ้าคณะปกครองที่มีอำนาจในการดูแลคณะสงฆ์ ถ้าพวกแกรู้จักมักคุ้นเอาไว้ตั้งแต่บัดนี้ ต่อไปข้างหน้าจะทำอะไรก็สะดวกสบายไปหมด

    ส่วนในเรื่องของงานบุญนั้น เราก็ตั้งใจทำเป็นสังฆทาน ถ้ามีพระแก้วระดับหลวงปู่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ชุตินฺธรมหาเถระ ป.ธ. ๙) อดีตเจ้าคณะใหญ่หนกลาง อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา วรวิหาร เป็นประธานอยู่องค์หนึ่ง ที่เหลือก็เป็นแค่ส่วนของคณะสงฆ์ อานิสงส์ที่เราได้ก็ยิ่งใหญ่จนประมาณไม่ได้อยู่แล้ว แกยังจะโลภมากไปถึงไหน ?"


    กระผม/อาตมภาพก็เพิ่งจะมาเข้าใจชัดหลังจากที่ออกจากวัดมานี่เอง เนื่องเพราะว่าบรรดาพระเถระต่าง ๆ ที่เป็นเจ้าคณะปกครองส่วนหนึ่ง ที่
    กระผม/อาตมภาพบอกว่ากำลังใจของท่านยังใช้ไม่ได้นั้น กลายเป็นเจ้าคณะปกครองระดับสูงไปหมด เมื่อถึงเวลามีอะไรที่จะไปกราบรบกวนให้ท่านอนุเคราะห์สงเคราะห์ ท่านก็กำหนดจดจำได้ว่าเคยเป็นอดีตพระวัดท่าซุง เนื่องเพราะว่าเคยต้อนรับขับสู้ ทำหน้าที่ช่วยเหลือท่านในระหว่างที่อยู่วัดท่าซุงนั้น จึงได้รับความสะดวกคล่องตัวในด้านต่าง ๆ อย่างแท้จริง
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,156
    ค่าพลัง:
    +26,947
    เพียงแต่ว่าในส่วนที่พวกเรากระทำกันนั้น ก็ควรที่จะยึดแบบอย่างโบราณเอาไว้บ้าง ไม่ใช่ทำไปเรื่อยเปื่อย อย่างเช่นว่าถึงเวลาก็จัดงาน เราต้องคำนึงถึงที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า ในเรื่องของศรัทธาญาติโยมนั้น เราต้องทำตัวเหมือนแมลงผึ้ง เมื่อนำเอาน้ำหวานและเกสรไป ก็ไม่ได้ทำให้ดอกไม้นั้นต้องชอกช้ำ ไม่ใช่บอกบุญกันตะพึดตะพือทุกเรื่องทุกราว บอกบุญจนคนเขารำคาญ

    ซึ่งกระผม/อาตมภาพเองอาจจะรำคาญอยู่คนเดียวก็ได้ เพราะว่าตั้งแต่สมัยฆราวาสแล้ว บางทียังไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะทำบุญ ซองก็ยื่นมาถึงตรงหน้าแล้ว ดังนั้น..เมื่อไปเป็นเจ้าอาวาสที่ไหน ก็จะอาศัยอำนาจเจ้าอาวาสออกกฎวัดเอาไว้ว่า "ห้ามบอกบุญ ห้ามเรี่ยไร"

    ตรงนี้ไม่ใช่ซื้อรำคาญอย่างเดียว แต่ให้ทุกท่านรู้ไว้ว่า บางทีก็มีบางคนที่ปากร้าย เขียนเอาไว้ว่า "บ้านก็ขัด วัดก็ขูด พูดไม่ออก" พูดง่าย ๆ ก็คือตัวเองก็ไม่ค่อยจะมี แล้วยังโดนวัดมาขูดเลือดขูดเนื้อไปอีก จึงเป็นเรื่องที่พวกเราต้องตระหนักเป็นอย่างยิ่งว่า
    เราอยู่ได้ด้วยศรัทธาของญาติโยม ถ้าหากว่าญาติโยมเขาหมดศรัทธาเมื่อไร ก็จะกลายเป็นว่าทิ้งให้วัดวาอารามทรุดโทรมดูไม่ได้ อย่างหลาย ๆ แห่งที่เป็นอยู่

    หรือแม้กระทั่งเวลาเราออกบิณฑบาตอยู่ทุกวัน ท่านก็จะเห็นว่าเวลาบางวัดเดินผ่านมา ญาติโยมไม่สนใจที่จะใส่บาตร หันไปคุยกันเองบ้าง หลบไปเสียบ้าง จนกระทั่งพวกเราเดินไปถึงจึงออกมาใส่บาตร เหล่านี้เป็นต้น เห็นแล้วต้องรู้จักคิดและรู้จักตระหนักเอาไว้ด้วยว่า สถานการณ์พระพุทธศาสนาในปัจจุบันนี้ ไม่ได้เป็นคุณแก่คณะสงฆ์ไทยเลย ด้วยสารพัดเรื่องสารพัดปัญหาที่หมักหมมอยู่

    ตอนนี้ก็อยู่ในลักษณะ "ไข้ขึ้น" หรือว่า "ฝีแตก" มีแต่เรื่องให้เขาว่าเขากล่าว เป็นข่าวเป็นคราวกันได้ทุกเรื่องไป จึงควรที่จะระมัดระวังในการกระทำทุกเรื่องของเราให้ดีเข้าไว้ ส่วนญาติโยมจะเห็นดีเห็นงามหรือรังเกียจอย่างไรแล้วแต่เรื่องของเรา ถ้าเราทำดีจนถึงดีแล้ว เขายังไม่เห็นดีเห็นงามด้วยก็แล้วแต่เวรแต่กรรมของแต่ละคน..!

    ส่วนเรื่องเส้นทางบิณฑบาตนั้นไม่ต้องเสียเวลาไปบอกไปกล่าว ไม่ต้องไปเคลียร์ใจกับใครทั้งนั้น ในเมื่อเขาปิดทางแล้วจะเปิดหรือไม่เปิดก็เรื่องของเขา เราเดินทางใหม่ก็เดินทางใหม่เสียให้เคยชินไปเลย เนื่องเพราะว่าเรื่องพวกนี้ คุณจะมาอ้างว่าเข้าใจผิด หรือลูกน้องเข้าใจคำสั่งผิด ถ้าหากว่าไม่มีเจ้านายของตนเองไปทำอะไรให้เขาเข้าใจผิดลักษณะอย่างนั้น เขาย่อมไม่ฟังคำสั่งผิดแน่นอน..!

    ดังนั้น..การที่จะมาแก้ตัวชุ่ย ๆ ง่าย ๆ ว่าลูกน้องเข้าใจผิดแล้วไปทำเอง กระผม/อาตมภาพฟังแล้วยังรู้สึกคลื่นไส้แทน ประมาณว่ามึงจะโกหกตอแหลอย่างไร เหตุผลก็น่าจะดีกว่านี้หน่อย..! ดังนั้น..เราก็เดินทางใหม่ของเราต่อไป ส่วนทางเก่าเขารังเกียจเราก็ปล่อยไป ถ้าหากว่าการเห็นพระแล้วทำให้เขาไม่สบายใจ เราก็อย่าโผล่ไปเสียก็หมดเรื่องกัน..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...