เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 21 มีนาคม 2026 at 20:07.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,046
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,060
    ค่าพลัง:
    +26,884
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,046
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,060
    ค่าพลัง:
    +26,884
    วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๒๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระผม/อาตมภาพเดินทางออกจากวัดท่าขนุนตั้งแต่ประมาณตี ๓ ครึ่ง ตรงไปยังวัดอุทยาน ตำบลบางขุนกอง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เหตุที่ต้องวิ่งลงมาก็เพราะว่า บรรดาญาติโยมทั้งหลายที่จะต้องติดต่อประสานงาน ตลอดจนกระทั่งรับข้าวของจากวัดท่าขนุนนั้น ส่วนใหญ่แล้วหาสถานที่เติมน้ำมันไม่ได้ หรือว่าเติมน้ำมันได้ยาก..!

    เรื่องนี้จะว่าไปแล้วก็เป็นที่น่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าปั๊มน้ำมันส่วนหนึ่งนั้นเขาจะมีลูกค้าประจำรายใหญ่ ที่มีการผูกซื้อน้ำมันรายเดือน หรือว่ารายวันอยู่แล้ว ในเมื่อน้ำมันมาลงให้ สมมติว่า ๑ แสนลิตร ก็ต้องกันเอาไว้ให้ลูกค้ารายใหญ่เหล่านี้ไปแล้วประมาณ ๖ หมื่นลิตร แล้วยังต้องเตรียมเอาไว้สำหรับหน่วยงานสำคัญ อย่างเช่น รถพยาบาล รถกู้ภัย รถดับเพลิง เหล่านี้เป็นต้น ก็น่าจะหมดไปอีกประมาณ ๑ หมื่นลิตร

    ส่วนที่เหลือจะจำหน่ายให้แก่บุคคลทั่วไป ก็จะเหลืออยู่แค่ประมาณ ๓ หมื่นลิตรเท่านั้น แล้วถ้าหากว่าสถานีบริการน้ำมันแห่งไหน ได้รับน้ำมันน้อยกว่านี้ ก็ยิ่งต้องลดน้อยลงไปตามส่วน โดยเฉพาะบ้านเรานั้นนิยมรถกระบะเป็นอย่างมาก เนื่องเพราะว่านำมาใช้งานสารพัดประโยชน์ และรถกระบะก็มักจะเติมน้ำมันดีเซลทั้งสิ้น ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จึงต้องไปต่อคิวกันยาวเหยียด โดยที่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะได้รับน้ำมันมาสักเท่าไร ?!

    เรื่องพวกนี้นั้น ในช่วงที่กระผม/อาตมภาพยังวัยรุ่นอยู่ พบทั้งเรื่องของการปันส่วนน้ำมัน ปันส่วนอาหารมาแล้ว โดยเฉพาะการปันส่วนอาหารนั้น เป็นสิ่งที่เราทุกคนซาบซึ้งใจมาก เนื่องเพราะว่าข้าวปลาในสมัยนั้นค่อนข้างจะหายากและแพง รัฐบาลจึงคิดเรื่องของ "ข้าวโอชา" ขึ้นมา โดยปนข้าวเหนียวลงไปในข้าวจ้าว ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วแต่ละบ้านมีกี่คน ต้องนำทะเบียนบ้านไปแสดงและรับบัตรปันส่วน ว่าบ้านนี้สามารถซื้อข้าวได้วันละกี่ลิตร ? เป็นต้น ท่านที่ไม่เคยผจญในลักษณะนี้มาก็จะทุลักทุเลอยู่สักหน่อย

    ส่วนกระผม/อาตมภาพเองนั้น รถยนต์ที่ใช้อยู่ ตั้งใจซื้อรถเครื่องเบนซินตั้งแต่แรก ทั้ง ๆ ที่เป็นรถตรวจการณ์ ก็เพราะว่าจะเอามาเปลี่ยนเป็นใช้แก๊ส ในเมื่อแก๊สและน้ำมันเบนซินไม่ขาด กระผม/อาตมภาพจึงต้องเป็นผู้เสียสละ วิ่งลงมานำสิ่งของให้เขา และรับสิ่งของขึ้นไป

    โดยเฉพาะวัตถุมงคลราคาแพงทั้งหลาย ซึ่งปกติไอ้ตัวเล็กต้องหาวันหยุด หรือว่าวันที่ตนเองว่างจากงานประจำ มีเวลาแล้วก็ต้องวิ่งขึ้นไปรับถึงวัดท่าขนุน แต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่อำนวยเสียแล้ว เนื่องเพราะว่าตั้งแต่กาญจนบุรียันทองผาภูมิ สถานีบริการน้ำมันทุกแห่งมีแต่รถเข้าคิวยาวเป็นกิโลเมตรทั้งสิ้น..! ในเมื่อเป็นเช่นนั้น การวิ่งลงมาของกระผม/อาตมภาพจึงสะดวกที่สุดสำหรับทุกฝ่าย
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,046
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,060
    ค่าพลัง:
    +26,884
    ครั้นจัดสรรปันส่วนข้าวของ จัดการงานทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็ฉันเพล จากนั้นก็วิ่งย้อนกลับไปยังวัดราษฎร์ประชุมชนาราม (วัดท่ามะขาม) เพื่อที่จะเข้าร่วมการปฏิบัติธรรมของคณะธุดงค์ธรรมยาตราเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมายุ ๗๕ พรรษา

    แต่ด้วยความที่ว่ามาถึงเวลาเที่ยงครึ่ง เป็นเวลาที่เขาพักพอดี จึงต้องรอจนได้เวลาแล้วลงไปร่วมกิจกรรมกับท่านทั้งหลาย ซึ่งวันนี้เป็นการเปิดใจสำหรับสถานที่พักแห่งแรกของคณะ ก็คือกล่าวถึงวัดราษฎร์ประชุมชนาราม แต่ว่าหลวงพ่อณรงค์ศักดิ์ (พระครูกิตติธรรมนิวิฐ) รองเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร ประธานคณะพระวิปัสสนาจารย์ประจำกองการวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทย ในพระสังฆราชูปถัมภ์ รุ่นที่ ๑ (ปี ๒๕๖๔) ได้ขอให้กระผม/อาตมภาพเปิดใจเกี่ยวกับการเป็นประธานอุปถัมภ์งานครั้งนี้

    กระผม/อาตมภาพได้เรียนต่อทุกท่านว่า ในเรื่องของพระพุทธศาสนา ในเรื่องของการคณะสงฆ์นั้น ไม่ใช่เรื่องของบุคคลเดียวหรือว่าวัดเดียว ถ้าหากเราคิดว่าเราดีแล้ว เราเก่งแล้ว วัดเรารอดได้แน่นอน แล้วตั้งหน้าตั้งตามุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว เมื่อมองกลับมาข้างหลัง ท่านอาจจะไม่เห็นใครเลยก็เป็นได้..! แล้วถ้าทุกคนอยู่ในลักษณะเอาแต่ตนเองเป็นใหญ่ พระพุทธศาสนาก็จะไปไม่รอด..!

    ในเมื่อมองเห็นในจุดนี้ กระผม/อาตมภาพจึงได้ตั้งใจรับงานในพระพุทธศาสนา หรือว่าภาระงานคณะสงฆ์ทุกอย่าง ที่ตนเองสามารถทำได้ และตั้งใจจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อความเป็นปึกแผ่นแน่นหนาของคณะสงฆ์ไทย ดังที่ตนเองทุกวันนี้ ด้วยความที่ช่วยเหลือคนอื่นไว้มาก ไม่ว่าจะไปที่ไหน หรือว่ากล่าวคำขอร้องต่อผู้ใด ก็มีแต่คนเขายินดีช่วยเหลือทั้งสิ้น

    เพียงแต่ว่าถ้าท่านทั้งหลายรับภาระงานมากมายหลายตำแหน่งอย่างกระผม/อาตมภาพแล้ว ส่วนที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการปฏิบัติธรรม ทุกท่านจะต้องตั้งหน้าตั้งตาภาวนาจนสติเจริญมั่นคง เมื่อสติมั่นคง ปัญญาก็จะเกิด เราจะสามารถแยกแยะ
    ความสำคัญมากน้อย ความก่อนหลังเร็วช้าของงานได้

    เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็หยิบยกเอางานนั้นขึ้นมาทำเฉพาะหน้า เราก็จะมีงานเดียวอยู่ตลอดเวลา
    ไม่เหมือนกับบุคคลที่ขาดสติ มักจะเอาหลาย ๆ งานมาหมกรวมกันเป็นงานเดียว แล้วก็เครียด เพราะว่าหนักเกินกำลังที่ตนเองจะกระทำได้..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,046
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,060
    ค่าพลัง:
    +26,884
    จึงขอเรียนถวายบรรดาท่านทั้งหลายซึ่งเป็นวิปัสสนาจารย์ส่วนใหญ่ว่า ความที่ท่านเป็นพระวิปัสสนาจารย์นั้น สร้างความเลื่อมใสให้กับบุคคลได้ง่าย แต่ถ้าหากว่าท่านมาสายปกครองหรือว่าสายการศึกษา ท่านจะสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ญาติโยมได้ยากกว่ามาก

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านทั้งหลายเหล่านั้น ก็อาจจะประสบความยากลำบากในการทำงานต่าง ๆ แต่ขอให้ทุกท่านมั่นใจว่า
    ญาติโยมที่อยากทำบุญนั้นยังมีมาก เพียงแต่ว่าเขาทั้งหลายเหล่านั้นต้องการบุคคลที่ตรงไปตรงมา บอกเขาว่าทำอะไรก็ทำอย่างนั้นจริง ๆ ถ้าเป็นเช่นนั้น ญาติโยมทั้งหลายก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนทุกท่าน

    ไม่ใช่ประกาศว่าจะสร้างศาลาการเปรียญ บอกบุญไป ๑๐ ปีก็มีแต่เสา..! ถ้าแบบนั้น ญาติโยมก็ย่อมเสื่อมศรัทธา พวกเราทั้งหลายจึงควรตระหนักว่า
    พระพุทธศาสนาของเราจะเจริญหรือว่าไม่เจริญ ก็ขึ้นอยู่กับการประพฤติวัตรปฏิบัติธรรมของพวกเรานั่นเอง

    เมื่อได้กล่าวเปิดใจกับทุกท่านแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ขอตัววิ่งตรงไปยังวัดถ้ำเสือดาว ซึ่งท่านพระครูสุธรรมกาญจนาภรณ์นั้นก็เป็นเพื่อนกัน เคยอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่สมัยที่อยู่วัดราษฎร์ประชุมชนาราม หรือว่าวัดท่ามะขามแห่งนี้เอง แม้กระทั่งรับสัญญาบัตรครั้งแรก ก็รับพร้อมกัน และสัญญาบัตรก็สลับกันเสียด้วย เนื่องเพราะว่ากระผม/อาตมภาพนั้น ฉายา "สุธมฺมปญฺโญ" พระราชทินนามที่แท้จริงก็คือ "พระครูสุธรรมกาญจนาภรณ์" ส่วนของท่านอาจารย์บูรพา ท่านฉายา "กาญจนธโร" พระราชทินนามของท่านก็คือ "พระครูวิลาศกาญจนธรรม"

    แต่ด้วยความที่พวกเราเป็นรุ่นยากเข็ญ บางคนเขาเรียกกันว่า "พระครูรุ่นน้ำท่วม" เนื่องเพราะว่ารับสัญญาบัตรกันในปี ๒๕๕๔ ในเมื่อมีการโยกย้ายข้อมูลกันอุตลุด จากพุทธมณฑลหนีน้ำไปยังอาคารบริเวณสะพานพระปิ่นเกล้า จึงทำให้เอกสารหลายอย่างกระจัดกระจาย เมื่อนำมารวมกันแล้วจึงมีการสลับกันในเรื่องของการทำประวัติ

    กระผม/อาตมภาพที่ฉายา "สุธมฺมปญฺโญ" จึงกลายเป็น "พระครูวิลาศกาญจนธรรม" ส่วนหลวงพ่อพระครูบูรพา ฉายา "กาญจนธโร" แต่กลายเป็น "พระครูสุธรรมกาญจนาภรณ์" ด้วยประการฉะนี้..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,046
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,060
    ค่าพลัง:
    +26,884
    เมื่อเจอหน้าท่านก็ดีอกดีใจ รีบทักทายถามไถ่ว่า "มีธุระปะปังอะไรถึงมาเหยียบถ้ำเสือ ?" เนื่องเพราะว่าวัดของท่านคือ "วัดถ้ำเสือดาว" จึงได้บอกกับท่านว่าจะมารบกวน ขอให้คณะธุดงค์ธรรมยาตราเฉลิมพระเกียรติ ได้แวะพักกลางทาง ในระหว่างเดินจากวัดหนองสามพรานไปยังวัดไตรรัตนาราม ขออนุญาตใช้พื้นที่ในการแวะฉันเพลและเข้าห้องน้ำ ซึ่งท่านเองก็รีบรับคำด้วยความยินดี บอกว่า "ได้ทุกอย่าง"

    แต่กระผม/อาตมภาพบอกว่า มีเจ้าภาพภัตตาหารเพลแล้ว ขอรบกวนแค่สถานที่เพื่อเข้ามาฉัน และห้องน้ำห้องท่าเท่านั้น ยังปรารภถึงคนเก่า ๆ สมัยที่อยู่รวมกันในวัดท่ามะขามด้วยกันมา ไม่ว่าจะเป็น "พระใบฏีกาสุชาติ" "พระครูสมุห์อภิสิทธิ์" "พระสุมนะ" ตลอดจนกระทั่ง "พระมหาทองดี" ซึ่งล้มหายตายจากไปก็มี สึกหาลาเพศไปก็มี เหลือ "สองเกลอหัวเห็ด" อยู่กันแค่นี้เอง

    โดยเฉพาะท่านปรารภว่า "ก็มีแต่วัดท่าขนุนนี่แหละ..ที่รักษาชื่อเสียงเอาไว้ได้ไม่ด่างพร้อย" ขณะที่คนอื่นสึกหาเพศไปบ้าง ตายไปบ้าง ด้วยชื่อเสียงที่ค่อนข้างจะฉาวโฉ่ แม้แต่ตัวท่านเองก็มีปัญหาในเรื่องของเงิน ๆ ทอง ๆ เช่นกัน เนื่องเพราะว่าตั้งโครงการทำโน่นทำนี่ไว้มากมาย แต่ว่าเงินไม่ได้เข้ามามากอย่างใจนึก โครงการก็เลยกลายเป็นค้างคาอยู่ กลายเป็นที่เพ่งเล็งของญาติโยมและส่วนมากเสื่อมศรัทธาไปเสียแล้ว..!

    ครั้นเมื่อได้พูดคุยกันจนกระทั่งหายคิดถึงแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ส่งข่าวกลับมายังเจ้าหน้าที่ของคณะธุดงค์ธรรมยาตรา แจ้งว่าการพักครึ่งในวันที่สองของการเดินธุดงค์นั้น เราได้สถานที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องหนักใจ จากนั้นกระผม/อาตมภาพก็ได้กลับมายังที่พัก ทำการบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนอยู่ในขณะนี้

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันเสาร์ที่ ๒๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...