@@..คำครู ผู้ชี้-นำ-อุปถัมภ์ สู่พระโพธิญาณ & เรื่องเล่าจากกัลยาณมิตร.@@

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย นโมพุทธายะ๕, 10 กรกฎาคม 2015.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    "..เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เพื่อให้ได้บุญมากขึ้น
    จงโมทนาบุญของฉัน ฉันบำเพ็ญกุศลมาตั้งแต่ต้น
    เริ่มต้นไกลลิบเชียวนะ เมื่อไรก็ตามจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
    ฉันจะมีความสุขเพียงใดเพราะบุญนี้ ขอเธอจงโมทนารับ
    ผลเช่นเดียวกับฉันนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป.."



    (ธัมมวิโมกข์ ฉบับ ๒๐๓ หน้า ๖๘)



    [​IMG]
     
  2. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    โอวาทธรรมหลวงปู่สด จนฺทสโร
    #การทดแทนคุณมารดาบิดาของบุตร#

    การบวชในธรรมวินัยน่ะ ได้ชื่อว่า สนองคุณมารดาบิดาจริงๆเชียว มารดาบิดาน่ะ ถ้าว่าเห็นลูกบวชแล้ว ปลาบปลื้ม เอิบอิ่ม เต็มตื้นนัก อะไรจะไปเท่าไม่มีล่ะ ร่าเริงบันเทิงใจ จะกินข้าวหรือไม่กินไม่รู้ละ อิ่มเอิบไปหมด บอกไม่ถูกทีเดียว ถ้าว่าลูกของใครบวชเข้าไปแล้ว ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชายปลาบปลื้ม อิ่มเอิบ ตื้นเต็มอย่างนั้น บาลีท่านยืนยันในมงคลทีปนทีว่า

    #มารดาบิดาไม่มีศรัทธา ไม่เชื่อในพระรัตนตรัย เชื่อในพระรัตนตรัยขึ้น นี่เป็นแทนคุณข้อที่ ๑

    #มารดาบิดาไม่มีศีล ให้มีศีลขึ้น นี่เป็นแทนคุณข้อที่ ๒

    #มารดาบิดาไม่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ให้เลื่อมใสหนักขึ้น นี่เป็นแทนคุณข้อที่ ๓

    #มารดาไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ แก้ไขมารดาบิดา ให้รู้จักประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ขึ้น

    เหมือนกับตนผู้บวชในวันนี้ มารดาบิดาไม่เลื่อมใส ทำให้เลื่อมใสหนักขึ้น หรือเลื่อมใสน้อย ทำให้เลื่อมใสมากขึ้น มารดาบิดาไม่มีศีล เข้าใกล้พระรับศีล เมื่อเข้าก็รับศีลแล้ว เมื่อตอนก่อนก็รับศีลเหมือนกัน นี่เขาเคยรับศีลมาบ้างแล้ว รับศีลแน่นหนาหนักขึ้น ให้ทั่วไปกับพระภิกษุอื่น เมื่อลูกบวชเช่นนี้ เห็นพระภิกษุอื่น สามเณรอื่น ก็เหมือนอย่างกับลูกเรา รักใคร่ภิกษุสามเณรขึ้นทีเดียว สมเพชเวทนา มีข้าวปลาอาหารก็เอามาเลี้ยงดูทีเดียว นี่เป็นต้นเป็นตัวอย่าง

    เมื่อมารดาบิดา ไม่เชื่อแท้แน่นอน ลงไปในพระพุทธศาสนา ก็ให้มีธรรมกายเสีย เชื่อแท้แน่นอนแล้ว ลูกน่ะแก้ไขให้มีธรรมกายแท้แน่นอนแล้ว มารดาบิดาไม้รู้จักสูงต่ำ เมื่อรู้จักพุทธศาสนาแล้ว รู้จักสูงต่ำทีเดียว นี่มันชั้นสูง อ้อ!เมื่อก่อนเราเล่นมีลูกมีเต้ามาเดิมน่ะ มันเล่นอย่างเด็กๆนี่ นี่พระท่านไม่เล่นด้วย ท่านไปไกลอย่างนี้ มาเป็นธรรมกายพระอรหัตเข้าแล้ว ไปไกลหนักขึ้นไป ก็ดีอกดีใจ ชอบอกชอบใจ อย่านี้ได้ชื่อว่า ได้แทนคุณมารดาบิดาจริงๆทีเดียว

    ถ้าว่าจะแทนคุณมารดาบิดาน่ะ ให้เอาทองคำมาทั้งแผ่นนั่นแหละ เป็นเจ้าจักรพรรดิ นิมิตแผ่นปฐพีให้เป็นทองคำทั้งแผ่น มอบให้บิดามารดา มอบให้เป็นสมบัติพรรดิตราธิราช ให้บิดาเป็นเจ้าจักรพรรดิตราธิราช ให้มารดาเป็นพระมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิตราธิราช เป็นแต่กตัญญูต่อมารดาบิดา ไม่ใช่ว่าตอบแทนคุณ แม้ว่าจะเอามารดาขึ้นนั่ง ให้มารดาขึ้นนั่งบ่าขวา บิดาขึ้นนั่งบ่าซ้าย ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ บนนั้น เสร็จจนหมดอายุของลูกนั่นแหละ จะชื่อว่าแทนคุณบิดามารดาก็หาไม่ ได้ชื่อว่าเป็น กตัญญูกตเวทีต่อมาดาบิดาเท่านั้น ชื่อว่าแทนคุณแท้ๆ ดังกล่าวแล้ว #มารดาบิดาไม่มีศรัทธาให้มีศรัทธาขึ้น #ไม่มีศีลให้มีศีลขึ้น #ไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใสขึ้น #ไม่รู้บาปบุญคุณโทษให้รู้จักบาปบุญคุณโทษขึ้น ๔ ประการนี้ วางหลักไว้

    .......................
    พระมงคลเทพมุนี
    หลวงปู่สด จนฺทสโร
    .......................
    จากเทศนาธรรมเรื่อง
    รัตนะ
    ๒๓ พฤษภาคม ๒๔๙๗
     
  3. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    [​IMG]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    พุทธภูมิพล!! "ทศบารมี" ที่สถิตในพระราชหฤทัย

    พุทธภูมิพล!! "ทศบารมี" ที่สถิตในพระราชหฤทัย ... คือประจักษ์พยานแห่ง "ปณิธานพระโพธิสัตว์" อันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙!!


    [​IMG]


    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านเป็นพระโพธิสัตว์!!

    ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่ปรารถนาพุทธภูมิ"!!
    จริงหรือไม่จริง... ด้วยภูมิจิตภูมิธรรมของคนทั่วไปยังไม่อาจทราบได้ แต่เมื่อพิจารณาจากพระราชจริยาวัตรของพระองค์ท่านแล้วทำให้เชื่อได้ว่า คำกล่าวของครูบาอาจารย์นั้นน่าจะเป็นความจริง เพราะพระราชจริยาวัตรทั้งหลายดำเนินไปตาม "ทศบารมี" (บารมี ๑๐ ประการ) ดังนี้
    ๑. ทานบารมี


    [​IMG]



    ด้วยการพระราชทานกำเนิดมูลนิธิราชประชานุเคราะห์เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ สงเคราะห์ด้านการศึกษาและป้องกันสาธารณภัยที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ รวมทั้งให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือเป็นส่วนรวมแก่ประชาชนที่ได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อนประการอื่นอีกด้วย

    ๒. ศีลบารมี

    [​IMG]

    หมายถึงการที่พระองค์ท่านมีพระราชจริยาวัตรที่พิเศษอีกประการหนึ่งซึ่งคนทั่วไปทำได้ยาก คือ ในคืนวันอุโบสถนั้น พระองค์จะทรงรักษาอุโบสถศีลอย่างเคร่งครัด

    ๓. เนกขัมมบารมี

    [​IMG]

    หมายถึงการออกบวชหรือความปลีกตัวปลีกใจจากกาม ในข้อนี้พระองค์ท่านไม่ได้ออกบวชทางกาย (เพียงเคยทรงผนวชระยะสั้น) แต่สำหรับการบวชทางใจที่เป็นการปลีกตัวปลีกใจทางกามในช่วงอุโบสถศีลย่อมถือเป็นบารมีข้อนี้เช่นกัน ครูบาอาจารย์องค์หนึ่งคือหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ท่านได้กล่าวเกี่ยวกับการบวชใจไว้อย่างนี้

    ๔. ปัญญาบารมี


    [​IMG]
    พระบารมีข้อนี้เห็นได้ชัดเจนมากจากพระราชดำริในเรื่องต่าง ๆ เช่น โครงการพระราชดำริ มูลนิธิชัยพัฒนา รวมทั้งพระอัจฉริยภาพในเกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการสื่อสาร ด้านกีฬา ด้านดนตรี ด้านจิตรกรรม หรือแม้แต่ด้านโหราศาสตร์ก็ตาม และยังรวมไปถึงพระราชปฏิภาณไหวพริบที่น่าอัศจรรย์


    ๕. วิริยบารมี


    [​IMG]

    บารมีนี้เห็นได้เด่นชัดจากพระราชจริยาวัตรของการออกไปช่วยเหลือแก้ไขทุกข์ร้อนของพสกนิกรที่ทรงทำอย่างต่อเนื่องยาวนาน และยังมิทรงหยุดหย่อนจนถึงทุกวันนี้ ดังเช่น พระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” หรือแม้ในด้านพระศาสนา พระองค์ทรงทำสมาธิ เจริญสติทุกวัน และทรงอุโบสถศีลทุกวันอุโบสถ เหล่านี้ล้วนเป็นพระวิริยบารมี


    ๖. ขันติบารมี


    [​IMG]

    คือ ความอดทน ข่มกายและใจต่อความลำบากทั้งพระวรกายและพระทัย ในการช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ท่าน แม้จะเป็นที่ทุรกันดารห่างไกล ข้ามน้ำ ข้ามภูเขา ก็มิได้เป็นอุปสรรคต่อพระองค์ ในฐานะของความเป็นมนุษย์ผู้หนึ่งและสามารถปฏิบัติภารกิจที่ยิ่งใหญ่ยาวนานได้ขนาดนี้ ถ้าขาดซึ่ง “ขันติบารมี” แล้ว ยากที่จะทรงงานมาได้จนตราบเท่าทุกวันนี้
    คำว่า “ป่วยไข้” แบบธรรมดาอาจจะเป็นคำต้องห้ามสำหรับพระองค์ท่าน ถ้าไม่หนักหนาสาหัสถึงขนาดต้องทรงเข้าโรงพยาบาลแล้ว พระองค์ท่านยังทรงปฏิบัติพระราชภารกิจทั้งหลายทั้งปวงมิว่างเว้น แม้แต่งานที่ดูไม่น่าจะสำคัญ แต่สำคัญสำหรับกำลังใจของผู้รับ อย่างเช่น การพระราชทานกระบี่หรือปริญญาบัตร พระองค์ท่านก็ยังทรงปฏิบัติอย่างสงบ ไม่ทรงแสดงถึงความเบื่อหน่ายหรือเมื่อยล้าให้เห็นเลย นับเป็นตัวอย่างของขันติบารมีที่น่าบูชายิ่ง

    ๗. สัจจบารมี

    [​IMG]

    นับแต่ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม” ... นับถึงวันนี้ พระราชโองการนี้ย่อมประจักษ์แจ้งแก่ใจของชาวไทยทั้งชาติว่าเป็นสัจจบารมีที่แท้จริง

    ๘. อธิษฐานบารมี

    [​IMG]

    ความมุ่งมั่นในน้ำพระทัยที่ทรงประกาศเป็นพระปฐมบรมราชโองการเป็นทั้งสัจจบารมีและอธิษฐานบารมี รวมทั้งน่าจะเป็นการมุ่งมั่นต่อพระราชปณิธานที่อธิษฐานบารมีเพื่อพระโพธิญาณในอนาคตกาล จึงได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ตามแนวทางบารมี ๓๐ ถ้วน

    ๙. เมตตาบารมี


    [​IMG]


    บารมีในข้อนี้มีมากล้นเกินพรรณนา ความทุ่มเท ความวิริยะ ความอุตสาหะ ที่ทรงกระทำเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า ๗๐ ปี ย่อมเกิดได้เพราะน้ำพระทัยเมตตาที่เปี่ยมล้นเท่านั้น


    ๑๐. อุเบกขาบารมี

    [​IMG]





    บารมีข้อนี้พิจารณาได้ยาก เนื่องจากต้องอาศัยการสังเกตอย่างใกล้ชิด ซึ่งผู้ที่จะยืนยันบารมีข้อนี้ต้องเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับพระองค์ท่าน และโชคดีที่พสกนิกรอย่างเราได้รับรู้แง่มุมเกี่ยวกับอุเบกขาบารมีของพระองค์จาก พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร อดีตข้าราชบริพารผู้มีโชควาสนาได้ทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ดังความบางส่วนต่อไปนี้
    “ผมรับราชการสนองพระเดชพระคุณใกล้พระยุคลบาทอยู่นานกว่า ๑๒ ปี และแม้จะพ้นหน้าที่มานานแล้ว แต่ก็ยังสดับตรับฟังข่าวเกี่ยวกับพระราชจริยาวัตรและพระราชกรณียกิจอยู่มิได้ขาด ทั้งจากสื่อและจากผู้ที่ยังรับราชการอยู่ใกล้พระยุคลบาท จึงรู้ เชื่อ และขอยืนยันว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วงบ้านเมืองยิ่งกว่าพระอนามัยหรือพระชนม์ชีพอย่างแน่นอนและตลอดเวลา แต่ความห่วงใยของฝ่าละอองธุลีพระบาทนั้นจะเรียกไม่ได้เป็นอันขาดว่าเป็นความทุกข์
    พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเป็นทุกข์และไม่เคยเป็นทุกข์ เพราะทรงฝึกพระสติ ฝึกพระองค์ด้วยการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจนเป็นพระนิสัย เมื่อมีวิกฤตการณ์ไม่ว่าจะร้ายแรงเพียงใด จะทรงพิจารณาด้วยความเยือกเย็นและสุขุมคัมภีรภาพ แล้วจึงทรงตัดสินพระทัยทำสิ่งที่ทรงเห็นว่าควรทำ และเมื่อทรงทำแล้วก็จะทรงถือว่าหน้าที่สำเร็จไปอีกครั้งหนึ่งอย่างหนึ่ง หากยังไม่จบสิ้น แต่มีเรื่องเกี่ยวพันต่อเนื่องต้องทำต่ออยู่อีก ก็จะทรงถือว่าเป็นหน้าที่อีกครั้งหนึ่งอย่างหนึ่งและทรงทำต่อ
    ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งหลายนั้น หลักที่ทรงยึดถือและปฏิบัติอย่างมั่นคงและแน่วแน่คือ ไม่ทรงสนพระทัยว่าใครจะชมหรือใครจะตำหนิ เพราะทรงถือว่าทรงทำ ‘หน้าที่เพื่อหน้าที่’ แต่ไม่ได้หมายความว่าทำแล้วทิ้ง แต่จะทรงทบทวนไตร่ตรอง ถ้าหากทรงเห็นว่าที่ทรงทำไปแล้วนั้นยังบกพร่องไม่สมบูรณ์ ครั้งต่อไปก็จะทรงพยายามปรับปรุงแก้ไข ซึ่งเป็นไปตาม ‘อิทธิบาท’ ข้อที่ ๔ คือ ‘วิมังสา’ อันเป็นหลักธรรมที่ทรงใช้และพระราชทานให้ผู้อื่นอยู่เสมอ ๆ เพราะทรงศึกษาและปฏิบัติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง”




    ---------------
    ที่มา
    panyayan.tnews













    ขอบคุณ
    �ط����Ծ�!! "�Ⱥ����" ���ʶԵ㹾���Ҫ�ķ�� ... ��ͻ�Шѡ����ҹ���� "��Ըҹ���⾸��ѵ��" �ѹ�����˭��ͧ���������������Ѫ��ŷ�� �!!
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 12 พฤศจิกายน 2016
  5. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    <iframe width="480" height="360" src="https://www.youtube-nocookie.com/embed/ZTHai2qXBW4?&autoplay=&rel=0" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>




    ทานวัตถุ-ฉากหลัง
    วันอังคารที่ ๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๙
       อิทานา ตสฺส ภควโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส           
                    ปรินิพฺพานโต ปัฎฺฐาย เอกูนฺสตุตฺตรจตุสตาธิกานิ           
                        เทฺวสวจฉรสหสฺสานิ อติกฺกนฺตานิ ปจฺจุปนฺรกาลวเสน           
    จิตฺตมาตสฺส ตติยํ ทินฺนํ วารวเสน ปน           
             ภุมฺมวาโร โหติ เอวํ ตสฺส ภควโตปรินิพฺพานา           
              สาสนายุกาลคณนา สลฺลกฺเขตพฺพา สกฺกจฺจํ ธมฺโม โส ตพฺโพติฯ
    ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนายุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพาน แห่งองค์พระสมเด็จพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น บัดนี้ล่วงแล้วได้ ๒๔๙๙ พรรษา ปัจจุบันสมัยเมษายนมาส สุรทินที่ ๓ อังคารกาลของพุทธปรินิพพานอันกำหนดนับ ด้วยประการฉะนี้ เบื้องหน้าแต่นี้จงตั้งสัมมนาหาระจิต ตามคำภาษิต ดังจะแสดงต่อไปนี้เถิดเทอญ

    นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส (๓ หน)
    อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ                            มาลา คนฺธํ วิเลปนํ
    เสยฺยาวสฺถํ ปทีเปยฺยํ                            ทานวตฺถู อิเม ทส
    อนฺนโท พลโท โหติ                            วตฺถโท โหติ วณฺณโท
    ยานโท สุขโท โหติ                             ทีปโท โหติ จักขุโท
    มนาปทายี  ลภเต  มนาปํ  อคฺคสฺส   ทาตา  ลภเต  ปุนคฺคํ
    สรสฺส  ทาตา  วรลาภิ โหติ   เสฏฺฐนฺทโท   เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ
    อคฺคทายี วรทายี                                เสฏฺฐทายี จ โย นโร
    ทีฆายุ ยสฺวา โหติ                               ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชตีติ
    เอเตน สจฺจวชฺเชน                               สุวตฺถิ โหตุ สพฺพทา
    อาโรคิยสุขญฺเจว                                กุสลญฺจ อนามยํ
    สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ                             สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ
    เอตสฺมึ รตนตฺตยสฺมึ                            สมฺปสาทนเจตโสติ
    ณ บัดนี้อาตมภาพจะได้แสดงธรรมิกถา เป็นจารีตประเพณีสืบมา แต่ไหนแต่ไรไป พระพุทธเจ้าจะอุบัติตรัสขึ้นในโลก ก็มีทานวัตถุการให้ซึ่งกันและกันอยู่ พระพุทธเจ้าจะไม่อุบัติเกิดขึ้นในโลก ทานวัตถุก็มีการให้กันอยู่ แต่ว่าทานบัญญัติไว้เป็นทานวัตถุ วัตถุ ๑๐ ประการ

    ทานการให้จำเป็นทีเดียว ต้องสงเคราะห์อนุเคราะห์ซึ่งกันและกัน โลกซึ่งเป็นอยู่ได้นี้เริ่มต้นทีเดียว ตระกูลต้องให้ทานในกันและกัน ถ้าไม่ให้ทานในกันและกันละก็ ตระกูลอยู่ไม่ได้ แม้แต่พระมหากษัตริย์ปกครองประเทศ ต้องให้ทานในกันและกัน ไม่ให้ทานในกันและกันละก็ ปกครองประเทศอยู่ไม่ได้ ยิ่งให้ต้องให้หนัก พระมหากษัตริย์ต้องให้หนัก  ให้ข้าราชบริพารน้อยใหญ่ ต้องให้หนัก เพราะการปกครองใหญ่ กว้าง ต้องให้มากออกไป ผู้ปกครองตระกูลน้อย ตระกูลใหญ่ก็ต้องให้หนักขึ้นไป ตระกูลน้อยก็ต้องให้ไปตามส่วน  ถ้าให้มากเท่าไรตระกูลนั้นก็ต้องยิ่งใหญ่ขึ้นไป การให้เป็นข้อสำคัญนัก ไม่ใช่เป็นของพอดีพอร้าย ให้พินิจพิจารณาดูเถิด เราเกิดมาเป็นหญิงเป็นชาย เมื่อเกิดมาจากตระกูลพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่ไม่ให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย  ลูกหญิงลูกชายนั้นจะนับถือกันแค่ไหนถือไกลมากทีเดียว ถือไกลมากทีเดียว

    หรือไม่เช่นนั้น ถ้าว่ามีสมบัติมากๆ ก็จะหาเรื่องใส่เอา พ่อแม่ก็จะนอนตาย แต่ถึงเวลาตายเห็นจะลืมตาตาย  ไม่หลับตาตาย สมบัติมากมายอย่างนี้ ว่าต่างๆ นานา เพื่อจะแคะไคล้ หาเรื่องอุบายเสียดสีต่างๆ เพราะไม่ได้สมบัติ เขาไม่ให้  นี่ลูกหญิงลูกชายกับพ่อแม่ถึงขนาดนี้คนอื่นล่ะ คนอื่นเมื่อไม่สงเคราะห์ไม่อนุเคราะห์ ก็ไม่อยู่ด้วยทีเดียว หลีกเลี่ยงทีเดียว นี่การให้จำเป็นนะ ไม่ใช่เป็นของไม่จำเป็น จำเป็นทีเดียวท่านถึงวางตำรับตำราไว้ พระพุทธเจ้าได้อุบัติตรัสเกิดขึ้นในโลก เมื่อก่อนท่านอยู่องค์เดียว ท่านก็แสวงหาอาหารบิณฑบาตจำเพาะ ได้บ้างไม่ได้บ้างก็ตามกาล ท่านพอจะอดทนได้เมื่อมีผู้เลื่อมใสติดตามท่านไปอีก  ตั้งแต่ท่านออกแล้ว ปัญจวัคคีย์ก็ติดตามท่านไปทั้ง ๕ รูปด้วยกัน แต่ว่าท่านเหล่านี้เลี้ยงตัวได้ทั้งนั้น  เลี้ยงตัวได้ทั้งนั้นติดท่านไป ดูแลท่าน นั่นตอนนั้นท่านยังไม่สำเร็จแล้วท่านปัญจวัคคีย์มาแยกท่านเสีย ท่านทำทุกกรกรรม จนสำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณ ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์แต่ลำพังพระองค์เดียว มารมาผจญ มารก็สงบไป ได้บรรลุพระโพธิญาณ ภายใต้ต้นศรีมหาโพธิ์นั้น และต่อจากนั้นท่านได้ออกโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตั้งต้นแต่พระปัญจวัคคีย์ แสวงหาปัญจวัคคีย์ ให้ปัญจวัคคีย์ได้บรรลุมรรคผล  อัญญาโกณฑัญญะ ภัททิยะ วัปปะ มหานานะ จนถึงพระอัสสชิทั้ง ๕ ได้บรรลุมรรคผลเหมือนท่านขึ้นแล้ว  เพราะท่านเหล่านั้นชำนาญในเรื่อง อดมาแล้ว  ท่านไม่ค่อยห่วงใยมากนัก  ต่อไปท่านก็ประกาศศาสนา และไปโปรดพระยส  ๕๕  ได้สำเร็จมรรคผลแล้ว  ก็ส่งไปประกาศศาสนาไม่ซ้ำรอยกัน เพื่อให้พุทธศาสนากว้างขวางออกไปและท่านได้เอาใจใส่  ผู้ที่เข้ามาบวชอยู่กับพวกท่าน พระราชกุมาร ๓๐ นั่นก็เป็นราชกุมารที่คงแก่เรียน  ผ่านมหาวิทยาลัยมาแล้วทั้งนั้น เลี้ยงตัวกันได้ไม่ต้องห่วงใยนักไปโปรดพวกชฎิล  ๑๐๐๓ รูป ให้ได้สำเร็จมรรคผล แล้วท่านก็ออกเที่ยวไปเรื่อย ในเมืองราชคฤห์พันสามรูปนั้นสืบไป ไปโปรดชาวเมืองราชคฤห์ ๑๒ นหุต  ได้สำเร็จมรรคผล ๑๑ นหุต เหลืออีก หนึ่งนหุต ที่ตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์

    คราวนี้ท่านก็ต้องอุปการะมากมายจริง ต้องเป็นประมุขนำบิณฑบาต จากพลเมืองทั้งหลายเหล่านั้น เพื่อจะให้ภิกษุบริษัทบวชเข้ามาในตอนหลังๆ จะได้เลี้ยงตัวได้เหมือนท่าน  ท่านก็เอาพระทัยใส่อย่างนี้ ไม่ได้ทอดธุระเลย ปุพพัณเหปิณฑปาตัง  แสวงหาอาหารบิณฑบาตเลี้ยง ให้เลี้ยงตัวอยู่ได้ศาสนาจะได้ดำรงอยู่คู่กันไป สั่งสอนกันไปทีเดียวแต่ว่าถึงสั่งสอนเกิดจากข้อหนึ่งข้อใด  ก็ต้องเอาพระทัยใส่ในเรื่อง ทานการให้  ถ้าไม่ให้ทานก็ไม่สำเร็จประโยชน์อีกเหมือนกัน นี้เป็นเงื่อนไขสำคัญเมื่อรู้จักเงื่อนไขสำคัญอันนี้แหละก็ คนมีปัญญาจะเป็นคนชั้นสูงชั้นใหญ่ เพียงเท่าใดก็ได้  ถ้ารู้จักทานการให้ถ้ารู้จักทานการให้จะเป็นคนสูงคนใหญ่เพียงเท่าใด  ก็เป็นได้ อุตส่าห์ให้ อุตส่าห์บำรุงไป อุตส่าห์หล่อเลี้ยงไป ถ้าว่าคนไม่มีสติปัญญาหล่อเลี้ยงได้ไม่เท่าไรนัก  ให้เขาเป็นอยู่ของเขาไป ถ้าคนโง่ ต้องหนักหน่อยหนึ่ง นี้แหละการให้นี่เรียกว่าเป็นประเพณีของคนมีปัญญา ไม่ใช่เป็นประเพณีของคนโง่ คนมีปัญญาอยู่ในสถานที่ใด หญิงก็ดี ชายก็ดี เป็นใหญ่ในที่นั้น เพราะทานการให้ สงเคราะห์ อนุเคราะห์เขาอยู่เสมอไป  ใหญ่ในที่นั้นไม่ต้องสงสัยคนมีปัญญา

    ถ้าคนโง่ ไม่มีปัญญาอยู่ในที่ไหนจมมืดอยู่ในที่นั้น  ไม่ให้ใคร  มีอะไรให้ไม่ได้ กลัวจะหมดกลัวจะสิ้น กลัวจะเปลืองไป ให้เป็นหมดเป็นสิ้นเป็นเปลืองไป  ให้ไม่ได้ ให้ไปเล็กไปน้อย กลัวจะหมดจะสิ้นเปลืองไปเสียแล้วหนักเข้าต้องอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีใครเยี่ยมไปเยียนเลย เพราะอะไร?  ไม่มีอามิสเครื่องล่อเลย  ไม่มีอาหารรางวัลอะไรสักนิ๊ดหนึ่ง  เขาไม่เยี่ยมนี่คนโง่เป็นอย่างนี้ ฆ่าตัวเองทั้งเป็น
    คนฉลาดเลี้ยงตัวเอง สร้างตัวเองทั้งเป็น ส่งเสริมตัวเองทั้งเป็น นี่คนฉลาด

    เพราะฉะนั้น นักปราชญ์จึงได้วางตำรับตำราไว้
    อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ      มาลา คนฺธํ วิเลปนํ
    เสยฺยาวสฺถํ ปทีเปยฺยํ  ทานวตฺถู อิเม ทส
    ทานวตฺถู อันว่าทานวัตถุทั้งหลาย อิเมเหล่านี้ ทส ๑๐ ทานวัตถุทั้งหลายเหล่านี้ ๑๐ ประการ
    อันนัง                ให้ข้าว
    ปานัง                ให้น้ำ
    วัตถัง                 ให้ผ้าสำหรับนุ่งห่มใช้สอย
    ยานัง                 ให้เครื่องอุปการะแก่เครื่องไปมา ให้ยานให้ค่าโดยสาร ให้ยาน  ให้ค่าโดยสาร ตกรถ  ถ้ามีก็ให้  มีก็ให้
    มาลา                ให้ระเบียบดอกไม้
    คันธัง                ให้ของหอม
    วิเลปนัง             ให้เครื่องลูบไล้
    ไสยยาวัสถัง       ให้ที่นอน และที่พักอาศัย ที่อยู่เป็นสุขเบิกบานสำราญใจ
    ปทีไปยยัง          ตามประทีปในที่มืด เพื่อให้เห็นหนทางสว่าง

    ๑๐ อย่างนี้เรียกว่า ทานวัตถุ คิดดูซิว่า เราให้อาหาร เราให้อาหารเขารับประทาน  ให้มากก็ได้รับความสุขมาก ให้น้อยคนเขาก็ได้รับสุขน้อย แล้วแต่จะให้  ให้ข้าว  ให้ขึ้นที่ไหนเป็นกษัตริย์ในที่นั้น ไม่ใช่น้อย เรียกว่า อันนัง
    ปานัง ให้น้ำ เราไม่มีน้ำใช้  เขาเอาน้ำมาให้ก็ดี  หรือเวลาเราต้องการเขาเอามาให้ก็ดี หรือให้น้ำเป็นแท๊งค์ๆ เป็นจักๆ เป็นถังๆ ก็ได้ เขาจะมีอุปการะคุณแก่เราเพียงแค่ไหน  เราต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เขาอยู่เหมือนกัน เขาให้น้ำ วัตถัง  ให้ผ้าสำหรับนุ่งห่มใช้สอยต่างๆ นี่เราจะขอบพระเดชพระคุณท่านเท่าไร ให้ผ้า ยานัง  เราจะไปในทางเหนือทางใต้เวลานี้เรารู้สึกทีเดียว ให้ค่ารถค่าเรือเป็นข้อสำคัญนัก ต่อเท้าต่อมือให้ทีเดียว ต่อหนทางให้ทีเดียว ใครจะให้อุปการะก็ตาม ไปมารถรา  หรือยวดยานพาหนะใดๆ เหล่านี้เรียก ยานัง ทั้งนั้น พอให้ก็เป็นพระเดชพระคุณ มาลา  ให้ระเบียบดอกไม้ ระเบียบดอกไม้ ดูไม่สุขเท่าไรนัก ให้ระเบียบดอกไม้ หรือจะให้ระเบียบ ดอกไม้ สำหรับหอม หรือไม่หอม มีกลิ่นหรือไม่มีกลิ่น นั่นแหละให้ดอกไม้ ก็คิดดูซิ ในเวลาเราต้องการดอกไม้ เขาให้  เราจะขอบพระเดชพระคุณเพียงแค่ไหน เวลาเราต้องการ ถ้าไม่ต้องการดูก็อย่างงั้นแหละ  เวลาต้องการก็ว่าดี นั่นมาลา คันธัง  ให้ของหอมนี้แหละเป็นที่ชอบใจล่ะ เข้ามาใกล้ก็ชื่นอกชื่นใจ สบายอกสบายใจขอบพระเดชพระคุณท่านมากทีเดียว เรียกว่าคันธัง วิเลปันนัง  เครื่องลูบไล้ เครื่องลูบไล้สำหรับร้อน เมื่อลูบเข้าแล้วก็เย็นกายสบายใจ เย็นหมดทั้งร่างกาย เขาเรียกว่าเครื่องลูบไล้ ของน้อยไม่ใช่มากนัก เขาเรียกว่า เครื่องลูบไล้  ให้เกิดชื่นอกชื่นใจ เย็นกาย ให้เกิดเย็นชื่น ให้เกิดเย็นใจ เขาเรียกว่าเครื่องลูบไล้ เครื่องลูบไล้อย่างจีน เขาเล่นละครจีน เล่นงิ้วเขาเอาสีไปไล้หน้า หรือเครื่องไล้เขามี แต่งให้เป็นรูปขึงขังขึ้น หรือให้เป็นรูปแปลกประหลาดลวงตาขึ้น นั่นก็เป็นเครื่องลูบไล้เหมือนกัน แต่นั่นหนาขึ้นไม่ใช่บางแต่ว่าสิ่งเหล่านี้ เมื่อเขาต้องการใครเอาไปให้ เขาก็ขอบพระเดชพระคุณมากมายทีเดียว ไสยยาวัสถัง เสยฺยา ที่นอน วสฺถํ ที่นอนที่อยู่ พักพาอาศัยตลอดทั้งชาติ  ชั่วคราวก็ดี  หรืออาสนะสำหรับนั่งพักพาอาศัยก็ดี เหล่านี้ใครให้ก็เป็นอันขอบใจมากทีเดียว เสยฺยาวสฺถํ นี้ ปทีไปยยัง  ที่มืดตามประทีปไปให้ เราไปเห็นเช่นนั้น แต่ว่าเขาให้เรา เราก็ต้องรักใคร่เขาทีเดียว  เรียกว่านับถือเขาทีเดียว ไม่ใช่เขานับถือเรา

    อย่างนี้ต้องจำเป็นตำรับตำราไว้  อยู่ในโลกต้องประพฤติอย่างนี้  ถ้าว่าหญิงก็ดี ชายก็ดี ประพฤติอย่างนี้แล้ว หญิงคนนั้นชายคนนั้นแหละจะได้ชื่อว่า เป็นที่พึ่งของตน จะได้ชื่อว่าเป็นแม่ของตนถ้าเป็นชายก็เป็นพ่อของตน ผู้ให้นั้นแหละเป็นแม่เป็นพ่อทีเดียว เหมือนกับพ่อแม่ให้ลูก คนอื่นให้ไม่ได้ ให้ได้แต่ลูก ลูกก็เรียกพ่อเรียกแม่ คนอื่นเขาก็ไม่เรียกพ่อเรียกแม่ ถ้าให้ได้  เหมือนลูกนั้นเหมือนลูกหมดทุกคน คนอื่นก็เรียกพ่อแม่เหมือนลูกทุกๆ คน นั้นแหละการให้สูงอย่างนี้ ให้ถึงกับเป็นพ่อเป็นแม่เพราะฉะนั้น การให้เป็นตัวสำคัญ ทั้ง ๑๐ อย่างนี้แหละ จำไว้เป็นตำรับตำรา เราเป็นมนุษย์ยังไม่ถึงชาติที่สุดแล้วต้องให้ ถ้าไม่ให้แล้ว ไปในภายภาคข้างหน้ามันกันดาร  ไม่สมบูรณ์ด้วยเครื่องกินเครื่องใช้ มันขาดตกบกพร่องถ้าว่าให้อยู่เนืองนิตย์อัตราแล้ว ไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ทุกข์ไม่ยาก ในระหว่างนั้นๆ  พอใช้พอสอยทีเดียว

    เพราะการให้เป็นตัวสำคัญ ท่านจึงได้วางเป็นตำรับตำราเป็นแบบแผนไว้ว่า อนฺนโท พลโท โหติ อนฺนโท พลโท โหติ ข้าวต้มข้าวสวย ผู้ให้ข้าวสวย หรือข้าวต้มก็ช่าง ของอื่นมีผู้ให้ข้าว ได้ชื่อว่าให้กำลัง อนฺนโท พลโท โหติ ผู้ให้ข้าวได้ชื่อว่าให้กำลัง  แต่ว่าในที่นี้ท่านบอกให้กำลังอย่างเดียวในที่อื่นให้ข้าวอย่างเดียว ให้โภชนาหารอย่างเดียวได้ชื่อว่า ให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ทีเดียวให้กำลังด้วย  ให้ปัญญา ให้ความสุขด้วย ให้ความสวยความงามด้วย ให้อายุด้วย  ๕ อย่าง  ให้ข้าวอย่างเดียวแต่ในที่นี้ท่านวางหลักไว้ว่า ผู้ให้ข้าวได้ชื่อว่าให้กำลัง อนฺนโท พลโท โหติ
    วตฺถโท โหติ วณฺณโท ผู้ให้ผ้าสำหรับนุ่งห่มใช้สอยเหล่านั้น ได้ชื่อว่าให้ความสวยงาม ได้ชื่อว่าให้ความสวยงาม ให้ผ้าสำหรับนุ่งห่มใช้สอยต่างๆ นั้นน่ะ ได้ชื่อว่าให้ความสวยงาม  เกิดชาติใดภพใด ไอ้ความสวยงามจะต้องติดตัวไปในชาติหน้า เพราะตัวสร้างความสวยงามของตัวไว้

    ผู้ให้ข้าวได้ชื่อว่าให้กำลัง  เราเอาอาหารให้แล้ว เกิดชาติใดภพใดตัวจะต้องมีกำลังไม่ขาดตกบกพร่องตลอดชาติ  ทุกชาติไป นับชาติไม่ไหว เพราะตัวได้สร้างกำลังของตัวไว้แล้ว จะต้องสร้างไว้อย่างนี้ ยานโท สุขโท โหติ ผู้ให้ยานเครื่องอุปการะแก่การไปมา หรือค่าอุปกรณ์ค่ารถ ค่าเรือ ให้สำเร็จแก่การไปมาได้ ผู้นั้นได้ชื่อว่าให้ความสุขแท้ๆ ยานโท สุขโท โหติ ผู้ให้ยาน  ได้ชื่อว่า ให้ความสุขให้เขาไปรถไปเรือได้ เราก็ได้รับความสุขเท่านั้น เมื่อตัวสร้างความสุขของตัวไว้เช่นนี้แล้ว ภพชาติต่อๆ ไปความสุขต้องอยู่กับตัว  ในเรื่องยาน ตัวไม่ขาดตกบกพร่องแล้ว ชาติต่อๆ ไปต้องมีใช้ทุกขณะทุกเมื่อไป เพราะตัวได้สะสมอบรมในเรื่องยานของตัวไว้   นี้ได้ชื่อว่า ยานโท สุขโท โหติ ทีปโท โหติ จักขุโท ทีปโท โหติ จักขุโท ผู้ให้ประทีป ให้ประทีป คือให้ไฟนั้นเอง  ผู้ให้ประทีปได้ชื่อว่าให้นัยน์ตา ให้ความเห็น

    ก็จริงล่ะ ในเมื่อมืดๆ เขาจุดประทีปตามไปให้ ก็เดินเห็นทางได้สะดวก ได้ชื่อว่าให้ดวงตาถ้ามืดอยู่เช่นนั้นละก็ไม่เห็นอะไร มีนัยน์ตาก็เหมือนไม่มีนัยน์ตา เมื่อสว่างขึ้นเช่นนั้น ก็ได้ชื่อว่ามีนัยน์ตาขึ้น  ทีนี้ได้ชื่อว่าให้นัยน์ตา ผู้ให้ประทีปได้ชื่อว่าให้นัยน์ตา ทีปโท โหติ จักขุโท  เป็นผู้ให้ประทีป ได้ชื่อว่าให้ความเห็น หรือให้นัยน์ตานี่เป็นหลักสำคัญ เกิดชาติใดภพใด นัยน์ตาของตัวมันไม่ต้องรักษาโรคหรอก ทุกชาติ ทุกภพไป เพราะตัวให้นัยน์ตา สร้างนัยน์ตาของตัวไว้ซะแล้ว สมบูรณ์บริบูรณ์นับชาตินับภพนับชาติไม่ถ้วนเพราะสร้างนัยน์ตาของตัวเป็นอันดีไว้แล้ว นี่ในบาทพระคาถานี้แก้ไขในเรื่องการให้ แก้ไขเรื่องการให้ แก้ไขเรื่องการให้ ก็ไม่ใช่เท่านั้น ยังแก้ไขอีก บาทพระคาถาต่อไปว่า


    มนาปทายี ลภเต มนาปํ มนาปทายี ลภเต มนาปํ
    ผู้ให้ของดี ผู้ให้ของชอบใจ  ย่อมได้ของชอบใจ
    มนาปทายี  ผู้ให้ของชอบใจ
    ลภเต มนาปํ ย่อมได้ของชอบใจ  สิ่งใดมาถึงตัวแล้วชอบใจทั้งสิ้น เพราะตัวได้สั่งสมของชอบใจของตัวไว้
    ถ้าให้ของที่ไม่ชอบใจ ก็ตรงกันข้ามได้ของที่ไม่ชอบใจ
    ให้ของที่ชอบใจ  ได้ของที่ชอบใจ 

    ตรงข้ามอย่างนี้ ให้อุตส่าห์พยายามที่จะให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดต้องเป็นที่ชอบใจของตัว ได้ชื่อว่าให้ความสมหวังของตัวทุกภพทุกชาติ นับชาติไม่ถ้วนไว้ ต่อไปภาคหน้าเป็นของตัวแท้ๆ  ที่ตัวให้นั้นชื่อว่า มนาปทายี ลภเต มนาปํ

    อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ ผู้ให้ของเลิศ อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ ให้ของเลิศ  ย่อมได้ของเลิศ  เลิศเพียงแค่ไหน ก็แล้วแต่วัตถุนั้นๆ แล้วกาละนั้นๆ แล้วแต่ประเทศนั้นๆ  ที่เขานิยมวัตถุกันวรสฺส ทาตา วรลาภิ โหติ ให้ของชอบใจ ย่อมได้ของชอบใจ สิ่งใดที่ชอบใจ   ถ้าอยากจะได้ของที่ชอบใจอยู่แล้วละก็  ให้ทำของที่ชอบใจนั้นไว้ ให้สร้างของที่ชอบใจของตัวไว้ บริจาคทานแก่ สมณพราหมณ์ วณิพก คนยาจก ขอทาน และคนอนาถา ให้ของที่ชอบใจย่อมได้ของที่ชอบใจอยู่เนืองนิตย์อัตราจงอุตส่าห์พยายามสั่งสมของตัวไว้เสีย เมื่อตัวมาประสบพบพุทธศาสนาแล้ว ต่อไปในภายหน้า เมื่อรู้ข้อทั้งหลายเหล่านี้แล้ว ต้องสั่งสมของตัวเสีย  ย่อมเป็นของตัวแท้ๆ ใครทำได้ของคนนั้น คนอื่นจะแย่งชิงอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺมุเปติ ฐานํ ให้ของดีได้ของดี เสฏฺฐนฺทโท เสฏฐมฺเปติ ฐานํ ให้ฐานะอันเลิศย่อมเข้าถึงซึ่งฐานะอันเลิศ ให้ฐานะอันเลิศ ย่อมถึงซึ่งฐานะอันเลิศ

    ฐานะอันเลิศนั้นเป็นไฉน?  ที่เขาได้กันในบัดนี้ ฐานะอันเลิศเป็นชั้นๆ ขึ้นไป ในทางราชการเราก็เห็น มียศถาบรรดาศักดิ์เป็นชั้นๆ ขึ้นไป นั้นเกิดจากผู้ให้ทั้งนั้น  นั่นเกิดจากผู้ให้ทั้งนั้น ถ้าไม่ให้  ก็ไม่ได้  เป็นหญิงก็ดี  ชายก็ดี เราใช้อยู่ก็ต้องให้ฐานะมัน ให้ฐานะเป็นใหญ่ในหน้าที่การงานนั้นๆ ให้มันเป็นหัวหน้าการงานขึ้น ให้มันมีตำแหน่งหน้าที่การงานบ้างซิ  ก็ได้ชื่อว่าให้ฐานะอันเลิศเหมือนกันตลอดไป ก็ย่อมได้ประสบฐานะอันเลิศเหมือนกัน ไปตามกาล ตามส่วนถ้าแม้นว่าเป็นกษัตริย์ ฐานะอันเลิศเหล่านี้ท่านประทานได้ ตามความชอบจิตชอบใจของท่าน หรือเป็นนายกก็ให้ฐานะอันเลิศอย่างนี้ได้ เมื่อให้ฐานะอันเลิศก็ย่อมประสบกับฐานะอันเลิศ

    อคฺคทายี วรทายี เสฏฐทายี จโย นโร  อคฺคทายี วรทายี เสฏฐทายี  จ โย นโร คนใดให้ของเลิศ ให้ของเป็นที่ชอบใจ ให้ของประเสริฐ จะไปเกิดในที่เช่นใด จะไปเกิดในที่เช่นใด
    ทีฆายุ ยสวา โหติ    ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในที่นั้นๆ ไปเกิด
    ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชตีติ  จะไปเกิดในที่ใดๆ
    ทีฆายุ ยสฺวา โหติ    ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน  มียศในที่นั้นๆ นี้ส่วนเหล่านี้มีที่เกิดอย่างนี้
    เอเตน สจฺจวชฺเชน   ด้วยสัจวาจาภาษิตนี้ เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยสัจวาจาภาษิตนี้
    สุวตฺถิโหตุ สพฺพทา   ขอความสวัสดีจงมี และสุขอันเกิดจากความไม่มีโรค และอนามัยเป็นอันดี จงมีแก่ท่านทั้งหลายในกาลทุกเมื่อ ด้วยสัจจวาจาภาษิตนี้ ขอความสวัสดีจงมี

    สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ
    เอตสฺมึ รตนตฺตยสฺมึ สมฺปสาทนเจตโส
    ขอจิตอันเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนี้ ขอผลแห่งจิตอันเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนี้ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จทุกประการ ดังรัปประทานวิสัชนามา  ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา นี้เนื้อความของพระบาลีแท้ๆ  ออกจากกระแสวาระพระบาลีไม่คลาดเคลื่อน ต่อแต่นี้จะอรรถาธิบายขยายความเป็นลำดับไปว่า
    อนฺนํ  ปานํ  วตฺถํ  ยานํ มาลา คนฺธํ วิเลปนํ เสญฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ ทานวตฺถู อิเม ทส
    ทานวัตถุ ๑๐ ประการนี้ วัตถุเป็นเครื่องให้ทานเรียกว่า ทานวัตถุ วัตถุเป็นเครื่องให้ทาน ๑๐ ประการเหล่านี้ เราก็ใช้อยู่เสมอ ข้าวเราก็ใช้อยู่ ก็ได้รับประทานกันเพราะว่าเป็นของมีค่า ไม่ใช่ของไม่มีค่า  มีค่าหมดทั้งประเทศ ทุกประเทศไม่ว่าประเทศไหน นิยมกันนักเรื่องอาหารนี้ แต่ว่าอาหารบางประเทศทราม  บางประเทศประณีตนี่แล้วแต่ฉากหลังที่หล่อเลี้ยงประเทศนั้นๆ ถ้าวิชาหยาบไม่ละเอียด  ก็ได้อาหารทรามเกิดในประเทศของตัว ถ้าแม้ว่าฉากหลังมีกายละเอียดรักษาวิชาไว้ได้ดี  ก็ได้ของประณีตหล่อเลี้ยงประเทศของตัว  ที่ตัวรักษาฉากหลังนั้น เป็นตัวสำคัญ ฉากหลังนี้เราต้องนับถือนะ ไม่ใช่เราไม่นับถือเมื่อไร 

    ฉากหลังนี้คือใคร?  

    อยากจะรู้ฉากหลัง นี่ติดตัวนี่  ให้เราเป็นอยู่นี่แหละ เราเป็นอยู่ก็ได้ ไม่เป็นอยู่ตายไปเสียก็ได้ฉากหลังนี่  ถ้าไม่มีล่ะก็  มันก็เป็นอยู่ได้ซี่  มันจะตายได้ยังไง มีมีฉากหลัง แต่ว่าผู้ปฏิบัติศาสนาทั้งภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ไม่ควรจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ตัวของตัวเสีย  ควรจะรู้ชี้ตัวของตัว รู้ชี้อย่างไรว่าตัวของตัวมีฉากหลัง  ให้ตัวเป็นอยู่ได้  ให้ตัวสูงก็ได้ ให้ตัวต่ำก็ได้ ให้ตัวอดก็ได้ ให้ตัวจนก็ได้ ให้ตัวมีก็ได้ อันนี้ฉากหลังมีนะ แต่ว่าใครล่ะเป็นฉากหลังนั่น นี่ฉากหลังเป็นตัวสำคัญ ให้มนุษย์เป็นอยู่ หญิงก็ดีชายก็ดี ให้เป็นคนชั้นสูงก็ได้ ให้เป็นคนประณีตก็ได้ ให้เป็นคนที่ไหว้ที่เคารพที่บูชาที่สักการะเขาทั้งหมดก็ได้ ให้เขาติเตียนว่ากล่าวนินทาๆ ด่าแช่งก็ได้ ฉากหลังนี้ล่ะเป็นตัวสำคัญนัก ถ้ารู้จักฉากหลังล่ะก็  ไปให้ถึง  ไปเป็นกันเองกับฉากหลังเสีย ถ้าว่าทำได้อย่างนี้ ตัวเองจะเบาใจเพียงแค่ไหน เป็นมนุษย์คนหนึ่งๆ ถ้าไม่รู้จักฉากหลัง เข้าไม่ถึงฉากหลังแล้วล่ะก็  ตัวเองจะหนักใจแค่ไหน  จะไม่สะดวกในใจแค่ไหน เพราะความเป็นอยู่ก็ไม่ใช่ของตัว ความดีความชั่วที่ตัวกระทำ กระทำเหล่านี้ไม่ใช่ของตัวทั้งนั้น ทำชั่วเขาจะให้ความดีก็ได้ ทำดีเขาจะให้ความชั่วก็ได้  เพราะฉากหลังไม่เป็นของตัวนี่ วางใจไม่ได้  เมื่อวางใจไม่ได้  ก็ต้องลำบากใจอยู่ในขณะนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ต้องเรียนให้รู้จักฉากหลัง รู้จักเป็นชั้นไปนะ ฉากหลังนี่เป็นตัวสำคัญ  มนุษย์นี้เป็นตัวฉากหน้าล่ะ

    มนุษย์หญิงชายที่มานั่งมาฟังเทศน์อยู่นี่ ฉากหลังมี ฉากหลังกระซิบอยู่ข้างในนั้นแหละ ให้เทศน์เรื่องนั้นเรื่องนี้ ให้พูดอย่างนั้นอย่างนี้ ผู้ฟังก็อยู่ข้างในเหมือนกัน กายมนุษย์ก็นั่งไป  ไอ้ฉากหลังก็กระซิบไป ให้จำเท่านั้น จำเท่านี้ จำเท่าโน้น  นักวิชาพวกนี้นี่อีกชุดหนึ่ง ฉากหลังเข้าไป ก็กายที่ฝันออกไป ไอ้กายที่ฝันนั่นเป็นฉากหลังล่ะนะ แล้วไอ้กายที่ฝันนั่นแหละมีฉากหลังอีก มีกายทิพย์เป็นฉากหลังของกายมนุษย์ละเอียดเข้าไปอีก ไอ้กายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละ กายทิพย์นั่นแหละเป็นฉากหลังของกายมนุษย์ละเอียด นั่นแหละมีฉากหลังอีก  เขาเรียกว่ากายทิพย์ละเอียด ไอ้กายทิพย์ละเอียดนั้นแหละ มีฉากหลังอีกเขาเรียกว่ากายรูปพรหม
    ในกายรูปพรหมมีฉากหลังอีก  เรียกว่ากายรูปพรหมละเอียด
    ในกายรูปพรหมละเอียด มีฉากหลังอีกเรียกว่ากายอรูปพรหม
    ในกายอรูปพรหม มีฉากหลังอีกเรียกว่ากายอรูปพรหมละเอียด
    ในกายอรูปพรหมละเอียด มีฉากหลังเรียกว่า กายธรรม
    ในกายธรรมนั่นแหละ มีฉากหลังอีกเรียกว่ากายธรรมละเอียด
    ในกายธรรมละเอียด มีฉากหลังอีกเรียกว่ากายธรรมพระโสดา
    ในกายธรรมพระโสดา มีฉากหลังอีก เรียกว่ากายธรรมพระโสดาละเอียด
    ในกายธรรมพระโสดาละเอียด  มีฉากหลังอีก เรียกว่ากายธรรมพระสกทาคา
    ในกายธรรมพระสกทาคา     มีฉากหลังอีก     เรียกว่ากายธรรมพระสกทาคาละเอียด
    กายธรรมพระสกทาคาละเอียด   มีฉากหลังอีก  เรียกว่ากายธรรมพระอนาคา
    กายธรรมพระอนาคา ยังมีฉากหลังอีก เรียกว่ากายธรรมพระอนาคาละเอียด
    กายธรรมพระอนาคาละเอียด ยังมีฉากหลังอีก เรียกว่ากายธรรมพระอรหัต
    กายธรรมพระอรหัต ยังมีฉากหลังอีก เรียกว่ากายธรรมพระอรหัตละเอียด
    กายธรรมพระอรหัต กายธรรมพระอรหัตละเอียดนี่แหละ

    ผู้เทศน์นี่ตรวจเข้าไปฉากหลังนี่แหละ ๒๕ ปียังไม่เต็มดี ในการตรวจฉากหลังนั้น  ยังไม่เต็มเดือนเต็มวันดี  ยังไม่หมดฉากหลังนี้  ยังไม่สุดฉากหลัง นี่ยังไม่สุดภาคหล่อเลี้ยงเหล่านี้ ยังไม่สุดฉากหลัง ยังไม่สุด ยังไม่สุด ผู้เทศน์ก็ยังเป็นบ่าวเขาอยู่ ยังเป็นบ่าวเป็นทาสเขาอยู่ ยังเอาตัวรอดไม่ได้ เพราะอะไร ไปยังไม่สุดฉากหลัง  เขายังปกครองเราอยู่  นี้ไปต้องไปให้สุด  เมื่อไปสุดแล้ว  เราจะเห็นฉากหลังในฉากหลังเข้าไปอีก เมื่อไปสุดแล้ว  เราจะพบฉากหลังในฉากหลังเข้าไปอีก ฉากหลังในฉากหลังนี้จะมีอีกเท่าไรยังไม่รู้ได้  มีเห็นมีหาย ภิกษุ สามเณร ควรจะรู้ ถ้าไม่รู้ก็เสียคนทีเดียว เป็นบ่าวเป็นทาสเขาไปทั้งชาติ เอาตัวรอดไม่ได้ เรียกว่า ตัณหา ทาโส อทานิสิ ไม่ผิดล่ะ ไม่คลาดเคลื่อนเลยทีเดียว เพราะอะไร เพราะไม่รู้ฉากหลัง ก็เป็นบ่าวเป็นทาสเขาตาย ถ้ารู้ฉากหลัง บังคับฉากหลังได้ล่ะก็ ก็เลิกเป็นบ่าวเป็นทาสเขา มันก็เป็นเจ้าเป็นนายเขาบ้าง นี่เป็นชั้นๆ นะ ให้เข้าใจทีเดียว ให้เข้าใจให้แน่ทีเดียว เมื่อเข้าใจแน่ล่ะก็เราจะต้องเริ่มต้นในชาตินี้ทีเดียว เรารอไว้ไม่ได้ ถ้าว่าชาตินี้ยังไม่รู้ฉากหลัง ยังไม่พบฉากหลังเราจะต้องยอมตาย ต้องเข้าถึงฉากหลังให้ได้ เราจะต้องยอมตาย ต้องเข้าถึงฉากหลังให้ได้

    ไอ้ผู้ปกครองเราลับๆ ใช้เราลับๆ อยู่ เราไม่รู้เลย พระสมณโคดมบรมครูเอง พอไปเห็นกายมนุษย์ละเอียดเข้าเท่านั้น ทรงรับสั่งแล้ว  อเนกชาติสํสารํ สนฺธาวิสํ อนิพฺพิสํ คหการํ คเวสนฺโต ทุกฺขา ชาติ นั่นทรงรับสั่งแล้ว เรานี่เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบนี้  เพราะท่านนี่เอง พาให้เราเวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้จักจบ เมื่อไปพบชั้นหนึ่ง และไปพบจนกระทั่งถึงตัวสร้างบ้านสร้างเรือน กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาสร้างบ้านสร้างเรือน สร้างกายท่านไม่มีจบ 

    นั่นไปพบเรื่องนั้นก็ยิ่งคำนึงยกใหญ่ทีเดียว จึงได้ทำลายล้าง กาม ตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาเสีย ออกจากไตรภพไป หลบออกจากไตรภพไป ไอ้ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ทำอะไรท่านไม่ได้ แต่ว่าทำไม่ได้ ทำไม่ได้ขั้นหยาบหยาบ ขั้นละเอียดนั้นอยู่ในความปกครองเขา ฉากหลัง ฉากหลังใหญ่โตโน้น ยังบังคับพระสมณโคดมอยู่ เราจะไปให้พ้น ให้เลยฉากหลังที่บังคับพระสมณโคดมอยู่ พระอรหันต์อยู่ พระพุทธเจ้าอยู่ มากน้อยเท่าไร จะไปให้เลยหมดทีเดียว ไม่ให้มีฉากหลังต่อไป นั่นแน่ะ  เราจะเอาตัวรอดได้แล้ว เอาตัวรอดได้แล้ว ถ้าไปไม่ถึงขนาดนั้น เรามาพบพระพุทธศาสนาคราวนี้ ก็เสียคราวเหมือนกัน เอาตัวรอดไม่ได้ ทำไมเอาตัวรอดไม่ได้ล่ะ ก็ไปไม่ตลอดฉากหลัง จะเอาตัวรอดได้อย่างไร?  มันก็ยังเป็นบ่าวเป็นทาสเขาอยู่อย่างนั้นเมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะต้องคาดคั้นทีเดียว จะต้องคาดคั้นทีเดียว ต้องไต่เข้าไปทีเดียว เป็นกายๆเข้าไป  อย่าเข้าใจว่า ไอ้ที่เขาใช้ให้ทำชั่วด้วยกาย วาจา ใจ เขากระซิบให้ทำอย่างนั้น  เขากระซิบให้ทำอย่างนี้น่ะ  ไอ้นั่นก็เป็นบ่าวเป็นทาสเขานะซี เขาถึงใช้ได้ตามชอบใจ ให้ไปทำผิดวินัยซะป่นปี้ เหลวไหลป่นปี้ ให้กายเป็นเลว เป็นเปลวไป

    นี่เพราะอะไรล่ะ?

    ก็เพราะไอ้ฉากหลังมันบังคับ เขาไม่ได้แกล้ง ฉากหลังมันบังคับ ไม่รู้เท่าทันฉากหลัง  ฉากหลังบังคับเสียหายป่นปี้ นี้แหละให้ระวังฉากหลังเป็นตัวสำคัญ  จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดในสากลโลกทั้งสิ้น  จะทำงานใหญ่งานโตงานย่อยเท่าหนึ่งเท่าใด ให้ระวังให้รอบตัวทีเดียว  ระวังให้รอบตัว  ฉากหน้าฉากหลังให้ระวังให้รอบตัวทีเดียว  ทว่าทำฉากหลัง ฉากหลังได้อย่างนี้แล้วล่ะก็  การงานอย่างนั้นจะสำเร็จทุกสิ่งทุกประการ  แต่ว่าทำฉากหน้าฉากหลังให้ดีนะ ถ้าทำไม่ดีแล้วล่ะก็ประเดี๋ยวก็ไปนอนหลับในที่ใดที่หนึ่ง เพราะไม่ทันเขา จะไปโทษเขาไม่ได้ เพราะเราไม่เข้าข้างใคร เหตุนี้นี่แหละเราอุตส่าห์เริ่มต้นให้ทาน เริ่มต้นให้ทาน ให้บริสุทธิ์ในใจให้เบิกบานทีเดียว จะได้เกิดปัญญาและเฉลียวฉลาดขึ้น
    ขั้นที่สองประคองใจของเรา เจตนาของเรา ให้อยู่ในศีล ศีลแล้วด้วยเจตนา เจตนาหํ  ภิกฺขเว  สีลํ 
    เจตนาบริสุทธิ์ในองค์ทั้ง ๕ ทั้ง ๘ ทั้ง ๑๐

    เจตนาบริสุทธิ์ในปาณาติบาต อทินนา กาเมสุมิจฉาจาร มุสา สุรา เหล่านี้  หรือเจตนาบริสุทธิ์ใน ๘ หรือเจตนาบริสุทธิ์ใน ๑๐ ก็แล้วแต่จะบริสุทธิ์ได้แค่ไหน  รักษาความบริสุทธิ์ของ กาย วาจา ใจ ให้มั่น  แล้วอย่าให้คลาดเคลื่อน  แล้วแก้ไขใจให้ใส  แก้ไขใจให้ใส เราจะได้เห็นฉากหลังชัดหนักขึ้นทุกทีไป แก้ไขใจให้ใส เราจะได้เห็นฉากหลังชัดหนักขึ้นทุกทีไป  (หลวงพ่อพูดซ้ำๆ กัน ไม่ได้พิมพ์ผิด ซึ่งมีอยู่หลายที่)เมื่อให้ทาน ประพฤติความบริสุทธิ์เป็นศีล รักษาใจให้ใสเป็นปัญญา เพียรนึกอัตตาทั้งวันทั้งคืน เว้นไว้แต่หลับเสีย ตื่นขึ้นมาก็เป็นอย่างนั้นอยู่เสมอไป จะเป็นอะไรก็เป็นไป  แล้วก็มุ่งหมายจะไปที่สุดฉากหลังให้ได้  ถ้าว่าไม่สุดแล้วก็ตายเถอะ ชาติหนึ่งไม่ยอมกันเด็ดขาดเชียว ไม่ยอมกันล่ะที่จะเลิกไป  เป็นไม่เอา ใครจะชวน  ใครจะชวนให้เลี้ยวลดซะ ให้เที่ยวเสียเวลา เที่ยวนอน เที่ยวคุยซะ ทำผิดทางทำผิดลู่ผิดทาง ผิดทางฉากหลังซะเช่นนี้ล่ะก็ ตัดหัวไม่ยอม ไม่เชื่อ ไม่เชื่อเด็ดขาดเชียว เจ้าไอ้นี่คนบ่าวคนทาสเขานี้ มันจะชวนให้เราเป็นบ่าวเป็นทาสอีกละ เราจะไปเห็นอะไรด้วยละ เราไม่ยอมเด็ดขาดทีเดียว เราจะไปให้ตลอด ให้เลยฉากหลังอันนี้ให้ได้  ให้ถึงที่สุดฉากหลังให้ได้ ใครจะทำเป็นมั่ง ก็ไต่สวนเลยทีเดียว นี้วิชาของวัดปากน้ำ มีอยู่แล้วในเวลานี้  วิชาตรวจฉากหลังเรานี่ คือธรรมกายปรากฏอยู่แล้ว เขากำลังตรวจอยู่แล้ว เขากำลังทำกันอยู่แล้ว นี่แหละของจริง

    พระเณรไม่รู้จักของจริงล่ะก็ อย่าโกงตัวเอง   อย่าดูถูกตัวเอง ให้อุตส่าห์พยายามตรวจฉากหลังของตัวให้สุดให้ได้ ถ้าไม่สุดตัวล่ะก็ ไม่สุดฉากหลังของตัวเองล่ะก็ ตัวก็เป็นบ่าวทาสเขาอยู่นั่น ไม่ต้องไปสงสัย เมื่อรู้เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว ตัวก็จะได้บรรลุผลที่ยิ่งใหญ่ไพศาล หาประมาณมิได้  พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งไปพบท่านเข้า ถ้าเราไปได้สุด ท่านก็จะยิ้มในพระทัยว่า เออ..อ้ายนี่ มันลูกผู้ชายจริง เออ..ไอ้นี่เป็นคนมีปัญญา เป็นผู้หญิงมีปัญญาจริง เป็นผู้ชายก็ฉลาดจริง  ไม่ใช่คนโง่ นอกจากนั้น  ถ้าไม่พยายามให้สุดฉากหลังเช่นนี้ล่ะก็ เป็นบ่าวทาสเขา ไม่ใช่คนฉลาด จะเอาเป็นเกณฑ์ไม่ได้ ให้แน่นอนอย่างนี้นะ  แน่นอนอย่างนี้แล้วจะเอาตัวรอดได้ แต่เข้าใจนะว่าเขาใช้เราเท่านั้น ใช้เราเท่านี้เป็นบ่าวเป็นทาสเขาน่ะ เพราะเราไม่ทันฉากหลังเหล่านี้ เขาก็ใช้เราตามชอบใจ ใช้เป็นบ่าวเป็นทาสป่นปี้ถึงจะมีปัญญาแค่ไหนก็ช่าง ใช้เป็นบ่าวเป็นทาสป่นปี้ เหตุนี้ต้องแก้ไขทีเดียว ต้องไปให้สุด สุดฉากหลังให้ได้ เริ่มต้นดังกล่าวแล้ว ต้องบริจาคทานตามใจนึก ใจเบิกบานสำราญใจ ทำใจให้ใส เบิกบานสำราญใจ  ทำใจให้บริสุทธิ์ เจตนาให้ดี บริสุทธิ์ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ให้สะอาด ทำใจให้ใส ให้ใส ดีล่ะก็ ดูฉากหลังใหญ่  ประพฤติทีเดียว ทั้งวันทั้งคืนเว้นไว้แต่หลับเสีย ตื่นแล้วก็ไม่ได้รอท่าล่ะ ทำให้สุดให้ได้  ไม่สุดไม่ยอมเป็นเด็ดขาด

    ถ้าเราไม่ไป  เราก็ตาย
    เราไปเราก็ตาย
    ไปหรือไม่ไปล่ะ?
    ถ้าไม่ไปก็ตาย ไม่กี่เดือนกี่ปีก็ตาย  มนุษย์หมดทุกคน
    จะไปหรือไม่ไปล่ะ?   ไม่ไปก็ตาย   ไปดีกว่าไม่ไป
    ไอ้นั่นมันตายเปล่าหาหลักฐานไม่ได้ หากว่าไปได้ถึงแค่ไหนก็แล้วแต่ ชาติต่อๆ ไปอีก ไม่ถอยหลังกลับกัน  นี่แหละนับว่าเป็นคนมีปัญญา ดำเนินแนวทางพระพุทธศาสนา ต้องดำเนินอย่างนี้ เป็นทางสูงสุดในพระพุทธศาสนาที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบายพอสมควรแก่เวลา

    วรญฺญํ สรณํ นตฺถิ  สิ่งอื่นไม่ใช่ที่พึ่งที่ประเสริฐของเราท่านทั้งหลาย
    สรณํ เม รตนตฺยํ  รัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของเราท่านทั้งหลาย
    เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้
    สทา โสตถี ภวนฺตุเต ขอความสุขสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิตบรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมา ตามสมควรแก่เวลา สมมติขอยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความไว้เพียงเท่านี้

    เอวํ  ก็มีด้วยประการฉะนี้



    ทานวัตถุ-ฉากหลัง
     
  6. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    [​IMG][​IMG]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  7. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    <iframe width="560" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/kPJRCoAH0xA?rel=0" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>
     
  8. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    <iframe width="560" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/eIvJjBT6TK8?rel=0" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>
     
  9. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    [​IMG]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 362.JPG
      362.JPG
      ขนาดไฟล์:
      115.2 KB
      เปิดดู:
      77
  10. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    ประสบการณ์จากการสวดคาถาพระมหาจักรพรรดิ

    ขอทำประโยชน์จนหมดลมหายใจ (ผู้ได้รับประคำแดงคนที่หก)
    มีอาชีพรับราชการ งานทางโลกทำงานรับใช้ประชาชนเป็นคนของแผ่นดิน ทางธรรม..เริ่มศึกษาธรรมตั้งแต่ปี 2547 ในแนวดูกาย จิต ตามหลักธรรมคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช ดูตามซีดี มามีครูบาอาจารย์สอนธรรมบท เรียนจนอาจารย์มอบหมายให้เราเป็นอาจารย์สอนธรรม ทุกเสาร์ อาทิตย์ เป็นเวลา 3 ปี และได้ บวชชีพราหมณ์ 16 วันเท่าที่ลาได้สูงสุด สอนคนอื่นได้ แต่ทำไมเราไม่ก้าวหน้าในการเรียน วันนึงได้มาพบ อาจารย์สุนทร ได้สนทนาธรรมกัน บอกว่าหลวงตาม้าจะมาสวดมนต์บทพระมหาจักรพรรดที่วัดป่าแต้ว อำเภอพิชัยในตอนค่ำๆ ครั้งแรกที่ได้สัมผัส หลวงตาม้าเอาจีวรท่านโป๊ะศรีษะ รู้สึกขนลุกพอง เย็นตั้งแต่ศรีษะ จรดปลายเท้า ขณะปากสวด จิตขึ้นไปกราบหลวงปู่ดู่ หลวงปู่ทวด ปิติมาก กลับมาบ้านพร้อมประคำที่ห้อยคอ ลูกแก้ว พระผงหลวงปู่ดู่ สวดมนต์เช้า บ่าย หัวค่ำ พร้อมหลวงตาม้าที่ถ้ำเมืองนะ ถ้าไม่ว่างทำงานไป สวดไป ไม่ว่างจริงๆเอาบท หลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่ สั้นๆ ทุกคืนจะนั่งกรรมฐาน และได้พูดคุยกับหลวงปู่ดู่ ในยามที่ต้องการความช่วยเหลือ ปฎิบัติตามปู่บอกมาในกรรมฐาน และที่น่าอัศจรรย์..เรายังไม่มีปัจจัย และเวลาพอที่จะไป ถ้ำเมืองนะ วัดสะแก แต่เราใช้วิธีส่งกระแสจิตถึงปู่ ถ้าเราเป็นลูก หลานปู่จริงขอให้เราได้ภาพ ได้พระผงจักรพรรดิ โดยไม่ต้องใช้สตางค์ เราเล่นเฟส และไลน์ แทบทุกภาพของปู่ ทุกช่องทางที่บรรดาศิษย์ส่งมา จนมีพี่แอ้ว พี่เพชรดา เมตตาส่งพระผงจักรพรรดิที่ได้มาจากถ้ำเมืองนะเป็นร้อยๆองค์ ก็จะมาแจกให้ญาติธรรมต่อไป..ตอนนี้บรรดาเหล่าศิษย์ และญาติธรรมสวดมนต์บทพระมหาจักรพรรดิกันทุกคน.. เราแผ่บุญในทุกๆวัน เราซาบซึ้งในพระพุทธศาสนา และเป็นส่วนหนึ่งของผู้เผยแผ่ในพระศาสนา ทุกวันทุกวินาทีที่เรามีสติ เราจะแผ่กระแสบุญผ่านหลวงปู่ดู่ไปทั้ง 3 โลกธาตุ ให้หมดทุกดวงจิตวิญญาณ เราไม่อยากเกิดอีกแล้ว เรารู้แล้ว ความเจ็บปวด ของการเกิดมาคืออะไร..สาธุบารมีหลวงปู่ จงให้ลูกได้ทำทุกกิจ สำเร็จดังปรารถนาทุกประการเทอญ สาธุๆๆค่ะ


    ประสบการณ์จากแฟนเพจศูนย์บรรเทาทุกข์ผี

    https://www.facebook.com/Ghostcente...697637591656/1435380223156719/?type=3&theater
     
  11. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    [​IMG]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  12. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    [​IMG]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  13. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    ..ก่อนสายเกินไป...

    เรื่องที่ทุกคนต้องรีบรู้ ก่อนจะทำผิดไปจนวันตาย
    หลวงตาม้าสอนศิษย์ "เราเกิดมาทำไม"

    "พวกเอ็งเกิดมาทำไม มาเพื่อจะวนเวียนอยู่คำถามนี้แล้วก็หาคำตอบไปไม่จบสิ้น
    เพราะคำตอบมีได้สารพัด จริงๆ แล้ว เราเกิดมาสร้างกรรมใหม่ด้วยโดยไม่รู้ตัว
    จะชดใช้กรรมเก่าก็ชดใช้ไปแต่กรรมใหม่ก็สำคัญ
    ที่จริงท่านว่าไว้ว่ากรรมเก่านั้นหมด ตั้งแต่วันที่เราเกิดแล้ว
    คือกรรมเก่าส่งมาได้นั้น ส่งให้เรามาลงตรงนี้
    ให้มาเกิดเป็นคนที่มีอาการอย่างนี้ มีเหตุปัจจัยอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างนี้
    ทั้งหมดนี้คือกรรมเก่าที่เราสร้างมา ส่วนที่เหลือคราวนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ว่า
    เราจะสร้างเหตุปัจจัยใหม่ต่อไปอย่างไร

    พวกเอ็งต้องเข้าใจด้วยว่าเราเกิดมาทำไม
    เกิดมาเพื่อเป็นลูกที่ดี มีงานที่ดี เป็นพลเมืองดี "แต่นั่นคือหน้าที่ทางโลก" ซึ่งก็ต้องทำไป
    แต่ยังไม่พอ ยังมีหน้าที่ที่แท้จริงของการเกิดเป็นมนุษย์อีกอย่างหนึ่งคือ
    หน้าที่ของจิตดวงหนึ่งที่มาอยู่ในภพภูมิมนุษย์นี้...

    ถ้าเราเชื่อว่าพระพุทธเจ้า คือผู้รู้แจ้งเห็นจริงในสรรพสิ่งเราก็ควรจะฟังท่าน
    และเมื่อฟังท่านแล้วก็จะได้รู้ว่า เราเกิดมาเพื่อจะเดินไปให้ถึงที่สุดแห่งกองทุกข์นั่นเอง
    บางคนพอได้น้อมนำคำสั่งสอนพระพุทธเจ้าแล้วก็พบว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาทั้งชีวิตผิดหมด
    บางคนถึงขนาดต้องเอ่ยปากออกมาว่า "ไปอยู่ที่ไหนมาก็ไม่รู้เจ็ดสิบกว่าปี เพิ่งจะพบความจริงวันนี้"
    จึงต้องปรับเปลี่ยนแปลงวิธีคิดกันใหม่ กว่าจะรู้ก็สาย กว่าจะได้ฟังธรรมก็แก่
    บางคนก็ไม่ทัน ตาย..ฟรีไปอีกชาติหนึ่ง...พวกเอ็งทุกคนต้องมั่นใจ เส้นทางนี้เห็นได้ไม่ยาก
    เพราะฉะนั้นชาตินี้ดีที่สุดแล้ว เดินหน้าต่อไปในทางธรรม พบปะกัลยาณมิตร
    ค้นหาครูบาอาจารย์ให้เจอสักท่านหนึ่ง ที่ถูกจริต ที่ช่วยให้เข้าใจที่ช่วยให้เห็นธรรม
    ไม่ต้องถึงกับเป็นพระอรหันต์หรอก แค่พระที่ท่านปฎิบัติดีปฏิบัติชอบ
    อยู่ในร่องในรอยที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ แค่นั้นก็พอ...

    แต่หลวงตายึดหลักหลวงปู่ดู่องค์เดียวก็เกินพอแล้ว" (หลวงตาหัวเราะ)
    หลวงปู่ดู่พระอาจารย์ของหลวงตาม้ามักจะบอกลูกศิษย์อยู่เสมอๆว่า
    "เรื่องอย่างนี้ต้องรู้ได้ด้วยตัวเอง" อย่างที่พระพุทธท่านบอกว่า "ปัจจัตตัง" นั้นเอง


    เรียบเรียงจากคติธรรมคำสอนของ
    พระอาจารย์ วรงคต วิริยธโร
    (หลวงตาม้า) วัดพุทธพรหมปัญโญ
    (วัดถ้ำเมืองนะ) ต.เมืองนะ
    อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่



    [​IMG]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  14. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    [​IMG]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  15. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    [​IMG]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  16. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    ประสบการณ์จากการสวดคาถาพระมหาจักรพรรดิ
    เบนกระแสกรรมด้วยการสวดมนต์(ผู้ได้รับประคำแดงคนที่7)

    สาธุค่ะ หลวงตาม้า เคยสอนว่า ถ้าชวนคนกินเหล้ามาสวดมนต์ได้ ถือว่า สุดยอด พี่ชายหนูเป็นคนกินเหล้าค่ะ กินทุกวัน เมื่อก่อนกินเมาจะโวยวายเสียงดัง แต่ตอนนี้ดีขึ้นมากๆเลยค่ะ กินแล้วไม่เสียงดังเหมือนแต่ก่อน เพราะพี่สาวของหนูสวดมนต์พระมหาจักรพรรดิครอบวิมานให้พี่ชาย และพี่สาวอยากให้พี่ชายได้สวดมนต์พระคาถามหาจักรพรรดิ หนูจึงได้ทำบทสวดเป็นแผ่นเคลือบประมาณกระดาษA4 มาให้พี่ชายสวดค่ะ และตอนนี้พี่ชายก็เริ่มสวดมนต์พระคาถามหาจักรพรรดิแล้วค่ะ หนูกับพี่สาวปลื้มใจมากค่ะ ที่สามารถช่วยพี่ชายให้พ้นทุกข์ได้บ้าง ปกติแล้วพี่ชายหนูเป็นคนจิตใจดีค่ะ ชอบทำบุญ แม้จะกินเหล้า จะเสียแค่ตอนเมา พี่ชายหนูน่ารักค่ะ หนูกับพี่สาวอยากให้พี่ชายพ้นทุกข์ตรงนี้ และหนูกับพี่ๆ น้องๆ ที่บ้านก็ได้ร่วมพิมพ์บทสวดมนต์พระมหาจักรพรรดิและหนูก็นำมาแจกให้กับเพื่อนๆที่ทำงาน ตอนแรกหนูแนะนำก่อนค่ะ ใครมีทุกข์ หนูก็แนะนำให้สวดมนต์พระมหาจักรพรรดิ ตอนนี้มีพี่ที่ทำงานสวดได้แล้ว พี่เค้าสบายใจขึ้นจากที่ได้สวดมนต์ หนูก็ดีใจค่ะ ที่ได้เป็นลูกของหลวงปู่ดู่และหลวงตาม้า ขอบคุญในความเมตตาของท่านค่ะ สาธุค่ะ

    ประสบการณ์จากแฟนเพจศูนย์บรรเทาทุกข์ผี ทั่วประเทศ



    [​IMG]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  17. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    หลวงปู่ดู่เคยกล่าวไว้ว่า
    "" ไฟไหม้ข้างบ้าน เราก็ร้อนด้วย ""



    [​IMG]
     
  18. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 16 พฤศจิกายน 2016
  19. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    [​IMG]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  20. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,462
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,172
    ค่าพลัง:
    +70,618
    อดทนทำความดี


    แรงต้านมันมีมาก รอบตัว ในตัว

    ก็ให้...อดทนทำความดี...



    [​IMG]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • ลปด.JPG
      ลปด.JPG
      ขนาดไฟล์:
      22 KB
      เปิดดู:
      231
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...