บทความให้กำลังใจ(บนเส้นทางแห่งการเรียนรู้วิชชาจากพระพุทธเจ้า)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    (ต่อ)
    พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้จะเกิดขึ้นได้เมื่อพุทธศาสนามีบทบาทสอง ประการคือ ๑. ส่งเสริมให้เกิดอิสรภาพภายใน พ้นจากบีบคั้นของตัวตนอันเป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาเอง ๒. ส่งเสริมให้เกิดอิสรภาพภายนอก คือพ้นจาก บีบคั้นทางสังคม หรือการเอาเปรียบจากผู้คน วัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้จะต้องมีสององค์ประกอบนี้

    อันที่จริงพุทธศาสนาจะมีอิทธิพลต่อโลกยุคใหม่ไม่ได้เลยหากขาดบทบาทส่วนใดส่วนหนึ่งไป คือจะต้องส่งเสริมให้เกิดอิสรภาพภายในหรืออิสรภาพทางใจ กับอิสรภาพภายนอกหรืออิสรภาพทางสังคม เพราะว่าในเวลานี้ผู้คนมีความทุกข์ความเครียดมาก แม้จะมีวัตถุมีเงินทองมากมาย ขณะเดียวกันจำนวนไม่น้อยก็ถูกบีบคั้นจากกลไกทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีการเอารัดเอาเปรียบ การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และการเมือง

    ศาสนาใดก็ตามจะมีความหมายต่อโลกยุคใหม่ได้ต้องส่งเสริมให้เกิดอิสรภาพทั้งสองประการ จะเน้นอันใดอันหนึ่งไปไม่ได้ ในด้านหนึ่งก็ต้องส่งเสริมคนให้เข้าถึงอิสรภาพภายใน ขณะเดียวกันก็ทำให้สังคมมีหลักประกันทางด้านสิทธิเสรีภาพ ความยุติธรรม มีประชาธิปไตย หรือมีสำนึกต่อระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมเพราะเวลานี้ สิ่งแวดล้อมกำลังจะแปรปรวนและกลายเป็นปัจจัยที่บีบคั้นผู้คนอย่างรุนแรง ดังภัยธรรมชาติที่เกิดกับพม่าและจีนจนคนตายเป็นแสน ภัยธรรมชาติแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกหนทุกแห่ง

    เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้นี้จะต้องส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความงอกงามทางจิต และความงอกงามทางสังคมไปในเวลาเดียวกัน ต้องทำให้ชีวิตภายในลุ่มลึกและทำให้ชีวิตสาธารณะเกื้อกูลต่อสังคม นี้คือการทำให้มิติพุทธศาสนาในทางสังคมเป็นจริงขึ้นมา ไม่ใช่เป็นแค่ความคิด หรือว่าความปรารถนาเท่านั้น

    จะทำเช่นนั้นได้ กระบวนการทางด้านสังคมเป็นเรื่องสำคัญ คือ เวลาเราพูดว่าต้องทำให้คนมีศีลธรรม เรามักจะเน้นว่า ต้องเข้าวัดฟังธรรม ฟังเทศน์ เพิ่มวิชาศีลธรรม อาตมาคิดว่าเท่านี้คงไม่พอ เวลานี้ กระบวนการเพื่อส่งเสริมความตื่นรู้ในทางจิตใจ ยังไม่ได้รับการพัฒนาหรือใส่ใจเท่าที่ควร ขณะที่การสอนศีลธรรมแบบเดิมๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จึงยากที่จะทำให้เกิดอิสรภาพและความตื่นรู้ทั้งสองระดับ อาตมาไม่มีเวลาพูดว่ากระบวนการทางสังคม หรือกระบวนการเรียนรู้เพื่อปลุกให้เกิดความตื่นรู้ หรือเกิดคุณธรรมขั้นพื้นฐานเพื่อนำไปสู่ปรมัตถธรรมนั้นควรเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามขอพูดว่าชุมชนเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้สำหรับกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกทางคุณธรรมและสังคม ในเรื่องนี้มีวิทยากรหลายท่านได้พูดไปแล้วถึงความสำคัญของชุมชน แต่อาตมาก็อยากสรุปสั้นๆว่า ความสำคัญของชุมชนก็คือ ๑.ชุมชนช่วยบ่มเพาะความเจริญส่วนบุคคล อันนี้คือบทบาทของสังฆะหรือคณะสงฆ์เลย อารามหรือวัดเป็นชุมชนที่ทำให้พระในฐานะปัจเจกบุคคลนี้ความเจริญงอกงามในธรรมวินัยจนกระทั่งไปถึงการบรรลุธรรมได้ ๒.ชุมชนยังทำให้เกิดดุลยภาพระหว่างการทำงานภายในกับการทำงานภายนอกได้ด้วย ทำให้อิสรภาพทางใจกับอิสรภาพทางสังคมไม่แยกจากกัน

    ประเด็นสุดท้ายที่อาตมาอยากย้ำก็คือ บทบาทสองประการที่พุทธศาสนาน่าจะมี อัน ได้แก่การส่งเสริมอิสรภาพภายใน และการส่งเสริมอิสรภาพภายนอก ไม่ได้มีความสำคัญในแง่ของการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้ เพื่อทำให้สังคมปลอดภัยจากวัฒนธรรมแห่งความละโมบและวัฒนธรรมแห่งความโกรธเกลียดเท่านั้น แต่ยังเป็นผลดีต่อพุทธศาสนาเองด้วย คือช่วยให้พุทธศาสนายังมีความหมายต่อโลกปัจจุบัน หากพุทธศาสนาละเลยการเข้าไปมีบทบาทในการสร้างสรรค์สังคม เพื่อส่งเสริมอิสรภาพภายนอก แม้จะยังทำงานส่งเสริมอิสรภาพภายในอยู่ ก็อาจมีปัญหาต่อพุทธศาสนาเองได้

    ในเรื่องนี้พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ได้เตือนชาวพุทธไทยมา ๒๐ กว่าปีแล้ว อาตมาขอยกข้อเขียนของท่านมาสรุปปิดท้ายปัจฉิมกถา ดังนี้
    “หากชาวพุทธปล่อยให้สภาพแวดล้อมต่าง ๆ โดยเฉพาะสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจปรุงแต่งและแรงกระทบจากปัจจัยภายนอกอย่างอื่น ๆ โดยที่พุทธศาสนาแทบไม่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ควบคุมด้วยเลย และเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่เกื้อกูลต่อการปฏิบัติตามหลักการของพระพุทธศาสนา สภาพเช่นนั้นก็จะมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งอาจเป็นไปถึงขั้นที่การปฏิบัติตามหลักการของพุทธศาสนาไม่อาจเป็นไปได้เลย”

    แม้จะไม่ถึงขั้นนั้น แต่อย่างต่ำ ๆ ก็อาจเกิดสภาพต่อไปนี้คือ “เขตแดนแห่งการปฏิบัติตามหลักการของพุทธศาสนาหรือวงการดำเนินชีวิตแบบพุทธจะรัดตัวแคบเข้า และจะเป็นแต่ฝ่ายรับ ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกเลย ทำให้ชุมชนชาวพุทธถอยร่นห่างออกไปจากสังคมมนุษย์ยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนหนีไปรวมกันอยู่บนเกาะที่ถูกน้ำล้อมรอบ ขาดจากชุมชนอื่น”

    อาตมาขอยุติปัจฉิมกถาแต่เพียงเท่านี้
    :- https://www.visalo.org/article/budBuddhadasa.htm


     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 มกราคม 2026 at 23:46
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    HappyNewYear !!.jpg
    บันทึกแด่ลูกรัก “ความสุข”

    ลูกจงจำไว้

    ลูกจงเป็นมิตรกับทุกคน
    สร้างความสุขให้แก่ทุกคน
    อย่าทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ อย่าโทษเขา
    ขอให้แก้ไขที่ตัวเราเอง แล้วลูกอย่าไปทุกข์กับมัน
    วิธีแก้ทุกข์ที่ดีที่สุดคือ การให้อภัย

    พระโอวาทจากหลวงพ่อปัญญานันทะว่า
    ถ้ารักลูกให้สอนลูก
    คิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี และไปสู่สถานที่ดี
    เท่านี้ลูกจักอยู่ในสังคมได้โดยไม่เป็นทุกข์

    เมื่อลูกเกิดความเบื่อหน่ายการเรียน

    พึงนึกและมุ่งมั่นว่า

    การเรียนรู้เป็นประตูสู่ชัยชนะ
    การเรียนรู้เป็นประตูสู่ความสำเร็จ
    การเรียนรู้เป็นประตูสู่ความสุข

    ลูกจงรักษากายของเราให้สะอาดเสมอ
    พร้อมกับรักษาใจให้เป็นปรกติ

    ความรัก...เป็นที่มาแห่งความสุข
    ความเมตตา...เป็นที่มาแห่งความสุข
    ความช่วยเหลือผู้อื่น...เป็นที่มาแห่งความสุข
    ความสงสารผู้อื่น...เป็นที่มาแห่งการสร้างความสุข
    วิธีทำใจให้สบายที่สุดคือการทำสมาธิ

    เวลาลูก ทุกข์ใจ โกรธใคร เกลียดใคร กลัวใคร
    ร้อนใจ ทำอะไรผิดแล้วทุกข์ อยากแล้วทุกข์
    ทำอะไร ไม่ได้และคิดไม่ออก
    สิ่งที่ดีที่สุด คือ การทำสมาธิ
    เพราะสมาธิช่วยได้ มิใช่ช่วยให้สำเร็จ แต่
    สมาธิช่วยให้ใจเราปรกติแล้วจักคิดพิจารณา
    ในสิ่งนั้นๆ ด้วยใจปรกติ ยึดมั่นความถูกต้อง
    ลูกจักประสบผลสำเร็จด้วยตัวลูกเอง
    ถ้าลูกเห็นคนอื่นเขามั่งมี ร่ำรวยกว่าลูก
    จงอย่าคิดอิจฉาริษยาเขา คิดว่าเขาทำบุญมาดี
    จงมองคนที่จนกว่าเรา มีอีกมากมายคิดเสียว่า “เรามีแค่นี้ก็ดีแล้ว”

    ลูกรัก จงจำไว้ให้ขึ้นใจ

    คนดี คือคนที่มีศีลธรรม (จิตใจปรกติ)

    1. ไม่ทำร้ายผู้อื่น
    2. ไม่เอาของที่ผู้อื่นเขาไม่ให้
    3. ไม่แย่งคนรักของผู้อื่น
    4. ไม่พูดจาโกหกอันจักทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
    5. ไม่เสพสิ่งเสพติดทุกชนิดจนทำให้มึนเมา
    (การเสพสิ่งเสพติด ทำร้ายทั้งตนเองและผู้อื่น ข้อสำคัญทำให้พ่อแม่ พี่น้อง ครอบครัวเสียใจ)

    ถ้าเรามีมากกว่าผู้อื่น ก็อย่าพูดจาทับถมเขา
    ให้ความเมตตา เห็นใจและช่วยเหลือเขา
    จงใช้วาจาที่สุภาพ กับ ทุกคนไม่ว่ารวยหรือจน

    การเป็นผู้ดี (คนดี) มิได้วัดกันที่ความรวยจน
    แต่วัดกันที่ความงามน้ำใจ ความดีที่ทำ

    คนโบราณกล่าวไว้ว่า

    คนจะงาม งามน้ำใจ ใช่ใบหน้า
    คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน
    คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน
    คนจะรวย รวยศีลทาน ใช่บ้านโต

    เมื่อรู้ว่าผิดแล้วรีบแก้ไขปรับปรุง
    เมื่อทำถูกแล้ว ก็ให้พัฒนาความถูกนั้นให้ดียิ่งๆ ขึ้น

    เมื่อลูกคิดอะไร คิดให้ดีๆ
    พูดอะไร พูดให้ดีๆ
    ทำอะไร ทำให้ดีๆ
    จงจำไว้ อย่าให้ใครเดือดร้อน


    >>>>> จบ >>>>>

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=941&sid=a14524062406993581bae537f659a9ac


     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    คมในฝัก
    ในป่าใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด
    มีนายพรานสองพ่อลูกปลูกกระท่อมพักอาศัยอยู่ในป่าแห่งนั้น
    อาชีพของนายพรานก็คือ การหาของป่าไปแลกเปลี่ยนกับข้าวปลาอาหารและสิ่งของ
    เครื่องใช้ต่างๆ จากในเมือง ทุกเช้านายพรานผู้พ่อจะเข้าป่า
    ส่วนลูกชายจะอยู่ที่กระท่อมคอยหุงหาอาหารไว้คอยท่าพ่อ เมื่อพ่อกลับมาในตอนเย็น
    วันหนึ่งนายพรานออกจากบ้านแต่เช้า เพื่อเข้าไปหาของป่าอย่างเคย บังเอิญเขาถูกงูเห่ากัด อาการสาหัสมาก แต่ถึงกระนั้น นายพรานก็พยายามแข็งใจเดินกลับมายังกระท่อมของเขาจนได้ แล้วนายพรานก็เรียกลูกชายมาบอกว่า

    "ลูกรัก พ่อถูกงูเห่ากัดเสียแล้ว คราวนี้เห็นทีจะไม่รอด
    คงไม่มีโอกาสได้เลี้ยงดูเจ้าอีกต่อไปแล้ว"

    "ทำใจดีๆ ไว้เถอะพ่อ พ่อคงไม่เป็นอะไรมากหรอก พ่อจะให้ผมช่วยอย่างไร
    พ่อรีบบอกมาเถอะ" ลูกชายนายพรานพูดให้กำลังใจพ่อ

    "ต่อไปนี้เจ้าต้องช่วยตัวเองนะลูก เข้ามาใกล้ๆ พ่อซิ แล้วเจ้าจงจำคำพ่อไว้
    พ่อมีของดีอยู่อย่างหนึ่งนั้นคือ นอแรด เมื่อพ่อสิ้นใจไปแล้ว
    เจ้าจงเอานอแรดในย่ามนี้ไปถวายพระราชา อย่าลืมทำตามที่พ่อสั่งนะลูกนะ"

    นายพรานพูดจบก็ยื่นย่ามใส่นอแรดให้แก่ลูกชาย แล้วเขาก็ขาดใจตาย

    ฝ่ายลูกชายนายพราน เมื่อพ่อตายก็มีความเศร้าโศกเสียใจ แต่ก็พยายามสะกด
    ใจไว้รีบนำศพพ่อไปฝัง แล้วกราบลาศพพ่อมายังกระท่อมที่พัก ตรงไปหยิบย่าม
    ที่ใส่นอแรดสะพายบ่าเดินทางเข้าเมืองหลวง เพื่อถวายนอแรดแด่พระราชาตาม
    ที่พ่อสั่งไว้ เขาเดินทางไม่กี่วันก็ถึงเมืองหลวง จึงตรงไปยังประตูชึ้นนอก
    แล้วพูดกับนายประตูชั้นนอกว่า

    "ท่านนายประตู ผมต้องการจะเข้าเฝ้าพระราชา ท่านจะกรุณาผมหน่อยจะได้ไหม"
    "เอ็งต้องการจะเข้าเฝ้าพระองค์ท่านด้วยธุระอันใดหรือ" นายประตูถามด้วยความสงสัย
    "ผมมีของดีอย่างหนึ่ง ที่จะนำมาถวายท่าน"
    "ของดีอะไรของเอ็งหรือ ไหนข้าขอดูหน่อย"
    "นอแรดนี้ไงของดีที่ว่านั้น"

    ลูกชายนายพรานพูดพร้อมควักนอแรดออกมาจากย่ามให้นายประตูดู

    นายประตูเมื่อเห็นลูกชายนายพรานมีนอแรดที่สวยงามจริงๆ ก็คิดในใจว่า

    "ถ้าลูกชายนายพรานนำไปถวายพระราชาแล้ว พระองค์คงพอพระทัยเป็น
    อย่างยิ่ง และอาจพระราชทานรางวัลให้แก่ลูกชายนายพรานเป็นจำนวนมาก"

    เมื่อคิดดังนั้นแล้ว นายประตูชั้นนอกก็เกิดความโลภขึ้นมาทันที อย่ากระนั้นเลย
    เราจะต้องขู่เข็ญให้เด็กคนนี้แบ่งรางวัลที่ได้รับแก่เราส่วนหนึ่ง จึงพูดกับลูกชาย
    นายพรานว่า

    "นี่เจ้าเด็กน้อย ถ้าข้านำเจ้าเข้าไปถวายนอแรดแด่พระราชา
    แล้วพระองค์พระราชทานรางวัลให้แก่เจ้า เจ้าจะต้องแบ่งรางวัลนั้น
    ให้แก่ข้าครึ่งหนึ่งนะ ถ้าไม่ตกลง ข้าก็คงจะพาเจ้าเข้าเฝ้าไม่ได้หรอก"

    ลูกชายนายพรานได้ยินดังนั้นก็เกิดความไม่พอใจนายประตู ที่เป็นคนเห็นแก่ได้
    ไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ จึงคิดว่าถ้ามีโอกาสจะหาทางสั่งสอนนายประตูผู้นี้ให้รู้สำนึก แล้วพูดกับนายประตูว่า

    "ตกลง ผมจะแบ่งรางวัลที่ได้รับให้แก่ท่านครึ่งหนึ่งแน่นอน"

    "เอ็งอย่าโกหกนะ แล้วก็จำคำพูดของเอ็งเอาไว้ให้ดีนะ"

    ว่าแล้วนายประตูชั้นนอกก็พาลูกชายนายพรานเข้าไปยังประตูชั้นใน พบนาย
    ประตูชั้นใน ก็เล่าเรื่องที่ลูกชายนายพรานจะขอเข้าเฝ้าพระราชา
    เพื่อถวายนอแรด และมอบรางวัลครึ่งหนึ่งให้แก่ตน ให้นายประตูชั้นในฟัง

    นายประตูชั้นในได้ฟังเรื่องทั้งหมด ก็เกิดความโลภอยากได้
    ในส่วนแบ่งจากรางวัลบ้างเหมือนกัน จึงพูดกับลูกชายนายพรานว่า

    "แล้วข้าละ เจ้าจะให้อะไรบ้าง ถ้าข้าจะพาเจ้าเข้าไปเฝ้าพระราชา"

    "เอาเถอะผมจะไม่เอาอะไรเลย
    แต่ผมจะแบ่งรางวัลที่ได้รับทั้งหมดให้แก่ท่านทั้งสองคนละครึ่ง"
    ลูกชายนายพรานพูดยืนยัน ส่วนในใจนั้นก็คิดว่า
    จะหาโอกาสสั่งสอนคนทุจริตเห็นแก่ได้นี้ให้รู้สำนึกบ้าง

    "เจ้าพูดจริงๆ นะ เจ้าอย่าโกหกนะ ถ้าเจ้าโกหกเจ้าจะต้องเห็นดีกะข้าแน่"

    นายประตูชั้นในพูดขู่สำทับ

    "ตกลงผมไม่โกหกท่านแน่ ขอจงพาผมเข้าเฝ้าโดยเร็วเถิด"
    ลูกชายนายพรานพูดขอร้อง

    นายประตูชั้นในได้ฟังดังนั้นก็ดีใจมาก จึงรีบพาลูกชายนายพรานเข้าเฝ้า
    พระราชาทันที เมื่อหมอบถวายบังคมแล้ว ลูกชายนายพรานก็หยิบนอแรด
    จากถุงย่ามถวายแด่พระราชา พระราชาทอดพระเนตรนอแรด
    ทรงพอพระทัยมาก จึงตรัสขึ้นว่า

    "นอแรดนี้สวยงามมาก เจ้าได้มาจากไหน"

    "ข้าพระพุทธเจ้าได้นอแรดนี้มาจากพ่อของข้าพระพุทธเจ้าที่เป็นนายพราน
    พระพุทธเจ้าข้า"

    "แล้วทำไมเจ้าถึงต้องนำนอแรดนี้มาถวายข้าด้วยล่ะ" พระราชาตรัสถามต่อ

    "พ่อของข้าพระพุทธเจ้าได้สั่งไว้ก่อนตายว่า ขอให้นำนอแรดนี้มาทูลเกล้าฯ
    ถวายแด่พระองค์ พระพุทธเจ้าข้า"

    "และเจ้าต้องการสิ่งใดตอบแทน เจ้าบอกข้ามาได้เลย ข้าให้เจ้าได้ทุกอย่าง"

    ลูกชายนายพรานสมหวังดังใจ จึงคิดที่จะสั่งสอนนายประตูทั้งสองคน ให้เห็น
    โทษของความไม่ซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ จึงกราบทูลไปว่า

    "ข้าพระพุทธเจ้าไม่ต้องการทรัพย์สินเงินทองสิ่งของใดๆ ทั้งสิ้น
    แต่จะทูลขอพระองค์สองอย่าง พระพุทธเจ้าข้า"

    "เจ้าว่ามาเลยของสองอย่างนั้นมีอะไร ข้าจะจัดให้เจ้าเดี๋ยวนี้แหละ"

    "อย่างแรก ข้าพระพุทธเจ้า ขอให้พระองค์รับข้าพระพุทธเจ้า
    ไว้เป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาทตลอดไป พระพุทธเจ้าข้า"

    "และอย่างที่สองล่ะ ว่ามาซิ"

    "อย่างที่สอง ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานรางวัลการโบยหลังให้แก่
    ข้าพระพุทธเจ้าสัก 100 ที พระพุทธเจ้าข้า"

    "เจ้าเป็นอะไรไปหรือ โบยหลัง 100 ที เจ้าจะเอาไปทำไม เจ้านี่หาเรื่อง
    เจ็บตัวเปล่าๆ อยู่ดีไม่ว่าดี" พระราชาตรัสถามด้วยความแปลกพระทัย

    "หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจะขอแบ่งรางวัลการโบย 100 ทีนี้
    ให้แก่นายประตูทั้งสองคน คนละครึ่งตามที่ได้ให้สัญญาไว้แก่นายประตูทั้งสอง
    ก่อนที่จะนำข้าพระพุทธเจ้าเข้าเฝ้าพระองค์ พระพุทธเจ้าข้า"

    "อย่างนั้นหรือ เจ้าฉลาดมาก ข้าจะชุบเลี้ยงเจ้าและแต่งตั้งให้เป็น
    มหาดเล็กหลวงต่อไป และข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องเป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริต
    ส่วนนายประตูทั้งสองนั้น ทหารนำตัวทั้งสองคนไปโบยหลังคนละ 50 ที เดี๋ยวนี้"

    ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้

    1. การเชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ จะนำมาซึ่งความสุขความเจริญแก่ชีวิต

    2. คนที่คดโกง ไม่ซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่การงาน ในที่สุดก็จะถูกจับได้
    และถูกลงโทษ ทำให้เสื่อมเสียทั้งชื่อเสียงและวงศ์ตระกูล

    3. ผู้ที่มีความเฉลียวฉลาด ย่อมสามารถเอาตัวรอดได้เสมอ

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=3798
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    คำคมจากขงเบ้ง
    • เกียรติยศย่อมเกิดจากการกระทำที่สุจริต
    • ถ้าคุณหัวเสีย คุณจะเสียหัว
    • อย่าไล่สุนัขให้จนตรอก อย่าต้อนคนให้จนมุม
    • อำนาจที่ปราศจากเหตุผล คือ อำนาจของคนพาล อำนาจที่ปราศจากความเมตตา คือ อำนาจที่นำมาซึ่งความปราชัย
    • ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไร คุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น
    • เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย ดังนี้แล้ว "ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน"
    • นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ
    • ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด ผู้ที่มีเกียรติ คือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น
    • จริงคือลวง ลวงคือจริง ถ้าคุณคิดว่าข้าศึกมีทางเลือกเพียง 2 ทาง จงแน่ใจได้ว่าเขาจะเลือกทางที่ 3
    • ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี
    • มังกรถ้าไร้หัว หางก็ตีกันเอง ถ้าคานบนเอน คานล่างก็เบี้ยว ถ้าเสาเอกเฉียง เสาโทก็เฉ
    • คนมองไม่เห็นการณ์ไกล ภัยก็จะมาถึงตัว คนไม่รู้จักตัดไฟ ภัยก็จะน่ากลัว
    • ยามเรืองรุ่งพุ่งเปรี้ยงดุจเสียงฟ้า แม้เทวายังสยบหลบทางให้ จะหยิบดาวเดือนชมก็สมใจ คงร้องให้วันหนึ่งแน่ คราวแพ้มี
    • ไม้คดใช้ทำขอเหล็กงอใช้ทำเคียว แต่ คนคดเคี้ยวใช้ทำอะไรไม่ได้เลย
    • เล่นหมากรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว เดินหมากรุกยังต้องคิด เดินหมากชีวิต จะไม่คิดได้อย่างไร
    • เมื่อเสียหลักก็ต้องหลบอย่างฉลาด เมื่อพลั้งพลาดต้องรู้หลึกใส่ปลีกหาง ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆทำ ค่อยคลำทาง จึงจะย่างสู่จุดหมายเมื่อปลายมือ
    • ปลาใหญ่มักตายน้ำตื้น
    • เกียรติยศย่อมเกิดจากการกระทำที่สุจริต
    • ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี
    • เมื่อใครสักคนหนึ่ง ทำผิด ท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขา เพราะถ้าท่านเป็นเขาและตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเขา ท่านอาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้
    • การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น
    • ผู้ปกครองระดับธรรมดา ใช้ความสารมารถของตนอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองระดับกลาง ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของคนอื่นอย่างเต็มที่
    • อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น
    • เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ใช่ หรือ อาจจะ" เขามีความหมายว่า "อาจจะ" เมื่อนักการฑูตพูดว่า "อาจจะ" เขามีความหมายว่า "ไม่" เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ไม่" เขาไม่ใช่นักการฑูต เพราะนักการฑูตที่ดีจะไม่ปฏิเสธใคร
    • เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ไม่" หล่อนมีความหมายว่า "อาจจะ" เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "อาจจะ" หล่อนมีความหมายว่า "ใช่ หรือ ได้" เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ใช่ หรือ ได้" หล่อนไม่ใช่สุภาพสตรี
    • คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย
    • ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถ มองเห็นคิ้วของตน คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปยังอนาคต
    • อำนาจที่ปราศจากเหตุผล คือ อำนาจของคนพาล อำนาจที่ปราศจากความเมตตา คือ อำนาจที่นำมาซึ่งความปราชัย
    • ยามเรืองรุ่งพุ่งเปรี้ยงดุจเสียงฟ้า แม้เทวายังสยบหลบทางให้ จะหยิบดาวเดือนชมก็สมใจ คงร้องให้วันหนึ่งแน่ คราวแพ้มี
    • ตัดไผ่อย่าไว้หน่อ ฆ่าพ่ออย่าเหลือลูก คิดทำการใหญ่ ใจคอต้องเหี้ยมหาญ
    • ข้าพเจ้ายอมทรยศต่อคนทั้งโลก ดีกว่าให้คนในโลกทรยศต่อข้าพเจ้า
    • เป็นแม่ทัพแล้วไม่กล้าตัดหัวคน เป็นแม่ทัพที่ดีไม่ได้
    • คนฉลาดปราดเปรื่อง เขานั่งนิ่งสงวนคม
    • ไม่มีใครเลี้ยงอาหารใครเปล่า ๆ โดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน
    • ศัตรูที่ร้ายเหลือ ไม่เท่าเกลือเป็นหนอน
    • ความรู้ คือ อำนาจ
    • นั่งภูดูเสือ กัดกัน
    • เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมียอดคน ฉะนั้นจึงอย่าประมาท
    • ถ้าเป็นกษัตริย์ แล้ว ไม่โลภ ก็ เป็นกษัตริย์ ที่ดีไม่ได้ ถ้าเป็นนักบวชแล้วโลภ ก็ เป็นนักบวช ที่ดีไม่ได้
    • ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถ มองเห็นคิ้วของตน
    • น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำฉันใด เราก็กลายเป็นคนฉลาดในช่วงเวลาลำบากฉันนั้น
    • ดวงอาทิตย์ทำให้ทุกสิ่งกระจ่างชัด แต่ เรายังต้องทำความเข้าใจในส่วนที่มืด ซึ่งยังคงดำรงอยู่
    • :- https://www.baanjomyut.com/10000sword/2548/kongbeng.html
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    monkey teaching.jpg
    ใหญ่จนเคย... เลยประมาท
    ครั้งหนึ่งในงานเต้นรำของสัตว์ป่า ลิงได้รับเลือกให้เป็นราชาสัตว์ป่า เนื่องจากเต้นรำเก่งมาก สุนัขจิ้งจอกอิจฉาริษยาลิงเป็นกำลัง จึงคิดหาวิธีจำจัดลิงเสีย

    วันหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกเห็นนายพรานวางเนื้อก้อนหนึ่งไว้ในกับดักก็คิดแผนชั่วมาได้ มันรีบวิ่งไปบอกลิงว่า

    "ข้าพเจ้าเจอของวิเศษอย่างหนึ่ง อยากถวายแด่ท่านราชา"

    ลิงได้ฟังเช่นนั้นก็เดินตามสุนัขจิ้งจอกไปค้นหาของวิเศษด้วยคงามดีใจ

    ในที่สุด เจ้าลิงก็ติดกับดัก มันโกรธมาก ต่อว่าสุนัขจิ้งจอกว่า

    "แกหลอกฉันทำไม"

    สุนักจิ้งจอกตอบว่า

    "โถ...คุณจ๋อที่น่าสงสาร สัตว์ที่โง่เง่าอย่างแกจะเป็นราชาสัตว์ป่าได้อย่างไร ? ตำแหน่งนี่มันไม่เหมาะสมกับแกดอก ข้าจึงต้องกำจัดเจ้าให้พ้นทาง เพื่อที่ข้าจะได้เป็นขวัญใจแทนเจ้าไงล่ะ"

    ข้อคิด

    ๑. ยืนยิ่งสูง ก็ยิ่งหนาว ลาภ ยศ ฐานะ ยิ่งใหญ่โต ก็ยิ่งหา เพื่อนแท้ไม่ได้
    ๒. อย่าคิดว่าเมื่อมีอำนาจอิทธิพลแล้ว ก็จะกอบโกยผลประโยชน์ใส่ตัวได้อย่างเต็มที่ และอย่าคิดว่าเมื่อเป็นใหญ่แล้ว คนทั้งแผ่นดินจะภักดี ต่อตน ยอมนำเอาของดีๆ มาถวาย ในฐานะ ผู้นำ เราควรแยกแยะให้ออกว่าอะไรสมควรเอา อะไรไม่สมควรเอา ไม่ควรละโมบโลภมากใครเอาอะไรมาให้ ก็รับไว้หมด ไม่เช่นนั้นอาจเสียชื่อและเสียคนในภายหลัง
    ๓. คนที่ชอบของฟรี มักจะเจอกระดูก

    คัดลอกจาก...http://dhammathai.org
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    สำรวมการดื่มน้ำเมา
    การสำรวมจากการดื่มน้ำเมา (มชฺชปาน จ สญูญโม) คำว่า สัญญะโม (สำรวม) หลายท่านพยายามแปลว่า ดื่มของเมาได้ แต่ให้ระวังอย่าดื่มจนเกินขนาดจนเสียสติ เปิดตำราดูแล้วท่านไม่ว่าอย่างนั้น ท่านว่าให้งดเว้นเลยทีเดียว ดุจเดียวกับงดเว้นจากบาป

    สุราคือน้ำดื่มที่กลั่นแล้ว เมรัยคือน้ำดื่มที่ไม่ได้กลั่น รวมไปถึงของหมักดองอื่นๆ ด้วย รวมทั้งยาบ้า ยาอี ฝิ่น กัญชา กะแช่ ข้าวหมากก็รวมด้วย รวมเรียกว่าเมรัยทั้งหมดแหละครับ

    ทางพระพุทธศาสนาถือว่า สุราเมรัย "เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท" คือ เป็นเหตุให้ประมาทและขาดสติ ท่านจึงห้ามมิให้ดื่ม ถ้าดื่มบ่อยๆ ก็จะติดเป็นนิสัย และเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ด้วยเหตุนี้การดื่มสุราเมรัยจึงเป็น "อบายมุข" (ปากทางแห่งความฉิบหาย)

    สุราเมรัยมีโทษอย่างไรนั้น ย่อมเป็นที่ทราบกันดี

    พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นอบายมุข ทางแห่งความฉิบหาย และท่านตรัสโทษของการดื่มสุราเมรัยไว้ 6 ประการ คือ

    1. ทำให้เสียทรัพย์สินเงินทอง
    2. เป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะวิวาท
    3. ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ
    4. เป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
    5. ทำให้ไม่รู้จักอับอาย
    6. ทำให้สติปัญญาเสื่อม

    โทษของสุราเมรัย 6 ประการนี้ ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ เพราะว่ามันเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น...

    โทษของสุรา

    ในอดีตกาล พรานป่าชาวเมืองพาราณสี นามว่า สุระเข้าป่าล่าสัตว์เป็นนิตย์

    วันหนึ่งสังเกตเห็นฝูงนกกินน้ำที่คาคบไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วก็มีอาการเมา ตกลงมายังพื้นดิน เวลาผ่านไปสักพักก็สร่างเมาบินต่อไปได้เหมือนเดิม จึงสงสัยเป็นกำลังว่าเพราะอะไร เลยปีนต้นไม้ขึ้นไปดู ก็เห็นแอ่งน้ำใหญ่ มีสีและกลิ่นประหลาด จึงเอานิ้วจิ้มดูด รสชาติแปลกประหลาดมาก ไม่เคยได้ลิ้มรสมาก่อนเลยจึงตักใส่กระบอกนำลงมาดื่ม

    เห็นนกเมาน้ำพรรค์อย่างว่าตกลงมา ก็จับเอาไปฆ่า ย่างไฟอย่างดี กินกับน้ำวิเศษนี้ รู้สึกเอร็ดอร่อยเป็นอย่างยิ่ง นี้แลคือที่มาของ "กับแกล้ม" กินเหล้าต้องมีกับแกล้มด้วย

    น้ำวิเศษนี้ นายพรานดื่มเข้าไปแล้วนิสัยจะเปลี่ยน คือจะมีความกล้าหาญ ไม่กลัวใคร ฟ้อนรำเฉิบๆ สนุกสนาน ท่านว่าเหตุนี้แล น้ำดื่มจึงชื่อว่าสุรา ความหมายก็คือ

    (1) เป็นดื่มน้ำที่นายสุระค้นพบคนแรก
    (2) เป็นน้ำดื่มที่ทำให้กล้าหาญ

    ว่ากันว่าพรานสุระแกดื่มกินอยู่คนเดียว ไม่ยอมบอกใคร

    วันหนึ่งเดินไปพบฤๅษีนามว่า วรุณ อยู่ที่อาศรมในป่า จึงเอากระบอกน้ำสุราไปถวาย พร้อมทั้งกับแกล้มอย่างดี หลวงพ่อฤๅษีได้ดื่มน้ำสุรา ก็ติดใจในรสชาติอันวิเศษ จึงขอแจมด้วย สั่งนายพรานว่า วันหลังให้เอามาให้ดื่มอีก

    ทั้งพระทั้งโยมก็ตั้งวงล่อสุรากันเป็นประจำ ยามแดดร่มลมตก เพราะเหตุนี้แล สุราจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วารุณี (แปลว่าน้ำที่วรุณฤๅษีชอบใจ)

    สองคนเกิดความคิดว่า น่าจะหาเลี้ยงชีพอย่างสบายด้วยการผลิตน้ำอมฤตนี้เผยแพร่ จึงพากันศึกษาสูตรสุรา สังเกตจากโพรงไม้ที่ค้นพบน้ำนี้ครั้งแรกนั่นแหละ ว่ามีส่วนผสมของอะไรบ้าง เมล็ดข้าวฟ่าง ลูกเดือย ผลไม้...ฯลฯ ก็นำเอาสิ่งเหล่านั้นมาหมักจนเกิดเป็นส่าน้ำเมา ทดลองกันอยู่นานพอสมควร จนกระทั่งได้รสชาติอยู่ตัว เอร็ดอร่อยไม่แพ้ของเดิม คราวนี้ผลิตกันจนเป็นล่ำเป็นสัน เป็นอุตสาหกรรมประจำอาศรมเลยทีเดียว

    ทั้งสองชวนกันขนไหสุราไปยังเมืองปัจจันตนคร นำน้ำวิเศษเข้าถวายพระราชา พระราชาเสวยเพียงจอกสองจอกเท่านั้นก็ชอบพระทัย คราวนี้หยุดไม่อยู่ เสวยจนกระทั่งเมา สร่างเมาก็รับสั่งหาน้ำวิเศษมาเสวยอีก

    สุราที่นำไปถวาย ภายในเวลาไม่ช้าไม่นานก็หมด จึงรับสั่งให้ทั้งสองคนผลิตน้ำวิเศษให้มากๆ ให้พอดื่ม เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ทั้งสองคนก็ตั้งโรงงานย่อยๆ ผลิตสุราขึ้นเป็นจำนวนมาก ว่ากันว่าไม่ช้าไม่นาน ไม่เฉพาะแต่พระราชาเท่านั้นประชาชนทั้งหลายก็พลอยได้มีโอกาสดื่มด้วย และติดกันเป็นแถว ความนิยมในการดื่มสุราก็แพร่หลายไปทั่วประเทศ

    นายสุระและฤๅษีวรุณ ผลิตสุราได้ที่แล้ว คิดจะหาทางร่ำรวย จึงวางแผน คือ เดินทางต่อไปยังเมืองต่างๆ แนะนำสินค้าวิเศษให้คนได้ลิ้มลอง และผลิตขายให้พวกเขาดื่ม จากเมืองนี้ไปเมืองโน้น จนกระทั่งมนุษย์โลกทั้งหมดรู้จักสุราและดื่มสุราเป็น ว่ากันอย่างนั้น

    ทั้งสองคนเดินทางไปยังเมืองสาวัตถี เอาสุราไปถวายพระราชา นามว่า สรรพมิตร เมื่อพระราชาเสวยแล้วก็ทรงชอบพระทัย รับสั่งให้ทั้งสองผลิตให้เสวยมากๆ ทั้งสองก็หาวัตถุดิบมาต้มกลั่นกันอย่างเอางานเอาการ ใส่ตุ่มเป็นร้อยๆ ใบ เอาฝาปิดไว้อย่างดี ตั้งเรียงรายไว้ รอเวลาให้มัน "ได้ที่" ก่อนที่จะนำไปดื่ม

    บังเอิญว่าน้ำในตุ่มมันล้นไหลลามปากตุ่ม บรรดาแมวและหนูทั้งหลายก็มาเลียกินน้ำนั้น ต่างก็เมาตกตุ่มสลบไสลเป็นจำนวนมาก พวกราชบุรุษเป็นเหตุการณ์นั้น ก็ไปกราบทูลพระราชาว่าพ่อค้าต่างเมืองสองคนนั้น สงสัยว่าจะผลิตยาพิษเพื่อฆ่าพระราชาและชาวเมือง เพราะแมวและหนูกินน้ำที่ว่านั้นแล้วตายไปเป็นจำนวนมากเลย

    ความจริงแมวและหนูมันไม่ตาย เพียงแต่เมา พอสร่างเมาแล้วมันก็วิ่งหนีไป แต่พระราชาและพวกราชบุรุษไม่เห็นตอนนั้นทั้งสองคนจึงเรียกไปสอบสวน และถูกสั่งประหารชีวิต ราชบุรุษที่ได้รับคำสั่งให้ไปทุบทำลายไหสุราทิ้ง เห็นแมวและหนูทั้งหลายที่คิดว่ามันตายแล้วกลับฟื้นวิ่งไปตามเดิม จึงไปกราบทูลพระราชา พระราชาสั่งระงับไม่ให้ทุบทิ้ง ลองให้มหาดเล็กดื่มดูก็ไม่เห็นเป็นอะไร จึงเชื่อว่าน้ำนี้ดื่มแล้วทำให้เมาเฉยๆ ไม่ถึงกับตาย

    พระองค์ก็เลยได้ครอบครองลิขสิทธิ์ สมบัติคือไหสุราทั้งหมดด้วยประการฉะนี้แล

    พอพระเจ้าสรรพมิตรทรงทราบว่าสุรานั้นมิใช่ยาพิษ เพราะแมวและหนูมันเมาแล้วพอสร่างเมามันก็กระโดดโลดเต้นได้ตามเดิมจึงรับสั่งให้ปลูกพลับพลา ที่ท้องสนามหลวง ประดับตกแต่งสวยหรู ทำนองลานเบียร์ในกรุงสมัยปัจจุบันนี้แหละ แวดล้อมด้วยเหล่าเสนามาตย์น้อยใหญ่ เตรียมเสวยสุราเป็นการใหญ่

    แต่ยังไม่ทันได้ลงมือก็มีคนมาขัดจังหวะ พระอินทร์ทราบว่า พระราชาและประชาชนชาวเมืองกำลังจะตกเป็นทาสสุรา ต้องรีบไปห้าม หาไม่แล้วเมืองนี้ทั้งเมืองจะกลายเป็นเมืองปีศาจสุราเพราะเมื่อเจ้าผู้ครองนครกลายเป็นปีศาจสุราเสียเองแล้ว เหล่าเสนามาตย์ก็จะเอาอย่าง

    พระอินทร์จำแลงกายเป็นพราหมณ์ ถือหม้อสุราขนาดย่อมๆ เหาะลอยมาจากนภากาศ มาเมื่อไรไม่มีใครสังเกตเห็นมาปรากฏตัวต่อหน้าพระที่นั่ง ประกาศว่า จงซื้อหม้อใบนี้เถิด จงซื้อหม้อใบนี้เถิด

    พระเจ้าสรรพมิตรตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร มาเล่นกลลอยอยู่ในอากาศ ประกาศว่าจงซื้อหม้อใบนี้เถิด หม้ออะไรของท่าน มันดีอย่างไรหรือ

    พรมหมณ์แปลงกายกล่าวว่า "หม้อนี้มิใช่หม้อเนยใส มิใช่หม้อน้ำมัน มิใช่หม้อน้ำอ้อย มิใช่หม้อน้ำผึ้ง แต่เป็นหม้อน้ำวิเศษที่มีโทษอย่างมหาศาล"

    อ้าว หม้อมีโทษจะมาประกาศขายทำไม พระเจ้าสรรพมิตรทรงสงสัย มิทันได้เอ่ยวาจาถาม พราหมณ์แปลงกายก็กล่าวว่า

    ๐ ดื่มสุราใดแล้ว พึงเดินสะเปะสะปะ ตกเหว ตกบ่อ ตกหลุมน้ำครำ และหลุมโสโครก ท่านจงซื้อหม้อบรรจุน้ำสุรานี้เถิด

    ๐ ดื่มสุราใดแล้ว ไม่มีความคิด เที่ยวไปเหมือนโคเมา ฟ้อนรำขับร้องไม่เป็นภาษามนุษย์ น่าอเนจอนาถ ท่านจงซื้อหม้อบรรจุน้ำสุรานี้เถิด

    ๐ ดื่มสุราใดแล้ว เปลือยกายล่อนจ้อน มีจิตฟั่นเฟือน นอนตื่นสาย เที่ยวตามตรอกซอกซอยน้อยใหญ่ ท่านจงซื้อหม้อบรรจุน้ำสุรานี้เถิด

    ๐ ดื่มสุราใดแล้ว จะลุกจะเดินก็งกงันๆ หัวสั่นคลอน ฟ้อนรำเหมือนหุ่นไม้ ท่านจงซื้อหม้อบรรจุน้ำสุรานี้เถิด

    ๐ ดื่มสุราใดแล้ว นอนให้ไฟเผาบ้าง ถูกสุนัขจิ้งจอกกัดกินบ้าง ถูกจองจำ ถูกฆ่า เสื่อมสมบัติ ท่านจงซื้อหม้อบรรจุน้ำสุรานี้เถิด

    ๐ ดื่มสุราใดแล้ว พูดสิ่งไม่ควรพูด แก้ผ้าผ่อน ทั้งที่อยู่ที่ประชุมชน กลิ้งเกลือกจมอาเจียนสกปรกสิ้นดี ท่านจงซื้อหม้อบรรจุน้ำสุรานี้เถิด

    ๐ ดื่มสุราใดแล้ว ฮึกเหิม มีนัยน์ตาขุ่นมัว นึกว่าแผ่นดินทั้งหมดเป็นของตน แม้พระเจ้าจักรพรรดิผู้เรืองอำนาจก็หาทัดเทียมตนไม่ ท่านจงซื้อหม้อบรรจุน้ำสุรานี้เถิด

    ๐ ดื่มสุราใดแล้ว ถือตัวและดูหมิ่นคนอื่น ก่อการทะเลาะวิวาท ผิวพรรณทราม ที่อยู่ของเขาเป็นที่ซ่องสุมของพวกนักเลง ท่านจงซื้อหม้อบรรจุน้ำสุรานี้เถิด

    ๐ ดื่มสุราใดแล้ว ทำสกุลที่มีทรัพย์นับอเนกอนันต์ต้องย่อยยับ ไร้ทายาทสืบสกุล ท่านจึงซื้อหม้อบรรจุน้ำสุรานี้เถิด

    ๐ ดื่มสุราใดแล้ว แม้ว่าจะมีฐานะมั่นคงเพียงใด ก็ทำเรือกสวนไร่นา ทรัพย์สินเงินทอง พินาศไปในชั่วเวลาไม่นาน ท่านจงซื้อหม้อบรรจุน้ำสุรานี้เถิด

    พราหมณ์แปลงกายได้สาธยายโทษของสุราแก่พระเจ้าสรรพมิตรยืดยาว ได้กล่าวต่อไปอีกว่า...

    ๐ บุรุษดื่มสุราใดแล้ว กลายเป็นคนจิตใจร้ายกาจ ดุด่าบิดามารดา ข่มเหงข้าทาสบริวาร ท่านจงซื้อหม้ออันบรรจุน้ำสุรานี้เถิด

    ๐ สตรีดื่มสุราใดแล้ว กลายเป็นหญิงใจร้าย ดุด่าพ่อผัวแม่ผัว ข่มเหงข้าทาสบริวาร ท่านจงซื้อหม้ออันบรรจุน้ำสุรานี้เถิด

    ๐ ดื่มสุราใดแล้ว เบียดเบียนสมณะหรือพรมหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ทำตัวให้เข้าสู่อบาย เพราะการเบียดเบียนผู้ทรงศีล ท่านจงซื้อหม้ออันบรรจุน้ำสุรานี้เถิด

    ๐ ดื่มสุราใดแล้ว ทำชั่วทางกาย วาจา ใจ ไปสู่นรกเพราะทุจริต ท่านจงซื้อหม้ออันบรรจุน้ำสุรานี้เถิด

    ๐ ดื่มสุราใดแล้ว แม้ในกาลก่อนจะเป็นผู้ใจบุญสุนทานไม่กล่าวเท็จเลย แต่กลับเป็นคนโกหกหลอกลวงได้ ท่านจงซื้อหม้ออันบรรจุน้ำสุรานี้เถิด

    ๐ คนรับใช้ดื่มสุราใดแล้ว เมื่อมีกิจที่พึงทำไม่ทำ ถูกเขาซักถามก็ไม่รู้เรื่อง ท่านจงซื้อหม้ออันบรรจุน้ำสุรานี้เถิด

    ตำนานเก่าเล่าว่า กษัตริย์พี่น้องสิบพระองค์ดื่มสุราใดแล้วร้องรำทำเพลงสนุกสนาน ริมฝั่งแม่น้ำ แล้วก็ประหัตประหารกันสิ้นชีวิตอย่างอนาถริมฝั่งน้ำนั่นแล ท่านจงซื้อหม้ออันบรรจุน้ำสุรานี้เถิด

    พวกเทพในกาลก่อน ถือว่าตนเที่ยงแท้ ดื่มสุราใดแล้วมึนเมา หล่นจากสวรรค์ น้ำเมาเช่นนี้ปราศจากประโยชน์ ดูก่อนกษัตริย์ บุคคลเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ยังจะคิดดื่มสุรานี้หรือ

    ในหม้อนี้ มิใช่นม น้ำส้ม น้ำผึ้ง ดูก่อนกษัตริย์ ท่านทราบชัดอย่างนี้แล้ว จงซื้อไปเถิด ดูก่อน สรรพมิตร ของที่อยู่ในหม้อนี้มีลักษณะดังที่ข้าพเจ้าพรรณนามานี้แล

    พระเจ้าสรรพมิตรฟังพราหมณ์แปลงกายสาธยายโทษของสุรามายาวเหยียด ฟังไปๆ ก็ได้คิดขึ้นมา โอ้ สุราที่ข้ากำลังจะตั้งวงดื่มนี้ มันมีโทษมากมายปานนี้เชียวหรือ จึงกล่าวตอบพราหมณ์แปลงกายว่า...

    "ท่านไม่ใช่บิดามารดาของข้าพเจ้า แต่กลับเป็นห่วงเป็นใยมาบอกโทษของสุรา เตือนมิให้ข้าพเจ้าดื่ม ข้าพเจ้าเชื่อคำของท่าน ข้าพเจ้าจะให้หมู่บ้านส่วยสี่ตำบล ทาสี ทาสา อย่างละหนึ่งร้อย โคเจ็ดร้อย รถเทียมม้าอาชาไนยสิบคัน เป็นของกำนัลแก่ท่าน

    พราหมณ์แปลงกายบอกว่า ข้าพเจ้ามาบอกท่านด้วยความปรารถนาดีอันบริสุทธิ์ มิได้หวังผลตอบแทนใดๆ เชิญท่านรับของกำนัลคืนไปเถิด ว่าแล้วก็หายวับไปกับตา

    เพราะฉะนั้น การงดเว้นจากการดื่มน้ำเมา จึงเป็นมงคลอันสูงสุด ดังนี้แล

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=11543
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    Buddha88.jpg
    ปีใหม่ ใจสงบเย็น

    พระไพศาล วิสาโล
    มีหญิงสาวคนหนึ่งปวดหัวปวดท้องเรื้อรัง ความดันสูง เป็นมาหลายปีแล้ว ไปหาหมอครั้งแล้วครั้งเล่าอาการก็ไม่ดีขึ้น หมอเองก็แปลกใจเพราะตรวจไม่พบความผิดปกติในร่างกาย ของเธอ จนกระทั่งวันหนึ่ง หมอฉุกใจจึงขอให้เธอเล่าประวัติให้ฟัง พอเธอพูดถึงพี่สาวของเธอ ก็มีอารมณ์เกิดขึ้นอย่างรุนแรง หมอจึงเชื่อว่าความเจ็บป่วยของเธอเกิดจากความโกรธพี่สาว คือเธอกำพร้าทั้งพ่อและแม่ตั้งแต่เล็ก อยู่ในความดูแลของพี่สาว แต่รู้สึกว่าพี่สาวไม่ใส่ใจเธอเลย เธอทั้งโกรธทั้งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจพี่สาว หมอจึงแนะนำให้เธอให้อภัยพี่สาว ปรากฏว่าเธอไม่พอใจที่ได้รับคำแนะนำเช่นนั้น จึงหายหน้าไปเลย ไม่มาหาหมออีก หนึ่งปีผ่านไปหมอก็ได้จดหมายจากเธอ เธอเขียนมาบอกว่า ตอนนี้หายแล้วเพราะทำตามที่หมอแนะนำคือให้อภัยพี่สาว

    คนเราถ้ารู้จักให้อภัยก็ยอมรับผู้คนตามที่เขาเป็นได้ การให้อภัยไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องแล้ว แต่หมายถึงการที่เราไม่ถือโทษโกรธเคืองเขา อาจจะเป็นเพราะว่าเราเข้าใจว่าทำไมเขาทำเช่นนั้น หรือเพราะเราเห็นโทษของความโกรธแค้น เรารู้ว่าถ้ายังโกรธอยู่ จิตใจจะเป็นทุกข์ เพราะความโกรธจะเป็นเหมือนไฟที่เผาลนจิตใจ เราไม่อยากทุกข์แล้วจึงให้อภัยเขา

    การให้อภัยคือการดับไฟที่เผาลนจิตใจ หมายถึงการเลิกทำร้ายตัวเอง ชีวิตที่ไม่รู้จักการให้อภัยย่อมเต็มไปด้วยความรุ่มร้อน จิตใจย่ำแย่ และสุขภาพเสื่อมโทรม หากปรารถนาชีวิตที่ผาสุก และสงบเย็น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการรู้จักให้อภัย

    นอกจากการให้อภัยคนอื่นแล้ว การให้อภัยตัวเองก็สำคัญมาก หลายคนยอมรับตัวเองไม่ได้เพราะว่ารู้สึกผิดที่ทำไม่ดีกับใครบางคน รู้สึกผิดที่ได้ทำร้ายจิตใจของคนที่เรารัก ถ้าเราสามารถให้อภัยตัวเองได้ จิตใจก็จะโปร่งโล่งสงบเย็นเช่นกัน

    คำถามคือเราจะให้อภัยตัวเองได้อย่างไร

    การขอโทษเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยคลายความรู้สึกผิด นำไปสู่การให้อภัยตนเอง เมื่อขอโทษด้วยความจริงใจ เราจะรู้สึกสบายใจ เหมือนยกภูเขาออกจากอก

    ปีใหม่นี้จะเป็นปีที่สงบเย็นได้ ไม่ใช่เพราะว่าไม่มีใครมาเบียดเบียนเรา แต่เป็นเพราะเราสามารถให้อภัยผู้อื่นและตนเองได้ รวมทั้งกล้าขอโทษผู้ที่เราได้ล่วงเกิน ใครจะทำอะไรเรานั้น เป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก แต่การดับความรุ่มร้อนในใจเรา รวมทั้งทำสิ่งที่ถูกต้อง อยู่ในวิสัยที่เราจะทำได้ อยู่ที่ว่าเราเลือกจะทำหรือไม่

    หากเราเลือกทำ ปีใหม่นี้อาจหมายถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเราก็ได้
    :- https://www.visalo.org/article/Nation5801.html
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    ศิลปศาสตร์กับการพัฒนามนุษย์
    พระไพศาล วิสาโล
    ขอคารวะพระคุณเจ้าและขอเจริญพรท่านคณบดี ท่านรองคณบดี และกรรมการบริหารคณะศิลปศาสตร์ตลอดจนสาธุชนทุกท่าน

    การแสดงปาฐกถาของอาตมาในวันนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงมุทิตาจิตต่อคณะศิลปศาสตร์ ซึ่งได้มีอายุครบ ๕๐ ปี หรือกึ่งศตวรรษในวันนี้ การที่คณะศิลปศาสตร์ได้มีอายุยืนยาวถึงขนาดนี้นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับวิญญูชนผู้ใฝ่ในการศึกษา และน่ายินดีอย่างยิ่งโดยส่วนตัว เนื่องจากอาตมาไม่เพียงเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นศิษย์เก่าคณะศิลปศาสตร์อีกด้วย สี่ปีครึ่งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อาตมาเรียนที่คณะศิลปศาสตร์คณะเดียว ไม่ได้ย้ายคณะเลย

    ดังนั้นนอกจากเป็นการแสดงมุทิตาจิตแล้ว การแสดงปาฐกถาครั้งนี้ยังถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณของคณะนี้ด้วย ซึ่งได้ให้สิ่งดีๆ แก่อาตมาหลายอย่าง เช่น การให้เสรีภาพทางความคิด รวมทั้งโอกาสที่จะได้รู้จักคิดด้วยตัวเอง อาตมาโชคดีที่ได้เรียนสาขาวิชาประวัติศาสตร์ซึ่งครูบาอาจารย์หลายท่านมีความใจกว้างและให้อิสระแก่นักศึกษาในการคิดและแสดงความเห็นโดยไม่ยึดติดกับตำรา และไม่เน้นการท่องจำ ไม่แต่เพียงเท่านั้นครูบาอาจารย์หลายท่านยังส่งเสริมให้นักศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับอาตมา เพราะถึงแม้อาตมาไม่ได้มีอาชีพทางด้านประวัติศาสตร์ แต่ก็ได้อาศัยวิธีคิดรวมทั้งความรู้จากวิชาประวัติศาสตร์ในการดำเนินชีวิตและการทำงาน อันที่จริงจำเพาะการเรียนการสอนในสาขาวิชานี้ซึ่งไม่เน้นการท่องจำ เท่านี้ก็ช่วยอาตมาได้มาก เพราะตอนที่เป็นนักศึกษานั้น อาตมาไม่ค่อยได้เข้าห้องเรียนเท่าไหร่ แต่การที่อาตมามีโอกาสใช้ความคิดและค้นคว้าด้วยตัวเองก็ทำให้สามารถที่จะเอาตัวรอดได้ในทุกวิชาโดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์ไทย อันนี้เป็นบุญคุณอย่างสังเขปที่อาตมาได้รับจากคณะศิลปศาสตร์

    การมาแสดงปาฐกถาครั้งนี้จึงถือเป็นการตอบแทนบุญคุณซึ่งมีมากมาย แต่วันนี้อาตมาคงตอบแทนได้เพียงส่วนเสี้ยวเท่านั้น ขณะเดียวกันก็รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาเป็นองค์ปาฐก ที่จัดขึ้นในนามของศาสตราจารย์อดุล วิเชียรเจริญ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งคณะศิลปศาสตร์ การจัดทำปาฐกถาในฉายาของท่านถือว่าเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที ซึ่งเป็นคุณธรรมข้อหนึ่งของคนดี คือเมื่อรำลึกถึงบุญคุณของบุพการีหรือผู้ทำความดีไว้ก่อน ก็หาทางตอบแทนคุณของท่าน เช่น การทำให้ชื่อเสียงเกียรติยศของท่านปรากฏ

    ในโอกาสที่คณะศิลปศาสตร์มีอายุครบ ๕๐ ปี ถ้าเทียบเป็นคนก็ถือว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก เวลา ๕๐ ปีเป็นเวลาที่ยาวนาน มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายที่ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแก่คณะศิลปศาสตร์ ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดประเด็นใหม่ๆ ที่ท้าทายต่อพันธกิจของคณะศิลปศาสตร์ รวมทั้งต่อปรัชญาการศึกษาแบบคณะศิลปศาสตร์ ซึ่งอาตมาเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดการตั้งคำถามขึ้นมากมายโดยเฉพาะในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา คำถามหนึ่งก็คือว่าวิชาหรือความรู้แบบศิลปศาสตร์มีความจำเป็นเพียงใดสำหรับประเทศของเรา หรือต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้คนยุคนี้ที่เราเรียกว่ายุคโลกาภิวัตน์

    ความหมายและความมุ่งหมายของศิลปศาสตร์

    ปาฐกถาของอาตมาจะเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความมุ่งหมายของวิชาศิลปศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความหมายจำเพาะ ศิลปศาสตร์ ที่ว่านี้มากจากคำว่า Liberal Arts ซึ่งเป็นวิชาความรู้ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณแล้ว Liberal Arts หมายถึงวิชาการสำหรับเสรีชน คำว่า Liberal ก็คือเสรีหรืออิสระ ซึ่งตรงข้ามกับวิชาการประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Servile Arts หรือวิชาการสำหรับผู้เป็นข้าทาส ทั้งนี้เนื่องจากสังคมกรีกโบราณจะมี ๒ ชนชั้น คือ เสรีชนและผู้ที่เป็นข้าทาส

    Liberal Arts หรือศิลปศาสตร์ของกรีกโบราณมีลักษณะ ๓ ประการ ประการแรกคือ เป็นวิชาที่เหมาะสำหรับเสรีชน เสรีชนที่ว่านี้หมายถึงชนชั้นสูงหรือพวกผู้ดีที่จะเป็นผู้นำของสังคม ประการต่อมา คือ เป็นวิชาที่ต้องใช้ความสามารถทางสติปัญญาอย่างสูง ประการสุดท้าย เป็นวิชาที่ยกระดับจิตใจของผู้เรียนโดยเฉพาะในด้านสติปัญญา คือไม่ได้เป็นไปเพื่ออาชีพการงาน หรือแสวงหาผลตอบแทนทางวัตถุ เพราะว่าชนชั้นสูงนั้นมีชีวิตที่สุขสบายอยู่แล้ว ไม่ต้องทำมาหากินก็อยู่ได้ เพราะฉะนั้นวิชา Liberal Arts จึงมุ่งที่การประเทืองปัญญา โดยเชื่อว่าจะช่วยยกระดับจิตใจของผู้เรียนได้ ซึ่งต่างจากวิชาสำหรับผู้ที่เป็นข้าทาส ซึ่งเป็นวิชาที่ใช้แรงงานหรือเป็นวิชาที่มุ่งฝึกฝนทักษะสำหรับการทำมาหากิน ไม่ได้มุ่งที่การยกระดับจิตใจของผู้เรียน

    ในยุโรปสมัยกลาง ศิลปศาสตร์หรือ Liberal Arts ได้แปรเปลี่ยนไปจากเดิม ถึงแม้ว่าจะยังเป็นวิชาการที่มุ่งส่งเสริมสติปัญญา ไม่ได้มีเป้าหมายในเรื่องอาชีพการงานหรือการแสวงหาผลตอบแทนทางวัตถุ อันนี้ยังคล้ายคลึงกับของกรีกโบราณอยู่ แต่ว่าตัววิชาได้แปรเปลี่ยนไป Liberal Arts แบบนี้ตรงข้ามกับวิชาที่เรียกเป็นภาษาละตินว่า artes illiberalis หรือ artes mechanicae ซึ่งเป็นเรื่องวิชาชีพหรือสร้างทักษะเพื่อประกอบอาชีพ เช่น เป็นช่างทอผ้า ช่างเหล็ก ช่างไม้ ชาวนา นายพราน นักเดินเรือ ทหาร พวกนี้เป็นวิชาที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Liberal Arts หรือศิลปศาสตร์เพราะมุ่งสร้างทักษะเพื่อการทำมาหากินโดยตรง ขณะที่ Liberal Arts จะเน้นการส่งเสริมสติปัญญา ในสมัยนั้นวิชาที่เรียนก็มี ๗ วิชา ๓ วิชาแรก ได้แก่ ไวยากรณ์รวมทั้งวรรณคดี ตรรกศาสตร์ และวาทศิลป์ ๔ วิชาหลัง ได้แก่ เลขคณิต เรขาคณิต ดาราศาสตร์ และดนตรี วิชาแต่ละอย่างดูก็รู้ว่าเอาไปทำมาหากินไม่ได้ในสมัยนั้น แต่ว่าช่วยในเรื่องการประเทืองอารมณ์และการพัฒนาสติปัญญา อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานในการศึกษาวิชาชั้นสูง เช่น กฎหมาย เทววิทยา และการแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิชาที่จำกัดอยู่ในหมู่ชนชั้นสูงหรือพวกผู้ดี

    ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการหรือ Renaissance Liberal Arts มีความหมายกว้างขวางขึ้น หมายถึงการศึกษาทั่วไปหรือที่เรียกว่า General Education ซึ่งเป็นความหมายที่ใกล้เคียงกับศิลปศาสตร์ที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน การศึกษาทั่วไปในที่นี้ แตกต่างจากการศึกษาที่เน้นวิชาชีพหรือวิชาเฉพาะ วิชาชีพ ได้แก่ บัญชี บริหารธุรกิจ วิชาเฉพาะก็ได้แก่ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือแพทยศาสตร์ เป็นต้น

    ทุกวันนี้ Liberal Arts หรือศิลปศาสตร์หมายถึงการศึกษาทั่วไป ปัจจุบันมี ๓ หมวดวิชา หรือ ๓ สาขา คือ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อแรกก่อตั้งก็มีลักษณะนี้ คือมีหลักสูตรวิชาความรู้ทั่วไป ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มวิชาภาษาและกลุ่มวิชาความรู้ทั่วไป วิชาความรู้ทั่วไปนั้นครอบคลุมทั้งมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการรับเอามาจากยุโรปและอเมริกาโดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ นอกจากหลักสูตรวิชาความรู้ทั่วไปแล้วยังมีการให้ความรู้เฉพาะด้านเบื้องต้น สำหรับเลือกไปศึกษาต่อคณะต่างๆ เช่น จิตวิทยา สถิติ หลักกฎหมายทั่วไป ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และพาณิชยศาสตร์เบื้องต้น อันนี้คือคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เมื่อแรกก่อตั้ง มีทั้งหลักสูตรวิชาความรู้ทั่วไปและการให้ความรู้เฉพาะด้าน

    สมัยที่อาตมาเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว นักศึกษาปี ๑ ทุกคนต้องเรียนรวมที่คณะศิลปศาสตร์หมด ต่อเมื่อขึ้นปี ๒ จึงแยกคณะ วิชาที่อาตมาเรียนตอนปี ๑ นั้น ได้แก่ อารยธรรมไทย อารยธรรมตะวันตก ปรัชญา จิตวิทยา มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เรียนว่าเรียนทั้งมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยมีทั้งวิชาบังคับและวิชาเลือก ตอนนั้นวิชาเหล่านี้เรียกว่าวิชาพื้นฐาน การเรียนการสอนที่ว่านี้ตอนนั้นถือว่าเป็นความแปลกใหม่ในวงการศึกษาไทยซึ่งมีเฉพาะที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งช่วงนั้นมีอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์เป็นอธิการบดี แต่ภายหลังก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เช่น มีการแยกคณะตั้งแต่ปี ๑ เลย แต่นักศึกษาปี ๑ ก็ยังมีการเรียนวิชาทั่วไปอยู่ แม้จะน้อยกว่าสมัยของอาตมา
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    (ต่อ)
    ทำไมการศึกษาแบบศิลปศาสตร์จึงจัดหลักสูตรแบบนี้ ตรงนี้ก็จำเป็นต้องพูดถึงปรัชญาและจุดมุ่งหมายของวิชาศิลปศาสตร์ซึ่งมี ๒ ข้อใหญ่ ก็คือ หนึ่ง เป็นพื้นฐานให้แก่การศึกษาวิชาชีพและการศึกษาเฉพาะด้าน สอง เป็นการปูพื้นให้ผู้เรียนมีความรู้กว้างขวาง สามารถนำเอาความรู้ในสาขาวิชาอื่นๆ มาเชื่อมโยงกับความรู้ในสาขาของตนได้ เรียกว่าเพื่อให้มีความรู้รอบ มีทัศนะกว้างขวาง ไม่ติดอยู่ในกรอบที่เป็นความรู้เฉพาะทางหรือความรู้เฉพาะสาขา อันนี้คือปรัชญาและจุดมุ่งหมายของศิลปศาสตร์โดยย่อๆ

    ถ้าจะขยายความ อาตมาคิดว่าคำแถลงเพื่อจัดตั้งคณะศิลปศาสตร์ต่อสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปี ๒๕๐๔ พูดไว้ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจจุดมุ่งหมายและปรัชญาของวิชาศิลปศาสตร์ได้ชัดขึ้น ดังมีข้อความตอนหนึ่งว่า “ทำให้นักศึกษาเป็นผู้มีพื้นความรู้กว้างขวาง มีทัศนคติอันกว้าง มีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติที่แวดล้อมในสภาพของสังคมและในธรรมชาติและจิตใจของมนุษย์ อันจะยังผลให้ตนเข้าใจและรู้จักใช้ประโยชน์แขนงวิชาที่ตนจะได้ศึกษาเฉพาะด้านได้มากยิ่งขึ้น และทำให้มองเห็นความสัมพันธ์ต่อเนื่องของแขนงวิชาที่ตนศึกษาเฉพาะด้านอันมีอยู่ต่อแขนงวิชาอื่น ๆ และต่อสิ่งแวดล้อมในทางธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรม"

    กับอีกตอนหนึ่งได้กล่าวว่า “ความรู้และความเข้าใจอันกว้างขวาง ประกอบกับความรู้ใน
    แขนงวิชาเฉพาะด้านเช่นนี้จะทำให้บุคคลผู้สำเร็จการศึกษาในชั้นปริญญาตรี เป็นผู้ที่รู้จักใช้ความคิดความอ่านและใช้วิจารณญาณในการดำเนินชีวิตของตนในความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น และในการปฏิบัติงานในหน้าที่ของตนได้ดียิ่งขึ้น และจะทำให้เป็นบุคคลที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติมากขึ้น”

    คุณค่าทางวิชาการและคุณค่าต่อชีวิต

    จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของการศึกษาทั่วไปแบบศิลปศาสตร์นั้น มีอยู่ ๒ ด้าน ด้านแรก เป็นประโยชน์ต่อวิชาความรู้เฉพาะด้าน คือ สามารถใช้วิชาเฉพาะด้านที่ตัวเองเรียนรู้มาให้เชื่อมโยงกับสาขาวิชาอื่น รวมทั้งเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรม อีกด้านหนึ่ง เป็นประโยชน์ในเชิงการดำเนินชีวิต คือ ทำให้รู้จักใช้ความคิดและมีวิจารณญาณในการสัมพันธ์กับผู้อื่น และช่วยทำให้ชีวิตมีคุณค่า สามารถบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้มากขึ้น

    อาตมาขอขยายความประเด็นนี้อีกสักหน่อยว่าการศึกษาแบบศิลปศาสตร์นั้นมีนัยยะหรือความสำคัญอย่างไร ประการแรกคือ มันเป็นพื้นฐานให้แก่การศึกษาเฉพาะด้านและการศึกษาวิชาชีพ ความหมายพื้นๆ ก็คือว่า เพื่อให้มีความรู้เบื้องต้นหรือเครื่องมือสำหรับวิชาชั้นสูง เช่น มีความรู้ด้านภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ เพื่ออ่านตำรับตำราชั้นสูงได้ หรือมีความรู้ด้านคณิตศาสตร์หรือสถิติ เพื่อสามารถทำงานวิจัยได้ หากไม่มีความรู้ด้านภาษาต่างประเทศหรือด้านสถิติ การศึกษาเฉพาะด้านหรือวิชาชีพชั้นสูงก็จะเป็นไปได้ยาก

    อย่างไรก็ตาม ศิลปศาสตร์ไม่ได้มีประโยชน์แค่นั้น การที่คนเราจะมีพื้นฐานที่ดีพอสำหรับการศึกษาเฉพาะด้านหรือการศึกษาวิชาชีพนั้น เพียงแค่มีความรู้เบื้องต้นยังไม่พอ จะต้องมีทัศนคติหรือจิตนิสัย ( mentality) ที่ส่งเสริมการเรียนวิชาชั้นสูงด้วย เช่น ใฝ่รู้ รู้จักค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง คิดเป็นเหตุเป็นผล รู้จักวิเคราะห์และมีความคิดในเชิงวิพากษ์ รวมทั้งสามารถเขียนหรือถ่ายทอดความคิดของตนได้ อันนี้เป็นประโยชน์พื้นฐานของศิลปศาสตร์ที่เน้นกันมากทั้งในยุโรปและอเมริกา คือ อ่าน คิด และเขียน ความสามารถทั้ง ๓ ประการนี้จะมีขึ้นได้ก็ต้องมีพื้นฐานจากศิลปศาสตร์ เมื่อมีแล้วก็สามารถนำไปต่อยอดในการศึกษาชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นวิชาเฉพาะหรือวิชาอาชีพ หรือช่วยให้การศึกษาชั้นสูงมีพื้นฐานที่มั่นคง อย่างไรก็ตามนอกจากความสามารถในการอ่าน คิด และเขียนแล้ว ที่สำคัญไม่น้อยก็คือ ความใฝ่รู้ หรือรักที่จะแสวงหาความรู้ ถ้าไม่มีตรงนี้ การศึกษาชั้นสูงก็ยากที่จะก้าวหน้าได้

    ไอน์สไตน์พูดถึงคุณค่าของศิลปศาสตร์ไว้ดีมาก เขากล่าวว่า “การเรียนรู้ข้อมูลไม่ใช่สิ่งสำคัญมากนักหรอกสำหรับบุคคล เพราะหากต้องการการเรียนรู้ข้อมูล เขาไม่จำเป็นต้องเข้ามหาวิทยาลัยก็ได้ เพราะสามารถเรียนได้จากหนังสือ คุณค่าของการศึกษาศิลปศาสตร์ ไม่ได้อยู่ที่การเรียนรู้ข้อมูลมากมาย แต่อยู่ที่การฝึกฝนจิตใจให้สามารถคิดในสิ่งที่ไม่อาจเรียนได้จากตำรา”

    ความรู้สามารถหาได้จากตำรา ข้อมูลก็สามารถหาได้จากหนังสือ แต่ความใฝ่รู้ การรู้จักคิดอย่างเป็นระบบ เป็นเหตุเป็นผล มีความคิดในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ไม่สามารถหาได้จากตำรา แต่จะได้มาก็ด้วยการศึกษาแบบศิลปศาสตร์ อันนี้คือทัศนะของไอน์สไตน์ แม้ว่าเขาจะมีความช่ำชองในเรื่องวิทยาศาสตร์ แต่เขาเห็นความจำเป็นของการศึกษาแบบศิลปศาสตร์ ในแง่ที่เป็นการฝึกฝนจิตใจ คือฝึกฝนให้มีความใฝ่รู้ รู้จักคิด ไม่ใช่เพียงแค่มีข้อมูลเท่านั้น

    นี่เป็นประเด็นที่หนึ่งในความหมายที่ว่าเป็นพื้นฐานให้แก่การศึกษาเฉพาะด้านและการศึกษาวิชาชีพ แต่คำว่าเป็นพื้นฐาน ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การมีความรู้และทักษะพื้นฐานสำหรับจะไปเรียนวิชาชั้นสูงเท่านั้น สิ่งสำคัญมากกว่านั้นก็คือ เป็นพื้นฐานในแง่ที่เป็นตัวรองรับการศึกษาและใช้วิชาการชั้นสูงให้เป็นไปอย่างถูกทิศถูกทาง ได้ผลดีมีประโยชน์ คือเพียงแค่รู้ภาษา เพียงแค่รู้สถิติ มันไม่พอ และแม้จะรู้จักคิด ใฝ่รู้ เป็นเหตุเป็นผล ก็ยังไม่เป็นพื้นฐานที่ดีพอสำหรับการใช้วิชาการชั้นสูงให้เป็นไปอย่างถูกทิศถูกทาง สิ่งที่ต้องมีคือแรงจูงใจที่ถูกต้องในการเรียน นั่นคือรู้ว่าเรียนเพื่ออะไร ถ้าเรียนเพื่อไต่เต้าเอาดี เพื่อมีฐานะทางสังคม อันนี้ไม่น่าจะเป็นแรงจูงใจที่ถูกต้องในการเรียน แต่ถ้าเราเรียนเพื่อมุ่งพัฒนาชีวิต เพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ เรียนเพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ส่วนรวม อันนี้น่าจะเป็นแรงจูงใจที่ถูกต้อง

    การปลูกฝังแรงจูงใจที่ถูกต้องนั้นแยกไม่ออกจากความเข้าใจในจุดมุ่งหมายและคุณค่าของชีวิต ถ้าเราไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ก็ยากที่จะมีแรงจูงใจที่ถูกต้องในการศึกษา หรือหากเข้าใจว่าชีวิตนี้มีเพื่อเสพสุข แรงจูงใจในการศึกษาก็หนีไม่พ้นการไต่เต้าเอาดีเฉพาะตน วิชาศิลปศาสตร์จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจในจุดมุ่งหมายและคุณค่าของชีวิต ซึ่งสัมพันธ์กับการมองโลกอย่างเห็นความเชื่อมโยง ไม่แยกส่วน เป็นองค์รวม รวมทั้งมีความเป็นมนุษย์และมีสำนึกทางมนุษยธรรม ทั้งหมดนี้ถ้าหากเกิดขึ้นกับใครย่อมช่วยให้เขาสามารถใช้ความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านที่เรียนมาในทางที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตและสังคม รวมทั้งสร้างความรู้หรือต่อยอดความรู้ที่มีอยู่ให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น

    จะเห็นได้ว่าวิชาศิลปศาสตร์ไม่ใช่เป็นเรื่องของการให้ความรู้อย่างเดียว แต่ยังมุ่งส่งเสริมให้รู้จักคิด มีวิจารณญาณ มีแรงจูงใจที่ถูกต้อง รวมทั้งเข้าใจจุดมุ่งหมายในการดำเนินชีวิต หรือมีสำนึกทางมนุษยธรรม ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกที่วิชาศิลปศาสตร์โดยเฉพาะในสังคมตะวันตก นักศึกษาต้องเรียนวรรณกรรมของเชคสเปียร์ เกอเธ่ ตอสตอย ธอโร่ หรืออาจจะเลยไปถึงปรัชญานิพนธ์ของเล่าจื๊อและจางจื๊อ งานนิพนธ์เหล่านี้ไม่ได้ช่วยในเรื่องการทำมาหากินเลย แต่ช่วยให้เกิดความเข้าใจชีวิตอย่างลุ่มลึกว่า ว่าเรามีชีวิตเพื่ออะไร อะไรคือคุณค่าสำคัญของชีวิต ทั้งหมดนี้ช่วยให้เราสามารถตั้งเข็มมุ่งว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร หรือทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการศึกษาหาความรู้ การสร้างทัศนคติหรือแรงจูงใจแบบนี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากจากการเรียนวิชาชั้นสูง ไม่ว่าวิชาชีพหรือวิชาเฉพาะ เพราะวิชาเหล่านั้นมักเน้นในเรื่องการพัฒนาทักษะและลงลึกในเรื่องวิชาความรู้มากกว่า

    ดังนั้นจะเห็นได้ว่าประโยชน์ของวิชาศิลปศาสตร์นั้น ไม่ใช่เพื่อการทำมาหากินหรือเพื่อการมีวิชาชีพโดยตรง แต่เป็นการเสริมสร้างโลกทัศน์และชีวทัศน์ที่สำคัญสำหรับโลกปัจจุบัน และการเสริมสร้างความเป็นมนุษย์
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    (ต่อ)
    โลกทัศน์และชีวทัศน์ที่สำคัญต่อยุคปัจจุบัน

    อาตมาขอพูดประเด็นแรกก่อน คือการเสริมสร้างโลกทัศน์และชีวทัศน์ที่จำเป็นสำหรับโลกปัจจุบัน โลกทัศน์และชีวทัศน์ที่ว่าได้แก่อะไร อาตมาขอจำแนกดังนี้

    ๑) เห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ สังคม และมนุษย์ นั่นคือ เห็นความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ในธรรมชาติ (เช่น ป่า น้ำ ดิน อากาศ) และในสังคม (เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี) รวมทั้งเห็นมนุษย์อย่างเป็นองค์รวม (กาย จิต และความสัมพันธ์ทางสังคม)

    โลกทัศน์และชีวทัศน์ดังกล่าวสำคัญมากก็เพราะโลกปัจจุบันเน้นการมองแบบแยกส่วน และมุ่งประโยชน์ที่จับต้องได้ โดยเฉพาะประโยชน์ทางเศรษฐกิจ จะทำอะไรก็นึกถึงแต่ผลได้ที่เป็นเม็ดเงิน ขณะเดียวกันก็มองโลกออกเป็นส่วนเสี้ยว เช่น แยกธรรมชาติ สังคม และชีวิตออกจากกัน ธรรมชาติก็แยกเป็นส่วนๆ น้ำก็ส่วนหนึ่ง ดินก็ส่วนหนึ่ง ทะเลก็ส่วนหนึ่ง ภูมิอากาศก็ส่วนหนึ่ง ป่าก็ส่วนหนึ่ง ยกตัวอย่างการตั้งกรมจะเห็นได้ชัด คือแต่ละกรมก็ดูแลธรรมชาติเฉพาะส่วน เช่น กรมป่าไม้ กรมอุทยาน กรมทรัพยากรธรณี กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า กรมประมงฯลฯ ขณะเดียวกันเราก็มักแยกสังคมออกเป็นส่วน ๆ จนแทบจะตัดขาดจากกัน วิธีการมองแบบแยกส่วนแบบนี้มีคุณประโยชน์ก็จริง แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการมองอย่างเชื่อมโยง มีความรู้อย่างกว้างขวางที่เรียกว่ารู้รอบ ซึ่งเป็นจุดเน้นของการศึกษาทั่วไปหรือการศึกษาแบบศิลปศาสตร์

    ดังที่อาตมาได้กล่าวไว้ตอนต้นว่า สมัยที่อาตมาเรียนปี ๑ ที่คณะศิลปศาสตร์ เราต้องเรียนมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะนิเวศวิทยา เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ สังคม และมนุษย์ รวมทั้งเห็นความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ในธรรมชาติและสังคม ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ อากาศ ล้วนเชื่อมโยงกัน เราไม่สามารถแยกพรมแดนของน้ำ อากาศ ดิน ป่า ภูเขาออกจากกันได้ฉันใด สังคมเราก็ไม่สามารถแยกปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยีออกจากกันได้ฉันนั้น มันเชื่อมโยงกันหมด มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน กาย ใจ และความสัมพันธ์ทางสังคมนั้น ล้วนสัมพันธ์กัน แต่ในปัจจุบันเรามองเป็นส่วน ๆ อย่างแยกขาดจากกัน จนกระทั่งมิติด้านจิตใจถูกมองข้าม เราสนใจแต่เรื่องทางกาย จึงมุ่งแต่ผลได้ที่เป็นวัตถุหรือเม็ดเงิน ขณะที่ผลได้ทางนามธรรม เช่น ความงาม ความรัก ความสงบเย็น ถูกละเลย

    การศึกษาแบบศิลปศาสตร์นอกจากจะช่วยให้เราเห็นความสันพันธ์เชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ในธรรมชาติและสังคมแล้ว ยังช่วยให้เราเห็นมนุษย์อย่างเป็นองค์รวม คือมีทั้งมิติด้านกาย จิต และสังคม ชีวิตนั้นประกอบด้วยกายและใจ อีกทั้งยังมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น อันที่จริงพุทธศาสนาแยกเป็น ๔ ด้วยซ้ำ กาย จิต ปัญญา และสังคม ในประเด็นนี้ ศาสนาก็ดี จิตวิทยาก็ดี รวมทั้งสังคมวิทยาก็ดี ช่วยให้เราเห็นความเชื่อมโยงดังกล่าวได้รอบด้าน รวมทั้งมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างอดีต ปัจจุบัน เห็นผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต นี่คือคุณูปการของวิชาประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ทำให้เราเห็นความเชื่อมโยง ไม่เฉพาะกับบริบทแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เห็นความเชื่อมโยงของกาลเวลาคือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ความสัมพันธ์แบบเชื่อมโยงนี้เป็นการมองที่จำเป็นมากสำหรับยุคปัจจุบัน

    ๒)เห็นความแปรเปลี่ยนเลื่อนไหล ไม่มองแบบหยุดนิ่งหรือ static ในขณะที่ประวัติศาสตร์เตือนให้เราตระหนักถึงพลวัตของสังคมมนุษย์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง วิทยาศาสตร์ก็บอกให้เรารู้ว่าสรรพสิ่งตั้งแต่อะตอมถึงจักรวาลมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จักรวาลนั้นขยายตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ควบคู่กับการแปรเปลี่ยนหรือเบื้องหลังพลวัตดังกล่าวก็คือ ความขัดแย้งที่มีอยู่ภายในสรรพสิ่ง ในขณะที่มีแรงผลักให้จักรวาลขยายตัวอยู่ตลอดเวลานั้น ก็มีอีกแรงหนึ่งที่พยายามดึงจักรวาลให้หดตัว ทำให้ไม่สามารถขยายตัวออกไปอย่างเต็มที่ นั่นก็คือแรงโน้มถ่วง กล่าวอีกนัยหนึ่ง มีทั้งแรงผลักและแรงดึงที่เกิดขึ้นในทุกขณะของจักรวาลและในทุกสิ่งก็ว่าได้ เราจะพบแบบแผนเดียวกันนี้ในอะตอม ขณะที่อิเล็คตรอนพยายามวิ่งออกจากนิวเคลียส ก็มีแรงดึงเพื่อยึดอิเล็คตรอนให้วิ่งวนรอบนิวเคลียส ขณะที่มีแรงดึงอะตอมข้างเคียงให้ดูดเข้าหากัน ก็มีอีกแรงที่ผลักไม่ให้อะตอมดังกล่าวเข้ามาบดอัดกัน จะเห็นได้ว่าในสรรพสิ่งนั้นมีแรงตรงข้ามที่กระทำต่อกันตลอดเวลา ซึ่งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเลื่อนไหลไม่หยุดนิ่ง

    ชีวิตของคนเราก็เหมือนกัน หัวใจของเรา ปอดของเรามีการขยายตัวและหดตัวตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ การขยายตัวและหดตัวก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเป็นแบบแผนเดียวกับจักรวาลและอะตอม ปรัชญาจีนบอกว่า สรรพสิ่งมีทั้งหยินและหยาง เบื้องหลังของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่แปรเปลี่ยนไม่หยุดนิ่งก็คือการกระทำต่อกันระหว่างหยินและหยาง ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ไม่ได้ แม้มันดูเหมือนจะเป็นขั้วตรงข้ามหรือเป็นปฏิปักษ์กัน แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลในทางทำลายล้างเท่านั้น หากยังก่อให้เกิดผลที่สร้างสรรค์หรือเสริมซึ่งกันและกัน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ล่า (predator)กับเหยื่อ (prey) มองเผิน ๆ เหยื่อนั้นถูกผู้ล่าเบียดเบียน แต่มองให้ดีจะพบว่า การไล่ล่านั้นก็ทำให้เหยื่อมีวิวัฒนาการสูงขึ้น เป็นความสัมพันธ์ที่นำไปสู่พัฒนาการของทั้งสองฝ่าย ที่เรียกว่า วิวัฒนาการร่วม (co-evolution) ยกตัวอย่างเช่น กิ้งก่ากับเหยี่ยว เหยี่ยวมุ่งจับกินกิ้งก่าก็จริง แต่การที่ต้องระมัดระวังตัวทำให้กิ้งก่าพัฒนาเทคนิคหลายอย่างเพื่อให้รอดพ้นจากสายตาของเหยี่ยวได้ เช่น การพรางตัว แต่การทำเช่นนั้นก็ทำให้เหยี่ยววิวัฒน์พัฒนาสายตาที่คมกริบมากขึ้นทำให้สามารถจับกิ้งก่าที่พรางตัวเก่งจนได้ ซึ่งเท่ากับเป็นแรงผลักดันให้กิ้งก่าต้องพัฒนาตัวมากขึ้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกอีกอย่างว่า เป็นความสัมพันธ์แบบคู่ตรงข้าม ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเลื่อนไหวไม่หยุดนิ่งตลอดเวลา

    ๓)ตระหนักถึงความหลากหลายของมุมมอง ทำให้เราไม่ด่วนสรุปว่าความเห็นของเรานั้นถูกต้องสมบูรณ์หรือสูงส่ง คนเราถ้าหากเราศึกษาแต่เฉพาะด้าน เรามีแนวโน้มที่จะคิดว่าความคิดของเราเท่านั้นที่ถูก แต่ถ้าเรามีสายตาที่กว้างไกล มีความรู้รอบ เราก็จะพบว่ามุมมองของเรานั้นอาจถูกต้องเพียงแง่เดียวเท่านั้น ทำฌห้เราเปิดใจฟังทัศนะอื่นด้วยความเคารพได้มากขึ้น

    บทเรียนจากอดีตสอนเราว่า การสำคัญมั่นหมายว่าความคิดของตนนั้นถูกต้องหรือสูงส่งนั้น อาจนำมาซึ่งการเบียดเบียนข่มเหง ดังชาวตะวันตกสมัยหนึ่ง เคยคิดว่าวัฒนธรรมของตนนั้นสูงส่ง ขณะที่วัฒนธรรมอื่น ๆ นั้น ต่ำต้อยป่าเถื่อน และดังนั้นตนจึงมีสิทธิที่จะไปปกครองเขาเพื่อยัดเยียดวัฒนธรรมและศาสนาของตนให้แก่เขา โดยถือว่าเป็นภารกิจของคนผิวขาว (white man’s burden) ความคิดแบบนี้สนับสนุนให้เกิดการล่าอาณานิคมไปทั่วโลก สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้คนเป็นจำนวนไม่น้อย แต่การศึกษาในทางสังคมวิทยาทำให้เราพบว่า วัฒนธรรมของชนพื้นเมืองหาได้ด้อยไปกว่าวัฒนธรรมของยุโรปไม่ แม้แต่วัฒนธรรมของคนอินเดียนแดง ซึ่งคนขาวเคยดูถูกว่าต่ำต้อย บัดนี้ก็เป็นที่ยอมรับว่ามีความลุ่มลึกในทางจิตวิญญาณ ที่ควรแก่การรื้อฟื้นและศึกษา
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    (ต่อ)
    ถ้าเรามีความรู้รอบหรือเปิดใจกว้าง เราจะไม่ยึดมั่นสำคัญหมายว่าวัฒนธรรมของฉันเท่านั้นที่สูงส่ง ความคิดของฉันเท่านั้นที่เป็นเลิศ แต่ว่าเราจะมองวัฒนธรรมอื่นหรือมุมมองของคนอื่นอย่างเคารพและด้วยใจที่ใฝ่รู้มากขึ้น การตระหนักถึงความหลากหลายของมุมมอง เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในโลกปัจจุบันซึ่งเป็นไปด้วยความหลากหลาย

    ๔) เห็นลึกกว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น คนเรามักจะมองเห็นและติดอยู่กับปรากฏการณ์เฉพาะหน้าแต่ถ้าเรามีพื้นฐานด้านประวัติศาสตร์ ก็จะตระหนักว่าปรากฏการณ์ต่าง ๆ นั้นไม่เคยเกิดขึ้นโดด ๆ แต่มีความเป็นมาจากอดีตที่มิอาจมองข้ามได้ ขณะเดียวกันความรู้ในทางสังคมศาสตร์ก็ช่วยให้เราตระหนักถึงเหตุปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคมวัฒนธรรม

    เวลาเราอ่านข่าวผู้หญิงเอาลูกไปทิ้งหรือหรือว่าผู้หญิงทำแท้ง ถ้าเรามองเห็นเหตุปัจจัยอย่างรอบด้าน เราจะไม่ด่วนประณามผู้หญิงที่ทำเช่นนั้น เพราะเราจะเห็นแรงผลักทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ที่ทำให้เธอต้องตัดสินใจทิ้งลูกหรือทำแท้ง เราจะไม่มองเห็นแต่ปรากฏการณ์เฉพาะหน้า แต่จะสาวหาเหตุปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นั้น ทำให้เราเข้าใจปรากฏการณ์นั้นชัดขึ้น แทนที่จะกล่าวประณามตัวบุคคล ก็จะหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขเหตุปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของบุคคลเหล่านั้น

    นั่นหมายความว่าเวลาเห็นปรากฏการณ์ใดก็ตาม เราจะสามารถจัดวางปรากฏการณ์ลงในบริบทแวดล้อมซึ่งช่วยให้เรามีความเข้าใจปรากฏการณ์นั้นชัดขึ้นว่ามันมีความเป็นมาอย่างไร มีเหตุปัจจัยจากอะไร รวมทั้งอาจเห็นผลกระทบที่ตามมาด้วย

    ๕) ตั้งคำถามกับปรากฏการณ์ในสังคมของเราจากมุมมองอื่นๆ ที่ไม่ใช่มุมมองกระแสหลัก เช่น การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มองจากมุมมองกระแสหลัก การพัฒนาแบบนี้เป็นสิ่งที่ดี นำความเจริญมากมาย เป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน แต่ถ้าเรามีความเข้าใจในเชิงวัฒนธรรมและสังคม เราจะพบว่ามันได้ก่อความเดือดร้อนหรือความหายนะต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายชุมชนและวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างไรบ้าง ตลอดจนสร้างความเดือดร้อนแก่คนยากไร้มากมายเพียงใด เราจะไม่วัดความคุ้มค่าโดยดูแต่เม็ดเงินที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่จะดูผลกระทบทางสังคม วัฒนธรรม และนิเวศวิทยาด้วย เช่น เขื่อนปากมูล ถ้าเรามองอย่างเชื่อมโยงและรอบด้านจะพบว่าผลได้นั้นน้อยกว่าผลเสียมากนัก เพราะมันได้ทำลายวิถีชีวิตของชาวบ้านหลายอำเภอ อีกทั้งยังทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ที่สืบเนื่องมาหลายพันปีต้องขาดตอนลง โดยที่ไฟฟ้า ๑๒๐ เมกะวัตต์ที่ได้มานั้นก่อให้เกิดผลประโยชน์น้อยกว่าอย่างเทียบไม่ได้

    ความรู้ความเข้าใจในความหลากลายทางวัฒนธรรมทำให้เราตั้งคำถามเกี่ยวกับความสุขซึ่งทัศนะกระแสหลักมองว่า เกิดจากความพรั่งพร้อมทางวัตถุ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงทำไมชนเผ่ามาไซในอาฟริกาหรือชนเผ่าอินุยต์ในขั้วโลกเหนือจึงมีความสุขไม่น้อยกว่าเศรษฐีชาวอเมริกันที่มีเงินนับพันล้าน ถ้าเราศึกษาวัฒนธรรมต่าง ๆ จะเห็นว่าคนที่ไม่มีเงินติดตัว หากินด้วยการเข้าป่าล่าสัตว์ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก เขาก็มีความสุขในชีวิตไม่น้อยไปกว่าเศรษฐีที่ร่ำรวยมหาศาล ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้เราไม่หลงเชื่อง่าย ๆ กับคำโฆษณาที่ว่าจะสุขได้ต้องมีสิ่งเสพมาก ๆ

    แม้กระทั่งความเป็นไทยซึ่งถูกเชิดชูราวกับว่าเป็นสิ่งที่มีมาแต่ช้านานนับพันปี หากขาดทัศนะทางประวัติศาสตร์ เราก็คงไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อร้อยกว่าปีมานี้เอง เพราะก่อนหน้านั้นผู้คนทั้งหลายที่อยู่ในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน ไม่ได้มีสำนึกว่าตนเป็นคนไทย หรือเรียกตัวเองว่าเป็นคนไทยด้วยซ้ำ แต่เรียกตัวเองตามถิ่นที่อยู่ เช่น เป็นคนสุพรรณ คนสุโขทัย คนเมืองเพชร นี้ก็เช่นเดียวกับคนยุโรป ซึ่งเพิ่งมาเรียกตัวเองว่าเป็นคนอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเยอรมันเมื่อ ๒-๓ ศตวรรษทที่ผ่านมามานี้เอง เพราะก่อนหน้านั้นเขายังเรียกตัวเองตามเผ่าพันธุ์ ภูมิภาค ศาสนา ความเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันเพิ่งสร้างขึ้นไม่นานมานี้ฉันใด ความเป็นไทยก็เพิ่งเกิดขึ้นฉันนั้น ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นโดยคนในยุคหลัง จึงสามารถแปรเปลี่ยนโดยคนยุคนี้ได้ จึงไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องหรือตั้งคำถามไม่ได้ อันที่จริงการตั้งคำถามเป็นสิ่งจำเป็นด้วยซ้ำ หาไม่เราก็จะหลงใหลไปตามกระแสหรือหลงคิดว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ง่าย ๆ จนกลายเป็นความลุ่มหลงงมงาย อันอาจนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ ตามมา เช่น การมองคนอื่นที่ไม่คิดเหมือนเราหรือคิดไม่เหมือนผู้คนส่วนใหญ่ว่า ไม่ใช่ไทย หรือตกเป็นเครื่องมือของผู้ใช้ความเป็นไทยในการกำจัดผู้ที่คิดต่างจากตน

    ๖) ทำให้เราไม่ถูกครอบงำด้วยเหตุการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งมักจะทำให้เรามองแค่ระยะสั้นหรือใช้อารมณ์ กรณี ๑๑ กันยาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์กระทบใจแล้ว อารมณ์โกรธแค้นที่ท่วมท้นได้ผลักดันให้สหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับอัฟกานิสถานและอิรัก ซึ่งในที่สุดก็ส่งผลเสียย้อนกลับมา บั่นทอนสังคมอเมริกันเอง ทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น ทำให้เกิดการลิดรอนสิทธิของคนอเมริกันหรือการมีสองมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรม ถ้าเราเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ เราจะเห็นถึงความสำคัญของการตั้งสติ ไม่ปล่อยให้อารมณ์หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้าเข้ามาครอบงำ จนทำสิ่งที่ก่อผลเสียในระยะยายว

    ๗) ท้าทายทัศนคติที่คับแคบ ติดตำรา หรือการโฆษณาชวนเชื่อที่แบ่งขาวแบ่งดำชัดเจน ปัจจุบันมีอุดมการณ์จำนวนไม่น้อย ที่ขีดเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างดีกับเลว ขาวกับดำ แต่ประวัติศาสตร์ได้เตือนเราว่าความคิดแบบนั้นก่อความหายนะมานับไม่ถ้วน เมื่อใดก็ตามที่มีการใช้ศาสนา เชื้อชาติ ภาษา สีผิว หรือความคิดทางการเมือง มาเป็นเส้นแบ่งความดีความชั่วแล้ว สิ่งที่ตามมาคือสงคราม การเบียดเบียน และทำลายล้างกัน ทั้ง ๆ ที่ในความจริงแล้วไม่มีอะไรที่ขาวและดำอย่างชัดเจน ในสมัย สงครามโลกครั้งที่ ๒ เรามักจะมองว่าฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นพระเอก ฝ่ายอักษะเป็นผู้ร้าย แต่การศึกษาประวัติศาสตร์ทำให้เราพบว่าความโหดร้ายหลายครั้งก็เกิดมาจากฝ่ายสัมพันธมิตร ไม่ว่าจะโดยรัสเซีย หรืออังกฤษและอเมริกา ไม่ต้องพูดถึงการทิ้งระเบิดปรมาณูทำลายเมืองฮิโรชิมาหรือนางาซากิก็ได้ แค่การทิ้งระเบิดปูพรมถล่มเมืองเดรสเดนในเยอรมันซึ่งทำให้ผู้คนล้มตายถึง ๒๕,๐๐๐๐ คนโดยส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ก็ถือว่าเลวร้ายไม่ต่างจากที่เยอรมันถล่มเมืองลอนดอน แต่กรณีอย่างนี้มักจะไม่มีการพูดถึงเพราะสัมพันธมิตรเป็นฝ่ายชนะ ในความเป็นจริงการแบ่งขาวและดำอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในการทำสงครามหามีไม่ ความจริงมักจะเป็นสีเทา หรือไม่อาจแบ่งขาวและดำได้ชัดเจน มันซับซ้อนกว่าที่นำเสนอหรือเข้าใจกันมาก
    (cont. tomorrow :D)
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    (ต่อ)
    มาร์กาเร็ต แมคมิลเลียน (Margaret Macmillan)นักประวัติศาสตร์ชาวแคนาดากล่าวว่า “ประวัติศาสตร์อาจช่วยให้เราเข้าใจโลกที่ซับซ้อนได้ แต่มันก็ยังเตือนให้เราตระหนักถึงอันตรายจากการคิดว่ามีเพียงวิธีเดียวในการมองปรากฏการณ์ต่างๆ หรือมีเพียงการกระทำแบบเดียวเท่านั้น” พูดอีกอย่าง มันช่วยให้เราไม่มองอะไรเป็นขาวเป็นดำอย่างชัดเจน หรือไม่มองอะไรในมุมเดียวเท่านั้น ดังนั้นจึงเตือนใจให้เราไม่ลุ่มหลงในอุดมการณ์ต่าง ๆ อย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ทางศาสนา การเมือง เชื้อชาติ แม้มันดูเหมือนจะสูงส่งเพียงใดก็ตาม

    ความข้อนี้รวมถึงอุดมการณ์ชาตินิยมหรือการเชิดชูความเป็นไทยด้วย เราจะไม่ตกเป็นเครื่องมือของคนที่ใช้ประวัติศาสตร์มาโดยบิดเบือนหรือเลือกใช้ข้อมูลเพื่อจุดมุ่งหมายทางการเมือง เช่น สร้างความรู้สึกว่าชาติของเรายิ่งใหญ่แต่ถูกรังแกเป็นนิจ หรือว่าชาติของเราเสื่อมถอยเพราะชาติอื่น การบิดเบือนประวัติศาสตร์เพื่อจุดมุ่งหมายทางการเมือง บ่อยครั้งเกิดขึ้นเพื่อสร้างความเกลียดชังให้แก่ผู้อื่น อันเป็นวิธีที่มักใช้เพื่อสร้างความรู้สึกชาตินิยมหรือความรู้สึกร่วมในความเป็นชาติขึ้นมา มีคนหนึ่งพูดอย่างประชดประชันแต่น่าคิดทีเดียวว่า “ชาติคือกลุ่มคนที่รวมกันได้เพราะมีความเห็นผิดเกี่ยวกับอดีตและมีความเกลียดชังเพื่อนบ้าน” ผู้คนในชาตินั้นมักจะสามัคคีกันได้เพราะเกลียดชังเพื่อนบ้าน ด้วยเหตุนี้ประวัติศาสตร์ไทยที่เผยแพร่โดยรัฐจึงเต็มไปด้วยความไม่ดีของพม่าและเขมร เพราะเชื่อว่าคนไทยจะสามัคคีกันได้ก็ต้องเกลียดชังพม่า แต่สมัยก่อนที่จะมีรัฐไทยหรือประเทศไทยนั้น คนไทยไม่ได้เกลียดชังพม่าอย่างทุกวันนี้ ตรงข้ามกลับยกย่องบุเรงนองด้วยซ้ำว่าเป็นจักรพรรดิราชที่มีบุญญาบารมี

    ทุกวันนี้เราจะพบว่าทุกชาติพยายามสร้างความกลมเกลียวกันด้วยการสร้างความเกลียดชังเพื่อนบ้าน ไม่ว่าไทย เขมร เวียดนาม เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ยิ่งตะวันออกกลางหรือคาบสมุทรบอลข่าน เช่น เซอร์เบีย บอสเนีย โครเอเชีย ด้วยแล้ว ผู้คนในประเทศเหล่านี้รวมกันได้ส่วนหนึ่งก็เพราะเกลียดชังศัตรูร่วม แต่ถ้าเราเข้าใจประวัติศาสตร์โดยเชื่อมโยงกับวิชาการอื่น คือมีความรู้รอบ สายตากว้างขวาง เราจะไม่หลงเชื่อในอุดมการณ์แบบนี้ง่ายๆ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือเป็นเสรีชนในความหมายที่ไม่ถูกครอบงำกำกับด้วยกระแสสังคม

    เสริมสร้างสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์

    ที่พูดมาทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องประโยชน์ของวิชาศิลปศาสตร์ ในด้านการเสริมสร้างโลกทัศน์ที่จำเป็นสำหรับโลกปัจจุบัน ประโยชน์ประการต่อมาก็คือ ช่วยเสริมสร้างความเป็นมนุษย์ เพราะ

    ๑)ช่วยให้เราไม่ถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ต่างๆจนมองเห็นอีกฝ่ายเป็นศัตรู คนเราถ้าหากมีความเกลียดชังกัน ถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ เราก็จะมองเห็นคนอีกฝ่ายเป็นศัตรูได้ง่าย ยิ่งเรามองอีกฝ่ายเป็นศัตรูเท่าไร ความเกลียดชังเขาก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ผลก็คือความเป็นมนุษย์ในใจเรายิ่งลดลง เพราะว่าความเป็นมนุษย์นั้นสัมพันธ์กับเมตตากรุณาในจิตใจ ถ้าเมตตากรุณาลดลง ความเป็นมนุษย์ก็ลดลงตามไปด้วย และสาเหตุที่เมตตากรุณาลดลงก็เพราะมีความเกลียดชังมากขึ้นนั่นเอง

    บ่อยครั้งความเกลียดชังเกิดขึ้นเพราะความลุ่มหลงหรืออยู่ภายใต้การครอบงำของอุดมการณ์ต่างๆ ซึ่งมักจะมองโลกเป็นดำเป็นขาว แท้ที่จริงแล้วอุดมการณ์ต่างๆ เป็นสมมติที่ไม่มีความสำคัญถึง
    ขั้นที่จะต้องฆ่าใครเพื่อสังเวยหรือเซ่นอุดมการณ์นั้น บทเรียนทางประวัติศาสตร์ชี้ให้เราว่าอุดมการณ์ทั้งหลายเป็นสิ่งที่พึงระมัดระวัง สงครามศาสนาไม่ว่าในยุโรป เอเชีย การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การนองเลือดเพื่อปฏิวัติสังคมนิยม การทำสงครามแย่งดินแดน ตลอดจนสงครามโลก ทั้งหมดนี้เป็นบทเรียนที่เตือนเราว่าเมื่อไรก็ตามที่มนุษย์ถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ ไม่ว่าอุดมการณ์ทางศาสนา เชื้อชาติ การเมือง หรือว่าชาตินิยม ผลที่ตามมาคือการห้ำหั่นทำลายล้างกัน แม้กระทั่งพวกเดียวกันก็สามารถห้ำหั่นกันได้อย่างการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน ซึ่งตอนหลังไม่ใช่เรื่องของซ้ายพิฆาตขวา หรือซ้ายพิฆาต “ลัทธิแก้” เท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อสู้ทำลายล้างกันระหว่างซ้ายสุดขั้วหรือพวกเยาวชนแดง ( red guard) ด้วยกันเอง ทั้งนี้เพราะความลุ่มหลงในอุดมการณ์ของตนว่าเป็นเลิศประเสริฐศรีกว่าของเยาวชนแดงอีกกลุ่มหนึ่ง

    เราจะเห็นข้อกำจัดของอุดมการณ์ รวมทั้งตระหนักถึงบริบทและเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยีของอุดมการณ์นั้น ซึ่งทำให้เราเห็นว่ามันไม่ใช่คำตอบที่เป็นสากล ใช้ใด้ในทุกสถานการณ์ ในทางตรงข้ามเราจะตระหนักว่าอุดมการณ์ที่ให้คำตอบทุกเรื่องและให้คำตอบสำเร็จรูปเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวังเป็นอย่างยิ่ง

    สิ่งที่ตามมาก็คือการตั้งคำถามกับการฆ่าคนในนามของความดีหรืออุดมการณ์สูงส่ง ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ ศาสนา ชาตินิยม หรือการฆ่าคนในนามชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซึ่งก็เป็นที่มาของเหตุการณ์ ๖ ตุลา เราจะไม่ลุ่มหลงชาตินิยม เพราะเห็นว่าคุณค่าของชีวิตมีมากเกินกว่าที่จะเซ่นสังเวยให้แก่อุดมการณ์ชาตินิยม ความข้อนี้รวมถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยด้วย
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    (ต่อ)
    ๒)ลดความอหังการมมังการในใจเรา เพราะยิ่งรู้รอบหรือรู้กว้างเราก็จะยิ่งตระหนักว่าเรานั้นไม่ใช่ศูนย์กลางของโลก สมัยหนึ่งผู้คนโดยเฉพาะในตะวันตกเคยคิดว่าโลกเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ แต่ต่อมาก็พบความจริงว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่ ดวงอาทิตย์ไม่ได้หมุนรอบโลก โลกต่างหากที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ และต่อมาเราก็พบว่าระบบสุริยะนั้นไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ระบบสุริยะต่างหากที่หมุนรอบศูนย์กลางของกาแล็กซี่ทางช้างเลผือก ต่อมาเราก็พบว่ากาแล็กซี่ทางช้างเผือกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของเอกภพ แท้จริงมันเป็นแค่หนึ่งในพันล้านกาแล็กซี่ที่มีอยู่ทั่วเอกภพ มิหนำซ้ำเอกภพที่เราอยู่ เดี๋ยวนี้ก็มีคนสงสัยแล้วว่ามันเป็นเอกภพเดียวที่มีอยู่หรือเปล่า แท้จริงจักรวาลอาจมีหลายเอกภพก็ได้ ต่อไปคำว่า universeอาจจะใช้ไม่ได้ ต้องใช้คำว่า multiverse

    จะเห็นได้ว่า ความคิดที่มองเราเป็นศูนย์กลางของอะไรต่ออะไรมากมายกำลังแปรเปลี่ยนไป แม้กระทั่งความคิดว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลางของโลก ตอนนี้เราไม่สามารถคิดแบบนี้ได้แล้ว เพราะสรรพชีวิตก็มีส่วนเป็นเจ้าของโลกนี้ได้เหมือนกัน จะว่าไปแล้วแม้แต่ร่างกายนี้เราก็ไม่สามารถบอกได้เต็มปากเต็มคำว่านี้เป็นของเรา เพราะความจริงมีอยู่ว่า ๙ ใน ๑๐ ของเซลล์ในร่างกายเรา คือ แบคทีเรีย ในร่างกายนี้มีเซลล์ที่เป็นของมนุษย์หรือของเราเพียง ๑ ใน ๑๐ เท่านั้น มองในแง่นี้ร่างกายนี้จึงเป็นของแบคทีเรียมากกว่าที่จะเป็นของเรา


    วิชาศิลปศาสตร์ช่วยให้เราตระหนักว่าความคิดที่ว่าเราเป็นศูนย์กลางของอะไรต่ออะไรมากมายนั้น เป็นความคิดที่ที่ล้าสมัยไปแล้ว ในทำนองเดียวกันเราจะพบว่าวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของเราก็หาได้เลอเลิศสูงส่งกว่าวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตแบบอื่นเสมอไปไม่ เราจะยอมรับความหลากหลายและมีขันติธรรมมากขึ้น สำนึกดังกล่าวช่วยส่งเสริมความเป็นมนุษย์ ตรงที่ทำให้เรามีความใจกว้าง มี เมตตากรุณา และเคารพผู้อื่นได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้เรายอมรับความเปลี่ยนแปลง ไม่ฝืนกระแส เพราะดังที่บอกไว้แล้วว่าโลกแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง เราจะไม่ฝืนกระแส แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยให้กระแสเป็นไปตามใจชอบ ในทำนองเดียวกันก็จะยอมรับความขัดแย้ง ไม่ปฏิเสธหรือมองว่าเป็นสิ่งเลวร้าย หากมองว่าเป็นธรรมดา เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและโลก และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่หนีไม่พ้น

    ๓)ช่วยทำให้เราตั้งคำถามและแสวงหาคำตอบที่ให้ความหมายแก่ชีวิต ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่ามากขึ้น ข้อนี้มีความสำคัญมาก สำคัญยิ่งกว่าการมีความรู้ในการทำมาหากินด้วยซ้ำ เพราะถ้าหากเราไม่สามารถพบจุดมุ่งหมายของชีวิตได้ ความมั่งคั่ง อำนาจและชื่อเสียง สามารถนำความทุกข์มาสู่เราได้ หลายคนมีเงินทอง ประสบความสำเร็จในการงาน แต่เหตุใดจึงกลัดกลุ้ม รู้สึกอ้างว้าง หรือเครียดหนักจนถึงกับฆ่าตัวตาย ส่วนหนึ่งเพราะเขาไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ทำให้รู้สึกว่าชีวิตว่างเปล่า

    กล่าวในภาพรวมจะเห็นว่าศิลปศาสตร์ไม่ใช่แค่การศึกษาทั่วไปในแง่ที่ให้ความรู้พื้นฐานหรือเพิ่มพูนสติปัญญาสำหรับการศึกษาวิชาชั้นสูงเท่านั้น แต่เป็นการสร้างโลกทัศน์และจิตสำนึกหรือทัศนคติที่ดีในการดำรงชีวิต ในการสัมพันธ์กับผู้อื่นและในการทำหน้าที่ต่อสังคมด้วย แต่การสร้างจิตสำนึกและทัศนคติที่ดีต่อการดำเนินชีวิตดังกล่าว ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการยัดเยียดหรือสอนแบบวิชาศีลธรรม หน้าที่พลเมือง แต่เกิดจากการกระตุ้นให้มีการศึกษา ค้นคว้า ไตร่ตรอง ตั้งคำถาม ถกเถียง แลกเปลี่ยน จนตกผลึกหรือประจักษ์ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งลำพังตำราหรือหนังสืออย่างเดียวไม่สามารถทำได้

    กลับไปที่คำกล่าวของไอน์สไตน์ที่ว่า ความรู้หาได้จากหนังสือ แต่การฝึกฝนจิตใจ วิธีคิด หรือการสร้างแรงบันดาลใจ หาไม่ได้จากตำรา แต่ต้องเกิดจากการศึกษา ซึ่งไอน์สไตน์เชื่อว่าการศึกษาแบบศิลปศาสตร์ให้คำตอบได้ ศิลปศาสตร์ในความหมายนี้ต่างกับการศึกษาแบบวิชาชีพหรือวิชาเฉพาะ ซึ่งเป็นการให้ความรู้หรือทักษณะเฉพาะด้านที่อาจทำให้มองคับแคบ ติดกรอบ อีกทั้งยังละเลยการปลูกฝังทัศนคติในการดำเนินชีวิต
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    (ต่อ)
    กล่าวโดยสรุปศิลปศาสตร์เป็นการศึกษาที่ทำให้เป็นคนเต็มคน เป็นการให้การศึกษาแก่คนอย่างเป็นองค์รวม ทั้งด้านกาย จิต สังคม โดยเชื่อมโยงกับสังคมและธรรมชาติ ท่านเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ได้พูดถึงวิชาศิลปศาสตร์ไว้อย่างน่าสนใจ เมื่อครั้งที่ท่านมาแสดงปาฐกาเรื่อง “ศิลปศาสตร์แนวพุทธ” เมื่อปี ๒๕๓๒ ในวาระครบ ๒๗ ปีของคณะศิลปศาสตร์ ท่านได้กล่าวตอนหนึ่งว่า

    “วิชาศิลปศาสตร์หรือวิชาพื้นฐานเป็นวิชาที่สร้างบัณฑิตโดยพัฒนาคนให้มีความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ส่วนวิชาการอื่นๆ จำพวกวิชาเฉพาะและวิชาชีพเป็นวิชาการที่สร้างเครื่องมือหรือสร้างอุปกรณ์ให้แก่บัณฑิต เพื่อผู้ที่เป็นบัณฑิตนั้นจะได้ใช้ความเป็นบัณฑิตของตนทำการสร้างประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นแก่ชีวิตและสังคมอย่างแท้จริง”

    ท่านยังพูดอีกว่า “วิชาศิลปศาสตร์จึงเป็นวิชาที่ทำให้คนเป็นคน ทำให้มีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ เป็นผู้มีความสามารถและความพร้อมที่จะไปดำเนินชีวิตที่ดี รู้จักใช้วิชาชีพและวิชาชำนาญเฉพาะด้านในทางที่เกื้อกูลเป็นประโยชน์แก่ชีวิตและสังคมอย่างแท้จริง”

    อันนี้คือประโยชน์หรือคุณูปการที่สำคัญของการศึกษาวิชาศิลปศาสตร์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการศึกษาที่ทำให้คนเต็มคนแล้ว มันยังเป็นพื้นฐานของการส่งเสริมให้มีการพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน

    ตลอด ๕๐ ปีที่ผ่านมา การพัฒนาประเทศจะเน้นที่การสร้างเม็ดเงิน หรือวัดความสำเร็จโดยอาศัยตัวเลขที่เรียกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Grosss National Product)หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product) แต่ว่าปัจจุบันเริ่มมีการเสนอการพัฒนาแนวใหม่ คือการพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน โดยใช้ตัวชี้วัดตัวใหม่ๆ เช่น Human Development Index (HDI) คือ ไม่ได้ดูเฉพาะเม็ดเงิน แต่ยังดูที่อายุขัยเฉลี่ย ระดับการศึกษา รวมทั้งประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพด้วย อาตมาคิดว่าอันนี้เป็นผลพวงหนึ่งของการศึกษาแบบศิลปศาสตร์ ซึ่งทำให้เกิดแนวคิดการพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน HDIนี้ได้รับอิทธิพลมาจากอมาตยาเซน แม้เขาจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รางวัลโนเบล แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นคนที่มีความรู้กว้างขวางมาก ข้อเขียนของเขานั้นครอบคลุมตั้งแต่เรื่องความยุติธรรม ปรัชญา วรรณกรรม และวัฒนธรรม เรียกได้ว่าเป็นแบบอย่างของการศึกษาแบบศิลปศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานให้แก่ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเขา จนสามารถเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างรอบด้าน

    อันนี้คงไม่ต่างจากอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งแม้จะเรียนมาทางเศรษฐศาสตร์ และทำงานด้านเศรษฐกิจและการเงิน แต่ท่านก็เป็นผู้ที่มีความรู้รอบ สนใจทั้งวรรณกรรม ดนตรี ปรัชญา ธรรมชาติ ซึ่งคงมีส่วนทำให้ท่านเห็นข้อจำกัดของการพัฒนาเศรษฐกิจล้วน ๆ เป็นเหตุให้ต่อมาท่านหันมาบุกเบิกการพัฒนาชุมชนที่ครอบคลุมหลายมิติ ดังที่ท่านได้ริเริ่มการพัฒนาชุมชนที่แม่กลองโดยความร่วมมือของหลายมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังส่งเสริมให้มีบัณฑิตอาสาขึ้น อันที่จริงเป็นเพราะการสนับสนุนของท่านด้วย การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ในสมัยที่ท่านเป็นอธิการบดี จึงได้รับความสำคัญมาก ถึงขนาดมีข้อกำหนดให้นักศึกษาธรรมศาสตร์ปี ๑ ทุกคนต้องมาเรียนวิชาพื้นฐานหรือวิชาทั่วไปที่คณะศิลปศาสตร์ก่อนจะแยกคณะในปีที่ ๒

    จะเห็นได้ว่าถ้าเรามองคนเพียงมิติเดียว จะนำไปสู่การพัฒนาที่ผิดที่ผิดทาง หรือการซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้นกว่าเดิม การมองคนแบบมิติเดียวส่วนหนึ่งเกิดจากการเรียนแบบเฉพาะทาง จนกระทั่งมองไม่เห็นความเชื่อมโยงของมิติต่าง ๆ เมื่อเร็วๆ นี้อาตมาได้อ่านบทความของอาจารย์เกษียร เตชะพีระ ซึ่งพูดถึงนักเศรษฐศาสตร์ที่ดีและไม่ดี อาตมาคิดว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นเกี่ยวข้องกับประเด็นที่อาตมาพูดในวันนี้ อาจารย์เกษียรพูดว่า “จากประสบการณ์ของผมที่ได้รู้จักครูพักลักจำมา นักเศรษฐศาสตร์ที่น่านับถือที่สุดและที่เก่งที่สุด คือนักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ได้รู้แต่เศรษฐศาสตร์ หากรู้ศาสตร์อย่างอื่นที่จำเป็นแก่การตอบปัญหาของโลกและชีวิตอันซับซ้อนหลากหลายด้วย ในทางกลับกันนักเศรษฐศาสตร์ที่โง่เขลาที่สุดและน่าหัวเราะเยาะที่สุด คือ นักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่รู้ว่าขีดจำกัดของความรู้เศรษฐศาสตร์อยู่ตรงไหน หลงคิดเอาว่ามันไปตอบได้ทุกเรื่องในโลกและชีวิต”

    ข้อความดังกล่าวมิใช่แง่คิดที่เตือนใจเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์เท่านั้น แต่ว่าเตือนใจนักวิชาการทุกสาขา ถ้าหากเรามองจากมุมของวิชาหรือศาสตร์ที่ตัวเองเรียนมาเฉพาะด้านอย่างเดียว โดยไม่เห็นความเชื่อมโยงกับวิชาหรือศาสตร์อื่น ๆ แล้ว เราก็ง่ายที่จะตกอยู่ในกับดักของวิชานั้น คือมองว่ามันเป็นคำตอบที่สามารถให้คำตอบในทุกเรื่องได้ ซึ่งในความจริงแล้ว ไม่ใช่เลย เราต้องอาศัยการมองแบบเชื่อมโยง ซึ่งอาตมาคิดว่าคนอย่างอมาตยา เซน หรืออาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นตัวอย่างที่ชี้ว่าความรู้รอบและการคิดแบบเชื่อมโยงจะช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ถูกทิศทางมากขึ้น

    วิกฤตและอนาคตของศิลปศาสตร์

    ที่พูดมาข้างต้นเป็นเรื่องคุณค่าของวิชาศิลปศาสตร์ ทีนี้อาตมาจะพูดถึงปัญหาและอุปสรรคของศิลปศาสตร์ เพราะถ้าไม่พูดเรื่องนี้ก็คงจะไม่สมบูรณ์ ปัจจุบันวงการศึกษาทั่วโลกมีแนวโน้มที่เน้นการสร้างความชำนาญเฉพาะทาง (specialization)และเน้นความรู้หรือทักษะที่ให้ผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมหรือให้ผลเร็วโดยเฉพาะผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้เพราะต่างมุ่งตอบสนองตลาดแรงงานเป็นหลัก หรือตอบสนองนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐ เช่น ถ้าประเทศต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยก็จะพากันผลิตมัคคุเทศก์หรือผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ถ้าประเทศต้องการวิศวกร ก็พากันผลิตวิศวกร อีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะมหาวิทยาลัยมีความจำเป็นต้องเลี้ยงตัวเองมากขึ้น ทำให้ต้องสอนวิชาที่เรียนแล้วหางานทำได้ง่ายและมีรายได้สูง หรือเปิดหลักสูตรต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยม จะได้มีคนมาเข้าเรียนมาก ๆ ตรงนี้เองที่ทำให้มหาวิทยาลัยในระยะหลังเน้นหนักเรื่องวิชาชีพหรือวิชาเฉพาะด้านมากขึ้น

    ในสหรัฐอเมริกาเกิดวิกฤติที่เรียกว่าวิกฤติด้านศิลปศาสตร์ (Liberal Arts in Crisis)กล่าวคือ มีคนเรียนน้อยลง ผู้คนแห่ไปเรียนธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ และวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีมากขึ้น ประมาณว่า ๖๐ %ของผู้ได้ปริญญาตรีในอเมริกาเรียนจบด้านเทคนิคและวิชาชีพเบื้องต้น ในจำนวนนี้ ๒๐% เรียนธุรกิจ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปของชาวอเมริกันที่ให้ความสำคัญกับเงินทองมากขึ้น เมื่อปี ๑๙๖๘ เคยมีการสอบถามนักศึกษาชั้นปี ๑ ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญของชีวิต ประมาณ ๘๖% เปอร์เซ็นต์ตอบว่า “การมีปรัชญาชีวิตที่มีความหมาย”เป็นสิ่งสำคัญ แต่ทุกวันนี้มีแค่ ๕๑% ที่คิดเช่นนี้ ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อปี ๑๙๗๐ มีนักศึกษา ๓๖ %ที่บอกว่า “การมีฐานะการเงินที่ดีมาก”เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต แต่ปัจจุบันนักศึกษาที่คิดเช่นนี้เพิ่มขึ้นเท่าตัวคือ ๗๓%

    อันนี้คือค่านิยมที่แปรเปลี่ยนไปของสังคมอเมริกา แม้เมืองไทยยังไม่มีการสอบถามทำนองนี้ แต่อาตมาคิดว่าคงไม่ต่างจากอเมริกาเท่าไหร่หรืออาจะหนักกว่าก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมวิชาที่หางานได้ง่ายหรือจบแล้วมีรายได้มากจึงเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ผลก็คือวิชาศิลปศาสตร์มีคนเรียนน้อยลง จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าวิกฤติในวิชาศิลปศาสตร์

    สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้ก็คือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ พากันเน้นวิชาเฉพาะด้านและวิชาชีพ รวมทั้งเปิดโครงการพิเศษทั้งตรี โท เอก เพื่อหารายได้เลี้ยงตัวเอง ขณะเดียวกันวิชาศิลปศาสตร์ในความหมายที่อาตมาพูดถึง ถูกลดความสำคัญลง แต่ก็ยังดีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ถึงกับละเลยการศึกษาเพื่อการรู้รอบ นักศึกษาปี ๑ ยังต้องเรียนสหวิทยาการ แต่ว่าแนวคิดแบบนี้กำลังเลือนหายไปจากการศึกษาระดับอุดมศึกษาของเมืองไทยมากขึ้น ทุกวันนี้การปลูกฝังให้นักศึกษามีทัศนคติพื้นฐานที่เหมาะแก่การศึกษาได้ถูกมองข้ามไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความใฝ่รู้ รู้รอบ รู้จักคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ และการมองเห็นอย่างเชื่อมโยง ตลอดจนความตระหนักเกี่ยวกับคุณค่าของชีวิต และการแสวงหาหนทางสู่ชีวิตที่มีความหมาย ถูกลดความสำคัญลงในการศึกษาระดับอุดมศึกษา ในทำนองเดียวกันการเสริมสร้างความเป็นอิสระทางความคิด ไม่ถูกครอบงำตามกระแสสังคม แต่รู้จักคิดนอกกรอบ ตั้งคำถามจากมุมมองอื่น ๆ ตอนนี้ก็แทบไม่มีการพูดถึงกันแล้ว

    อาตมาคิดว่าจำเป็นมากที่ต้องพยายามรื้อฟื้นและเสริมสร้างการศึกษาแบบศิลปศาสตร์ขึ้นมาให้มั่นคงในมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันก็ควรมีการปรับปรุงให้ตอบสนองต่อความจำเป็นของยุคสมัยด้วย อาตมาคิดว่าวิชาศิลปศาสตร์ที่พูดมาทั้งหมด แม้เป็นสิ่งที่ดีแต่ก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ที่จริงแล้วมีความจำเป็นต้องปรับปรุงเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น ลดทอนลักษณะที่เป็น elitism หรือการศึกษาสำหรับชนชั้นนำ ทั้งนี้เพราะวิชาศิลปศาสตร์ตั้งแต่กรีกโบราณเป็นต้นมาเป็นการศึกษาสำหรับชนชั้นสูง กระทั่งปัจจุบันก็ยังมีลักษณะดังกล่าวอยู่แม้จะน้อยลงแล้วก็ตาม

    อาตมาไม่ได้พูดว่าการเรียนวรรณกรรมของเชคสเปียร์ เกอเธ่ หรืองานคลาสสิคของนักคิดชั้นครูอย่างล็อค มิลล์ เป็นสิ่งที่เหมาะสำหรับชนชั้นนำอย่างเดียวเท่านั้น อาตมาคิดงานชั้นเลิศเหล่านี้เป็นประโยชน์แก่คนทั่วไปด้วย ในทำนองเดียวกับเพลงคลาสสิคก็ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องของชนชั้นนำเท่านั้น เพลงคลาสสิคก็เหมาะสำหรับชาวบ้านระดับล่างด้วยเช่นกัน ที่ประเทศเวเนซุเอลามีการเอาเพลงคลาสสิคมาให้คนในสลัมเรียน ปรากฏว่าเป็นที่นิยมมาก เด็กและวัยรุ่นแห่ไปเรียน ทำให้ปัญหาเยาวชนในสลัมลดลงอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังมีไวทยากรที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายคนที่มาจากสลัม ปรากฏการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าดนตรีคลาสสิค รวมทั้งวรรณกรรมคลาสสิค ไม่ได้เป็นสมบัติของชนชั้นนำเท่านั้น แต่มีคุณค่าต่อคนรากหญ้าด้วยเช่นกัน เพระมันทำให้ชีวิตละเมียดละไมขึ้น เกิดการใคร่ครวญอย่างแยบคายเกี่ยวกับชีวิต

    สิ่งที่นักการศึกษาควรทำก็คือ ทำให้เห็นว่าศิลปศาสตร์ไม่ใช่วิชาฟุ่มเฟือยสำหรับคนมีเงินหรือมีจุดหมายแฝงเร้น แต่มีคุณค่าสำหรับคนทั่วไปและมีคุณค่าในเชิงปฏิบัติด้วย อาตมาพูดถึงจุดมุ่งหมายแฝงเร้นก็เพราะว่าประวัติศาสตร์ของศิลปศาสตร์โดยเฉพาะในอเมริกาช่วงหลังสงครามโลกที่ ๒ มันมีจุดมุ่งหมายแฝงเร้นอยู่ก็คือต่อต้านคอมมิวนิสต์ เจมส์ โคนันท์(James Conant)ผู้บุกเบิกการศึกษาทั่วไปหรือวิชาศิลปศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีความเชื่อว่าถ้าคนอเมริกันนิยมอ่านงานวรรณกรรมหรืองานเขียนของนักคิดชั้นเลิศ จะช่วยให้อเมริกาต้านทานกับการคุกคามของรัสเซียได้ คือพอได้อ่านงานเหล่านี้แล้วจะเกิดความคิดในเชิงเสรีนิยมซึ่งทำให้ไม่หลงใหลในอุดมการณ์แบบคอมนิวนิสต์

    น่าสนใจที่ว่าคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก่อตั้งในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยกำลังต่อสู้กับคอมมิวนิสต์เหมือนกัน พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าคณะศิลปศาสตร์เกิดขึ้นมาเพื่อปลูกฝังอุดมการณ์เสรีนิยมสำหรับต่อต้านคอมมิวนิสต์ ถึงแม้ว่าบ่อยครั้งเราไม่สามารถแยกการศึกษากับการเมืองออกจากกันได้ก็ตาม แต่สิ่งที่วิชาศิลปศาสตร์ในปัจจุบันจะต้องมีมากกว่าเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว ก็คือการเสริมสร้างสำนึกทางสังคมให้เกิดขึ้นด้วย เช่นสำนึกเรื่องความยุติธรรม ประชาธิปไตย การเคารพในศักดิ์ศรีของมนุษย์ เพราะเป็นประเด็นสำคัญมากโดยเฉพาะในเมืองไทยเวลานี้มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก อีกทั้งความคิดที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็มีสูง วิชาศิลปศาสตร์จึงควรให้ความสำคัญแก่การสร้างสำนึกดังกล่าว รวมทั้งสำนึกทางมนุษยธรรมและการมีอิสรภาพทางสติปัญญา ไม่ถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ต่างๆ จนเห็นเพื่อนมนุษย์ที่คิดต่างเป็นศัตรู หรือไม่ยอมรับความเห็นต่าง จนถึงกับสนับสนุนให้มีการปิดกั้นความเห็นต่าง แต่พร้อมเปิดกว้างรับฟังทัศนะที่แตกต่างจากตน อันนี้คือสิ่งที่ศิลปศาสตร์ในปัจจุบันจำเป็นต้องมี

    ที่อาตมาอยากจะเพิ่มเติมประการสุดท้ายก็คือการปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ กล่าวคือไม่เน้นการสอนในห้องเรียนและการเรียนตามตำรา แต่เน้นการค้นคว้าแลกเปลี่ยนความเห็น การตั้งคำถาม และการแสวงหาความรู้ด้วยวิธีที่หลากหลาย รวมทั้งเรียนรู้จากประสบการณ์นอกห้องเรียน อันนี้เป็นประเด็นสำคัญมากเพราะว่าหัวใจของวิชาศิลปศาสตร์ที่อาตมาพูดมา ไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาวิชาที่หลากหลายเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่กระบวนการเรียนรู้ ซึ่งได้แก่ การถกเถียงแลกเปลี่ยนกัน มีการสัมนา การอภิปรายการค้นคว้าขีดเขียน เพื่อให้รู้จักคิด คิดอย่างมีเหตุผล มีความใจกว้าง และสามารถเรียบเรียงถ่ายทอดความคิดออกมาได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ไอน์สไตน์ได้เน้นย้ำว่า เป็นจุดเด่นหรือหัวใจของวิชาศิลปศาสตร์ แต่ว่าน่าเสียดายที่วิชาศิลปศาสตร์ในปัจจุบันเน้นเรื่องการท่องจำและการสอนตามตำราหรือในห้องเรียนมาก ขณะที่การแสวงหาความรู้ด้วยตัวเองมีน้อย

    ในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาจะให้ความสำคัญกับมหาวิทยาลัยที่เรียกว่า residential collegeคือมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาได้อยู่ด้วยกันและถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอันที่จริงตอนที่ธรรมศาสตร์ขยายไปที่รังสิต คณะศิลปศาสตร์มีความคิดที่จะจัดให้มี residentail collegeเพราะที่นั่นพื้นที่กว้างขวาง มีหอพัก แต่ในที่สุดก็ทำไม่ได้ การศึกษาศิลปศาสตร์ก็เลยไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก คือเน้นที่การเรียนจากตำราหรือการสอนในห้องเรียนเท่านั้น ในอเมริกามีการปฏิรูปการศึกษาศิลปศาสตร์ที่น่าสนใจ หลายอย่าง นอกจากนอกจากให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนความเห็น หรือจัดให้มี residential college แล้ว ยังให้นักศึกษาเข้าไปทำงานชุมชนหรือเป็นจิตอาสาด้วย โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแบบศิลปศาสตร์ การให้นักศึกษาลงไปสัมผัสชุมชนอาทิตย์ละครั้ง ผสานกับการเรียนรู้วรรณกรรมคลาสสิคหรืองานคิดงานเขียนชั้นเลิศนั้น ไม่ใช่เรื่องตรงข้ามกัน ที่จริงเป็นเรื่องเดียวกันที่ช่วยเสริมสร้างจิตสำนึกหรือพัฒนาความเป็นมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

    อาตมาได้ใช้เวลาพอสมควรแล้ว ที่พูดมาก็ได้อาศัยความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของศิลปศาสตร์ว่ามีคุณูปการอย่างไรบ้างต่อการพัฒนามนุษย์โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันซึ่งเต็มไปด้วยความหลากหลาย แต่ขณะเดียวกันนับวันความคิดที่คับแคบหรือเฉพาะทางกลับมีอิทธิพลมาก ตรงนี้เป็นสิ่งที่วิชาศิลปศาสตร์สามารถช่วยทัดทานกระแสดังกล่าว เพื่อนำไปสู่ความคิดที่รู้รอบ ทัศนคติที่กว้างขวาง และมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น

    บัดนี้พอสมควรแก่เวลาแล้ว อาตมาขอสิ้นสุดปาฐกถานี้ด้วยการอำนวยพรในโอกาสที่คณะศิลปศาสตร์ได้สถาปนามาครบ ๕๐ ปี ขอให้คณะศิลปศาสตร์จงมีความเจริญงอกงาม สามารถยังประโยชน์ต่อกุลบุตรกุลธิดา ต่อประเทศ และต่อโลก ในทางส่งเสริมสติปัญญาและเสริมสร้างความเป็นมนุษย์ เพื่อการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าและผาสุก ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกท่านนับถือ จงอำนวยอวยผลให้คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ทุกท่านประสบจตุรพิธพรชัย คือเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ มีความเจริญงอกงามทางกาย จิต ปัญญา เพื่อทำหน้าที่ให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมและเพื่อความเจริญงอกงามในชีวิตสืบไป ขอเจริญพร
    :- https://www.visalo.org/article/budSThamma50.html
     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    บนเส้นทางแห่งการเรียนรู้วิชชาจากพระพุทธเจ้า
    พระไพศาล วิสาโล
    ข้าพเจ้าเรียนวิชาศีลธรรมครั้งแรกเมื่ออยู่ชั้นป.๕ แม้เป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน และสอบได้คะแนนดีจากวิชานี้มาโดยตลอด แต่ก็หาได้รู้สึกซาบซึ้งในพุทธศาสนาแต่อย่างใดไม่ แค่รู้ว่าพระพุทธองค์ทรงสอนให้คนเป็นคนดีและมีศีลธรรมเท่านั้น จนเมื่อได้อ่านเรื่อง กามนิต* ซึ่งเป็นหนังสือประกอบการเรียนวิชาภาษาไทยชั้นม.ศ.๓ (หรือม.๔ เวลานี้) จึงเกิดความประทับใจในพระปรีชาญาณของพระองค์ และมีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้สนใจพุทธศาสนาอย่างจริงจัง

    ฉากที่ประทับใจมากที่สุด คือฉากสนทนาโต้ตอบระหว่างกามนิตกับพระพุทธองค์ กามนิตนั้นกำลังเดินทางไปหาพระพุทธองค์โดยหารู้ไม่ว่าสมณะที่ตนกำลังพูดคุยอยู่ด้วยนั้นเป็นพระบรมศาสดา กามนิตมีความกระหายอยากรู้เรื่องชาติหน้าหรือชีวิตหลังความตายว่าเป็นอย่างไร ขณะที่พระพุทธองค์ทรงแนะให้กามนิตสนใจเรื่องทุกข์และการดับทุกข์ กามนิตเป็นคนฉลาดในการกล่าวแย้งพระพุทธองค์ แต่ในที่สุดก็จำนนเมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงยกอุปมาอุปไมยว่า หากไฟกำลังไหม้บ้าน และบ่าววิ่งมาเรียกเจ้านายให้ออกจากบ้านโดยเร็ว ควรหรือไม่ที่เจ้านายจะบอกบ่าวให้ไปดูก่อนว่าข้างนอกนั้นฝนตกหรือไม่ มีพายุหรือเปล่า ถ้าฝนไม่ตก ไม่มีพายุ ถึงจะออกจากบ้านไป

    ที่จริงพระพุทธองค์ทรงกล่าวอุปมาอีกหลายอย่าง ซึ่งสามารถหักล้างคำโต้แย้งของกามนิตได้หมดสิ้น และชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ควรสนใจมากที่สุดก็คือดับทุกข์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ แทนที่จะมัวหาคำตอบเรื่องสวรรค์หรือนรก ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากสนองความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น ข้าพเจ้าอ่านกามนิตตอนนี้ด้วยความรู้สึกทึ่งในความเปรื่องปราดของพระพุทธองค์ ซึ่งไม่เคยพบในหนังสือเรียนวิชาศีลธรรม จะว่าไปแล้วพระพุทธองค์ในกามนิตนั้นเป็นบุคคลที่มีชีวิตและเลือดเนื้อที่คนอ่านรู้สึกใกล้ชิด ผิดกับพระพุทธองค์ที่เคยรู้จักจากวิชาศีลธรรมซึ่งดูเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ไกลจากความรับรู้ของเรา

    นั่นเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ข้าพเจ้ามองเห็นพระพุทธองค์ในฐานะบุคคลซึ่งมีปัญญาล้ำเลิศ ซึ่งไม่เพียงฉลาดในการโต้แย้งและจูงใจผู้คนเท่านั้น หากปัญญาที่พระองค์มีนั้นยังสามารถดับทุกข์ในชีวิตได้ด้วย ต่างจากปัญญาของนักวิทยาศาสตร์และผู้รู้ทั้งหลาย อันที่จริงเมื่อได้ศึกษาต่อมาก็พบว่าปัญญาของพระองค์นั้นยังสามารถเอามาประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น คำสอนเรื่องอริยสัจ๔ นั้น เป็นหลักการที่สามารถเอาใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตและสังคมได้ โดยเริ่มจากการหาต้นตอของปัญหา เช่นเดียวกับการดับทุกข์ก็ต้องเริ่มต้นที่การเข้าใจสมุทัยเสียก่อน

    เมื่อได้อ่านงานเขียนและงานบรรยายของท่านอาจารย์พุทธทาสหลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้เรียนรู้มากขึ้นว่า ปัญญาชนิดที่สามารถดับทุกข์ตามคำสอนของพระพุทธองค์นั้น ไม่ได้เกิดจากการอ่านการฟังเท่านั้น ที่สำคัญก็คือการปฏิบัติ ซึ่งมีความหมายมากกว่าการให้ทานและรักษาศีล แต่รวมถึงการทำสมาธิภาวนาด้วย ท่านอาจารย์พุทธทาสไม่เพียงสอนหรือพูดเท่านั้น หากยังทำให้เป็นแบบอย่าง โดยมีสวนโมกข์เป็นสถานที่ส่งเสริมสมาธิภาวนา

    ข้าพเจ้าเริ่มสนใจทำสมาธิภาวนามาตั้งแต่ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่ได้ทำจริงจัง แม้เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ก็ยังทำแบบกระท่อนกระแท่น เพราะใจไม่ค่อยสงบ และขาดความมุ่งมั่น จำได้ว่าเคยไปปฏิบัติธรรมกับเพื่อน ๆ ที่ถ้ำพระโพธิสัตว์ จ.สระบุรี เป็นเวลา ๓ วัน รู้สึกว่าเป็นทุกข์มาก เพราะถูกกลุ้มรุมทั้งความเหงา ความว้าเหว่ และความฟุ้งซ่านกระสับกระส่าย เนื่องจากต่างคนต่างแยกไปปฏิบัติ เก็บวาจา แถมไม่มีหนังสือพิมพ์ให้อ่าน เมื่อถึงวันกลับ จึงรู้สึกดีใจมากและเข็ดขยาดการปฏิบัติธรรมแบบนี้ไปนานหลายปี

    เส้นทางสมาธิภาวนาของข้าพเจ้าคงลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไปอีกนาน หากไม่เป็นเพราะว่าชีวิตถูกความเครียดรุมเร้าจนเริ่มเสียศูนย์ นอนหลับยากขึ้น แถมทะเลาะกับคนรอบข้างเป็นอาจิณ ยามอยู่คนเดียวจะรู้สึกกระสับกระส่าย อยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆไม่ได้ ข้าพเจ้าเคยหาทางแก้หลายวิธี เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ไปเที่ยว แต่ก็ได้ผลชั่วคราว ความรู้ที่มีอยู่บ้างจากพระพุทธองค์บอกตนเองว่า ปัญหาที่แท้นั้นเกิดจากจิตใจของข้าพเจ้าเอง จะเปลี่ยนที่เที่ยวที่ผ่อนคลายแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่รู้จักทำใจให้สงบ

    นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ข้าพเจ้าตัดสินใจลางานออกบวช ๓ เดือน เพื่อหันมาทำสมาธิภาวนาอย่างจริงจัง เดิมตั้งใจไปบวชปฏิบัติอยู่กับหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ แห่งวัดป่าสุคะโต ที่จังหวัดชัยภูมิ แต่ท่านแนะนำให้ไปปฏิบัติกับอาจารย์ของท่าน คือหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ แห่งวัดสนามใน ซึ่งอยู่แค่จังหวัดนนทบุรี

    การสอนของหลวงพ่อเทียนนั้นเน้นการเจริญสติ การเจริญสตินั้นเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าพอรู้บ้างจากการอ่านหนังสือของครูบาอาจารย์หลายท่าน และทราบดีว่าสติปัฏฐานนั้นเป็นคำสอนสำคัญของพระพุทธองค์ ผู้รู้บางท่านถือว่าการเจริญสติเป็น “หัวใจกรรมฐาน” ของพุทธศาสนาเลย ที่จริงสมาธิภาวนาที่ข้าพเจ้าได้ลองทำมาบ้างก็อยู่ในแนวทางนี้ แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจชัดเจนจนได้มาปฏิบัติกับหลวงพ่อเทียน

    หลวงพ่อเทียนเริ่มต้นด้วยการแนะนำให้รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของกาย ต่อมาก็แนะให้รู้เมื่อมีความรู้สึกนึกคิดเกิดขึ้น ท่านแนะนำเพียงแค่ให้ “รู้เฉย ๆ” โดยไม่ต้องไปทำอะไรกับความรู้สึกนึกคิดนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำเพียงแค่รู้เฉย ๆ เพราะใจอยากจะไปกดข่มหรือห้ามความคิดเพื่อให้หายฟุ้งซ่าน บ่อยครั้งก็จะคอยดักเฝ้าความคิดว่าเมื่อไหร่จะออกมา การทำเช่นนั้นทำให้เครียดได้ง่าย และในที่สุดก็ทำให้ท้อ เพราะความคิดไม่เคยหยุด กลับอาละวาดหนักขึ้น แต่เมื่อทำใจปล่อยวาง ไม่หวังผล การรู้เฉย ๆ ก็เกิดขึ้น

    สิ่งที่นึกไม่ถึงก็คือ หลังจากทำไปได้ ๓ อาทิตย์ จู่ ๆ ก็เห็นความคิด และรู้ทันความคิด โดยไม่ได้ตั้งใจ สติทำงานของเขาเอง พอรู้แล้วก็วางความคิดนั้นไปเอง ทำให้ความคิดนั้นทำอะไรจิตใจไม่ได้นาน แม้จะเผลอคิด ก็แค่แวบเดียว แล้วก็หาย ทำให้ใจสงบเงียบขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ประหลาดใจที่เกิดความสงบเช่นนี้เพราะแต่ก่อนนั้นจิตแทบจะไม่เคยว่างจากความคิดเลย มันส่งเสียงดังระงมแทบจะตลอดเวลา

    ข้าพเจ้าไม่เคยนึกมาก่อนว่าตนเองจะสามารถ “เห็น” ความคิดได้ เห็นได้ชัดว่า ความคิดกับจิตนั้นไม่ใช่อันเดียวกัน จิตนั้นคือตัวรู้ จะนึกคิดอะไรก็ตาม ก็สามารถรู้ความคิดนั้นได้ นั่นมิใช่อะไรอื่น หากเป็นเพราะอานุภาพของสตินั่นเอง ข้าพเจ้าเคยอ่านหนังสือเรื่อง “พลังแห่งสติ” ของท่านญาณโปณิกมหาเถระมาก่อน ท่านนำคำสอนของพระพุทธองค์เรื่องสติปัฏฐานมาอธิบายได้อย่างน่าอ่านด้วยสำนวนของคนร่วมสมัย อ่านแล้วก็รู้สึกว่าสติเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อการดับทุกข์ แต่ก็เป็นแค่ความเข้าใจในระดับสัญญาเท่านั้น เพราะไม่เคยประจักษ์แก่ใจเอง จนเมื่อได้สัมผัสอานุภาพของสติด้วยตนเอง แม้จะเป็นแค่ส่วนเสี้ยวของอานุภาพนั้น ก็รู้สึกซาบซึ้งใจมาก พร้อมกันนั้นก็อดพิศวงไม่ได้ว่าว่าพระพุทธองค์ทรงค้นพบพลังแห่งสติได้อย่างไร ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ใครจะค้นพบกุญแจที่ไขให้ศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของสติได้พรั่งพรูออกมาจนประจักษ์ได้
     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    (ต่อ)
    สติทำให้เห็นชัดว่าคนเราทุกข์เพราะใจโดยแท้ คนอื่นหรือสิ่งอื่นนั้นเป็นส่วนประกอบเท่านั้น คำพูดหรือการกระทำของคนอื่นที่ไม่ถูกใจเรานั้นเกิดขึ้นมาได้นานหลายวันแล้ว แต่เหตุใดเรายังแค้นเคืองอยู่หากไม่ใช่เป็นเพราะใจยังหวนคิดถึงคำพูดและการกระทำนั้น ๆเหตุร้ายบางอย่างยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ แต่ทำไมเราจึงกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับหากไม่ใช่เป็นเพราะเราเอาแต่หมกมุ่นครุ่นคิดถึงมัน

    ความรู้สึกนึกคิดนั้นเป็นสิ่งที่ใจปรุงแต่งขึ้นมา แต่แล้วใจก็ไปยึดติดกับสิ่งปรุงแต่ง และทึกทักว่าเป็นเรื่องจริงเรื่องจัง สุดท้ายก็ทุกข์ไปกับสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมาเอง หาไม่ก็ปล่อยให้มันครอบงำจิตใจ บงการให้โศกเศร้า ร่ำไห้ คร่ำครวญ กลัดกลุ้ม น้อยใจ ฯลฯ จนร่างกายผ่ายผอม สุขภาพย่ำแย่ หรือถึงกับคิดสั้นทำร้ายตนเอง

    เป็นเพราะเราไม่รู้ทันความคิดของตัวเอง จึงถูกความคิดนั้นทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้กระนั้นก็ยังอดไม่ได้ที่จะโทษคนอื่นว่าเป็นตัวการทำให้เราทุกข์ พระพุทธองค์ตรัสว่า
    “เมื่อมือไม่มีแผล แม้จับต้องยาพิษ ยาพิษนั้นก็ไม่สามารถทำอันตรายได้” ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้อื่นย่อมไม่สามารถทำให้เราทุกข์ได้ หากใจเราเป็นปกติ ไม่ถูกกิเลสหรือความคิดปรุงแต่งครอบงำทำร้าย

    สติช่วยให้เราเห็นและรู้ทันความคิดได้ไว ทำให้มันไม่สามารถครอบงำทำร้ายจิตใจได้ เหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว หรือสิ่งที่ยังมาไม่ถึง จะไม่สามารถทำให้เราเป็นทุกข์ได้ หากมีสติรู้ทันความอาลัยในอดีตหรือกังวลกับอนาคต สติช่วยพาใจให้มาอยู่กับปัจจุบัน และมีความสุขในแต่ละขณะและในทุกอิริยาบถ แม้มีสิ่งไม่พึงประสงค์มากระทบ ก็รู้ทันใจที่กระเพื่อนและพาใจกลับมาสู่ความปกติได้ ทำให้ใจสงบได้แม้รอบตัวจะอึกทึกพลุกพล่าน ใจเย็นได้แม้อากาศจะรุ่มร้อนอบอ้าว

    สติไม่เพียงช่วยให้ใจสงบเย็นเท่านั้น หากยังเอื้อให้เกิดปัญญาด้วย เพราะสติช่วยให้เห็นกายและใจตามที่เป็นจริง เมื่อเดินก็รู้ว่าเดิน เมื่อคิดก็รู้ว่าคิด ย่อมเห็นต่อไปว่าที่เดินนั้นคือกายเดิน ที่คิดนั้นคือใจคิด ไม่ใช่ “ฉัน”เดิน หรือ “ฉัน”คิด สติเป็นปฏิปักษ์กับความยึดมั่นสำคัญหมายใน “ตัวกู ของกู” เมื่อมีสติ ตัวกูของกูก็หายไป มีแต่กายกับใจ นั่นหมายความว่า เวลาปวด ก็เห็นว่ามีแต่กายที่ปวด (หรือความปวดเกิดขึ้นที่กาย) แต่ไม่มี “ฉัน”ผู้ปวด เวลาโกรธ ก็เห็นว่ามีแต่ใจที่โกรธ (หรือความโกรธเกิดขึ้นที่ใจ) แต่ไม่มี “ฉัน” ผู้โกรธ การเห็นดังกล่าวนี้เองที่จะนำไปสู่ปัญญาจนเห็นความจริงต่อไปว่า กายและใจนี้นอกจากจะไม่เที่ยงและเป็นทุกข์แล้ว ยังไม่ใช่ “ตัวกู ของกู”ด้วย

    ความยึดมั่นสำคัญหมายใน “ตัวกู ของกู”นั้นเป็นรากเหง้าแห่งความทุกข์ ตราบใดที่ยังละวางความยึดมั่นดังกล่าวไม่ได้ ก็ยังทุกข์อยู่ร่ำไป ต่อเมื่อละวางความยึดมั่นในตัวกูของกูได้ จึงจะพ้นทุกข์อย่างแท้จริง แต่ถึงแม้จะไม่สามารถละวางความยึดมั่นดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง แต่การมีสติอยู่เป็นนิจ ย่อมช่วยให้ความยึดมั่นดังกล่าวไม่สามารถครองใจได้ต่อเนื่องจนก่อความทุกข์ไม่หยุดหย่อน

    สำหรับข้าพเจ้า นี้คือวิชชาสำคัญสูงสุดที่ได้จากพระพุทธองค์ เรียกอีกอย่างว่า วิชชาดับทุกข์ แม้ข้าพเจ้ายังไม่เจนจบในวิชชานี้ แต่ก็ได้รับอานิสงส์จากวิชชานี้มาก อดคิดไม่ได้ว่าหากไม่รู้วิชชานี้ จะเสียประโยชน์มากมายสักเพียงใดจากการเกิดมาเป็นมนุษย์ วิชชานี้ช่วยให้ชีวิตเป็นอิสระอย่างแท้จริง เพราะไม่ตกเป็นทาสของสิ่งต่าง ๆ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม แม้กระทั่งสิ่งที่เรียกว่าความสุข ซึ่งใคร ๆ ล้วนแสวงหา ก็เกี่ยวข้องได้โดยไม่สยบมัวเมาหรือเพลิดเพลินยินดี ส่วนความทุกข์นั้น แม้ต้องประสบ เพราะเป็นธรรมดาที่ไม่มีใครหนีพ้น (เช่น ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความพลัดพรากทั้งหลาย) ก็อยู่กับมันได้โดยไม่เป็นทุกข์

    วิชชานี้จึงช่วยให้อยู่ในโลกได้ โดยเป็นอิสระเหนือโลก เช่นเดียวกับดอกบัวที่เกิดในน้ำแต่อยู่พ้นน้ำ อิสรภาพดังกล่าวมิเพียงหมายถึงความสงบเย็นในจิตใจเท่านั้น หากยังช่วยให้สามารถบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่โลกได้อย่างเต็มที่เพราะปราศจากความเห็นแก่ตัว ดังมีพระพุทธองค์ทรงเป็นแบบอย่าง เพราะเมื่อไม่มีตัวตนให้หวงแหนหรือนึกถึง จิตใจย่อมเปิดกว้างอย่างไม่มีประมาณ เกิดเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ ที่มุ่งเกื้อกูลสรรพสัตว์อย่างไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ทำให้ชีวิตนี้เป็นชีวิตที่ “สงบเย็นและเป็นประโยชน์” ดังคำของท่านอาจารย์พุทธทาสอย่างแท้จริง

    แม้ยังไม่ทราบว่าจะเรียนจบวิชชานี้เมื่อใด แต่ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ ข้าพเจ้าก็จะขอร่ำเรียนวิชชานี้ต่อไปไม่เลิกรา

    * กามนิต เป็นนิยายอิงพุทธประวัติ แต่งโดยคาร์ล อดอล์ฟ เจลลิรูป แปลโดย เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีป ส่วนที่นำมาเป็นหนังสือประกอบการเรียน ตัดทอนมาเพียงครึ่งเดียว คือ “ภาคบนดิน” และเปลี่ยนชื่อเป็น วาสิฏฐี
    :- https://www.visalo.org/article/buddhaBBC.htm
     

แชร์หน้านี้

Loading...